Skip to main content

เตรียมเผชิญ

ค ว า ม ต า ย

บทที่ 29 สวรรค์

1. การเข้าสวรรค์

 

ขณะที่ชาวเราทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ จงพยายามเพียรทนความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายที่ครอบงำเราตลอดทั้งชีวิตเถิด ชาวเราจงยกมันขึ้นถวายแด่พระเป็นเจ้า เป็นบูชา ร่วมกับพระมหาทรมานที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงรับทนเพราะความรักต่อชาวเราเถิด จงยึดถือเอาความหวังจะได้สวรรค์เป็นเครื่องพะยุงน้ำใจของเราไปพลางก่อน เมื่อได้เอาตัวรอดแล้ว ความรำคาญ ความทุกข์ร้อนการถูกกดขี่ ความกลัวทั้งหลายเหล่านั้น ไม่เพียงแต่จะจบสิ้นไปเท่านั้น แต่มันยังจะกลายเป็นเครื่องบันดาลความยินดี ความเบิกบานแก่เรา ในพระราชัยแห่งบรรดาผู้มีบุญอีกด้วย ทั้งนี้เพราะพระสวามีเจ้าเองทรงปลุกปลอบใจเราว่า “ความทุกข์โศกของท่านจะกลายเป็นความชื่นชมยินดี” (ยน. 16, 20)

            บัดนี้ เราจะพิเคราะห์ดูสวรรค์สักเล็กน้อย แต่จะพูดถึงเรื่องสวรรค์ได้อย่างไรหนอ? แม้บรรดานักบุญผู้มีสติปัญยาปลอดโปร่งก็ไม่มีความสามารถจะบรรยายให้เราเข้าใจถึงความสุขสบายอันพระเป็นเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับข้าบริการผู้สัตย์ซื่อของพระองค์! ดูแต่ดาวิดท่านก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรนอกแต่จะบอกว่าสวรรค์เป็นทรัพย์ที่ชาวเราปรารถนาอยากได้เหลือเกิน “ข้าแต่พระสวามี พระเป็นเจ้าแห่งจอมทัพ พระราชฐานของพระองค์ช่างน่ารักจริงหนอ! วิญญาณของข้าพเจ้า ใคร่จะเข้าไปสู่พระราชฐานของพระองค์นั้น” (สดด. 83, 2) อย่างนั้น นักบุญเปาโลเจ้าข้า ท่านผู้มีบุญได้ถูกยกขึ้นไปชมสวรรค์ โปรดช่วยชี้แจงให้พวกข้าพเจ้าทราบสักหน่อยเถิดว่า ท่านได้แลเห็นอะไรบ้าง?- แต่ท่านอัครสาวกจะตอบว่า “ไม่ได้ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้แลเห็นนั้นอธิบายไม่ได้ ความสนุกสบายในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน จะเข้าใจได้ก็ต้องไปลิ้มรสเอง” ข้าพเจ้าได้ยินวาจาอันลึกซึ้ง ซึ่งไม่สามารถจะนำมาบอกเล่าแก่มนุษย์ (2 คร. 12, 4) แล้วท่านเสริมอีกว่า “ข้าพเจ้าบอกท่านได้เพียงว่าหามีมนุษย์คนใดบนแผ่นดินได้แลเห็น ได้ยิน ได้เข้าใจความสวยงาม ความเสนาะไพเราะ และความสุขอันพระเป็นเจ้าได้ทรงจัดไว้สำหรับบรรดาผู้ที่รักพระองค์” (1 คร. 2, 9)

            เหตุที่ทำให้คนเราไม่สามารถจะพูดถึงทรัพยากรแห่งสวรรค์ ก็คือคนเรารู้จักแต่ทรัพย์สมบัติฝ่ายแผ่นดินนี้ สมมุติว่า ม้ามีปัญญา และม้ารู้ว่า นายของมันจะแต่งงาน กำลังเตรียมโต๊ะใหญ่ มันจะคิดว่าโต๊ะที่นายกำลังจัดนั้น คงไม่มีอะไรอื่นนอกจากฟางดี ๆ ข้าวโอ๊ท ข้าวบาร์เล มันนึกคิดอย่างนี้ ก็เพราะมันไม่มีความนึกคิดถึงอาหารอย่างอื่น นอกจากอาหารพรรค์นี้นั่นเอง คนเราก็เหมือนกันคิดถึงทรัพยากรแห่งสวรรค์ ทำนองม้านี้แหละ ในเวลากลางคืน ฤดูร้อนช่างงามน่าดูจริง เมื่อมองดูท้องฟ้าอันโป่งใส มีดาวดาราส่องแสงระยับยิบทั่วไป ในฤดูใบไม้ผลิช่างน่าเบิกบานใจจริง เมื่ออยู่ที่ชายทะเล ซึ่งกำลังราบเรียบ มองทะลุน้ำและเห็นหินโสโครกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ และหมู่ปลากำลังว่ายเล่นวนเวียนไปมา ช่างน่าสำราญใจจริงเมื่ออยู่ในอุทยานอันดารดาษไปด้วยผลไม้และดอกไม้มีลำธารน้ำไหลอยู่รอบข้าง มีนกนานาชนิดบินไปมา ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่รอบ ๆ ผู้ประสบเข่นนั้ต่างอุทานว่ สวรรค์! สวรรค์! ช่างเป็นสวรรค์แท้ ๆ- แต่ความจริงความสนุกยินดีของสวรรค์นั้น ยังผิดกับนี้ไกลนักหนา เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจบ้างเล็กน้อยเป็นเลา ๆ ขอให้ท่านคำนึงว่า ที่สวรรค์นั้น มีพระเป็นเจ้าประทับอยู่พระองค์ทรงฤทธิ์ทุกประการ กำลังทรงเอาพระทัยใส่จัดการให้วิญญาณที่พระองค์ทรงโปรดปรานได้รับความชื่นชมยินดีเต็มที่ นักบุญเบอร์นาร์ด กล่าวว่า “ท่านใคร่จะทราบว่า ที่สวรรค์มีอะไรหรือ? - ที่นั่นไม่มีสิ่งใดที่ท่านไม่ชอบ แต่มีทุกสิ่งที่ท่านชอบนั้นแล” (1)

            โอ! วิญญาณจะรู้สึกอย่างไรหนอ? เมื่อจะได้เข้าไปสู่พระราชัยอันแสนสุขนั้น! จงวาดภาพหญิงสาวคนนั้น ชายหนุ่มคนโน้น ซึ่งได้ถวายตัวประพฤติศีลพรหมจรรย์ เพราะความรักต่อพระเยซูคริสต์ ขณะที่เขากำลังตายไป และกำลังละแผ่นดินนี้ไปเถิด วิญญาณของเขาจะไปอยู่เฉพาะที่พิพากษา พระตุลาการทรงสวมกอดเขา พลางประกาศว่า: เขารอดแล้ว บัดใดนั้นอารักษ์เทวดาก็มาต้อนรับแสดงความยินดีกับเขา เขาก็ขอบคุณท่าน ที่ได้อุตส่าห์ช่วยเหลือ ฝ่ายเทวดาก็ว่า: วิญญาณที่รัก จงยินดีเถิด ท่านรอดแล้ว มาชมพระพักตร์แห่งพระสวามีเจ้าของท่านเถิด! เมื่อนั้น วิญญาณก็ลอยขึ้นเหนือกลีบเมฆ ผ่านท้องฟ้า ผ่านดาวดาราทั้งหลายแล้วเข้าไปสู่ปิตุภูมิอันแสนสุขนั้น! เมื่อจะได้กวาดสายตามองดูนครอันแสนสุขเป็นครั้งแรก! นิกรเทวดาและบรรดานักบุญจะออกมาต้อนรับ ร้องไชโยแสดงความยินดี บัดนั้นวิญญาณจะรู้ปลื้มใจเป็นกระไร เมื่อจะได้พบบิดามารดาญาติมิตร ที่ได้มาคอยตนอยู่ในสวรรค์ก่อนแล้ว และเมื่อจะได้พบกับบรรดานักบุญองค์อุปถัมภ์ของตน! เมื่อนั้นวิญญาณตั้งท่าจะคุกเข่าลงแสดงความเคารพ แต่บรรดานักบุญจะห้ามปรามว่า: “อย่า อย่าทำดังนั้น พวกเรานี้ก็เป็นคนใช้เหมือนตัวท่านนั่นแหละ” (วว. 22, 9)

            จากนั้น วิญญาณจะถูกนำขึ้นไปจูบพระบาทของพระแม่มารีอา พระบรมราชินีแห่งวิมานสวรรค์ วิญญาณจะรู้สึกอิ่มเอิบใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อจะได้ประสบพระมารดาของพระเป็นเจ้าด้วยตาของตนเองเป็นครั้งแรก พระแม่เจ้าผู้ได้ทรงช่วยเหลือเขามากต่อมาก จนเขาได้เอาตัวรอด เหตุว่าเมื่อนั้นวิญญาณจะได้แลเห็นพระคุณานุคุณทุกประการ ที่ตนได้รับโดยทางพระแม่เจ้า ฝ่ายพระบรมราชินี ก็จะทรงสวมกอดเขาด้วยความสน่หา แล้วก็จะทรงจูงเขาเข้าเฝ้าพระเยซูเจ้า พระองค์ก็จะทรงต้อนรับเขา ดังภริยาที่รัก และตรัสแก่เขาว่า “เจ้าจงมาจากเขาลีบาโนเถิด ภริยาที่รัก มาเราจะสวมมงกุฎให้” (กันต์. 4, 8) ภริยาที่รักจงยินดีเถิด! น้ำตา ความยากลำบาก ความกลัว ทั้งหลายเหล่านี้ผ่านพ้นไปสิ้นแล้ว มารับมงกุฎชั่วนิรันดร อันเราได้จัดเตรียมไว้เพื่อเจ้า ด้วยโลหิตของเราเองครั้นแล้วพระเยซูเองจะทรงนำวิญญาณเข้าเฝ้า เพื่อรับพระพรจากพระบิดาฝ่ายพระบิดาก็ทรงสวมกอดเขา พลางอำนวยพระพรว่า “จงเข้ามาสู่ความอภิรมย์ยินดีแห่งพระสวามีเจ้าของเจ้าเถิด” (ธม. 25, 21) แล้วพระองค์ก็ทรงบันดาลให้วิญญาณได้รับความบรมสุข อันเดียวกับที่พระองค์เองกำลังเสวยอยู่นั้นเป็นนิจกาล

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า นี่แน่ะ ผู้เนรคุณที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นสำหรับสวรรค์ กำลังกราบอยู่แทบพระบาท กี่ครั้งกี่หนแล้ว เขาได้เห็นแก่ความสนุกอันเลวทราม และได้ละทิ้งพระองค์ซึ่งหน้า ตัวเขาจวนจะตกนรกเสียเหลือเกิน! บัดนี้ข้าพเจ้าไว้ใจว่า พระองค์ทรงอภัยบาปให้แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังเป็นทุกข์เพราะบาปเสมอ และใคร่จะเป็นทุกข์ไม่รู้วายตราบจนวันตาย เพื่อวิงวอนขอให้พระองค์ทรงอภัยบาปเรื่อย ๆ ไป จริงอยู่ พระองค์ได้ทรงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าแล้วแต่อนิจจา! มันก็คงเป็นความจริงเสมอไปนั่นแหละว่า ข้าพเจ้าได้บังอาจทำขุ่นเคืองพระทัยของพระองค์ พระมหาไถ่ของข้าพเจ้า พระผู้ได้ทรงพลีพระชนม์ชีพเพื่อให้ข้าพเจ้าบรรลุถึงพระราชัยของพระองค์ ขอร้องสาธุการ และถวายพระพรแด่พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เสมอ พระเจ้าข้า พระเยซูเจ้าข้า พระองค์ได้ทรงเพียรทนต่อข้าพเจ้า แทนการลงโทษ พระองค์กลับทรงประทานพระหรรษทาน ความสว่าง และคำดลใจมากขึ้นอีก! พระมหาไถ่ที่สุดเสน่กาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามองเห็นแล้ว พระองค์ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้าเอาตัวรอดจริง ๆ พระองค์ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ตลอดชั่วนิรันดร ในปิตุภูมิของพระองค์แต่ก็ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ในโลกนี้ก่อน จริงทีเดียว ข้าพเจ้ารักพระองค์ และใคร่จะรักพระองค์ตราบเท่าชีวิตจะหาไม่ แม้เพียงทราบว่า พระองค์คือ พระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า ผู้ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ เท่านี้ก็เป็นเหตุผลให้รักพระองค์พออยู่แล้ว พระเยซูเจ้าข้า โปรดประทานพระหรรษทานค้ำจุนข้าพเจ้า ขออย่าทอดทิ้งข้าพเจ้าเลย วิญญาณของข้าพเจ้าคงอยู่เสมอ มิรู้ตายฉะนั้นจึงต้องเลือกเอา หรือว่าจะรักพระองค์ตลอดนิรันดร หรือว่าจะเกลียดพระองค์ตลอดนิรันดร โอ! ไม่เอา ข้าพเจ้าไม่ยอมเกลียดพระองค์ตลอดนิรันดรเป็นอันขาด ข้าพเจ้าต้องการรักพระองค์ตลอดนิรันดร และต้องการรักพระองค์ในชีวิตนี้มาก ๆ เพื่อจะได้รักพระองค์ในชีวิตหน้ามาก ๆ ด้วย โปรดทำแก่ข้าพเจ้าตามแต่ชอบพระทัยเถิด พระเจ้าข้า โปรดลงโทษข้าพเจ้า ตามแต่ทรงปรารถนาเถิด พระเจ้าข้า ขออย่างเดียว อย่าให้ข้าพเจ้าขาดความรักของพระองค์เท่านั้นนอกนั้นจะทรงทำแก่ข้าพเจ้าอย่างไร ๆ ก็สุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาเถิดพระเจ้าข้า พระเยซูเจ้าข้า พระบุญญาบารมีของพระองค์เป็นสรณะที่วางไว้ใจของข้าพเจ้า พระเจ้าข้า

            โอ้ พระนางมารีอา ข้าพเจ้าวางใจในคำเสนอวิงวอนของท่าน ขณะที่ข้าพเจ้าคงอยู่ในบาป ท่านก็ได้ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากนรก บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาแต่พระเป็นเจ้าผู้เดียว โปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอด และให้เป็นนักบุญด้วยเถิด

2. สันติสุขแห่งสวรรค์

            เมื่อวิญญาณเข้าไปสู่ความบรมสุขของพระเป็นเจ้าแล้ว เขาจะไม่ประสบความทุกข์ร้อนอีกต่อไป (2) “พระเป็นเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาของเขา จะไม่มีความตายการไว้ทุกข์ เสียงครวญคราง และความเจ็บปวดอีกต่อไป เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ได้ล่วงพ้นไปแล้ว และพระเป็นเจ้าผู้ประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ได้ตรัสว่า: นี่แน่ะ! เราบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของใหม่หมด” (วว. 21, 4) ณ วิมานสวรรค์ ไม่มีความเจ็บไข้ ไม่มีความยากจน ไม่มีความขัดข้องไม่สะดวก ไม่มีการผลัดเปลี่ยนของวันและคืน ไม่มีความหนาว ความร้อนแต่เป็นกลางวันอันสดใสเรื่อย เป็นวสันตฤดูอันเจริญใจ และเย็นสบายเรื่อยไป ณ พระราชัยแห่งความรักนั้น ไม่มีการเบียดเบียนข่มเหง หรือความอิจฉาริษยาต่อกันเลย ด้วยว่าต่างคนต่างรักกันจริง ๆ จนว่าคนทุกคนต่างรับความบรมสุขของกัน ดุจเป็นของของตนเอง ที่นั้นไม่มีความวิตกกังวล เพราะว่าวิญญาณตั้งมั่นอยู่ในพระหรรษทานแล้ว ทำบาปอีกไม่ได้และจะเสียพระเป็นเจ้าต่อไปก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของใหม่ไปหมด “พระองค์ทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลายเป็นของใหม่หมด” ฉะนั้นทุกสิ่งจึงทำแต่ความชอบใจ ให้แต่ความอิ่มใจ (3) ณ ที่นั้นตาจะอิ่มหนำ โดยการชม “พระนครอันงามพร้อม” (เธรน 2, 15) (3 ข) โอ้จะน่าตื่นเต้นแค่ไหนเมื่อจะได้แลเห็นพระนคร อันมีแต่แก้วผลึกปูตามถนนทุก ๆ สาย ตึกรามบ้านช่องล้วนเป็นปราสาทเงิน เพดานทองประดับด้วยพวงดอกไม้นานาชนิด ห้อยเป็นระย้า ๆ !” วิมานสวรรค์ ยังจะงามกว่านี้เท่าไรหนอ! โอ้ว่า จะรู้สึกอย่างไร เมื่อจะได้แลเห็นพลเมืองคนละคนล้วนทรงอาภรณ์ของในหลวง เพราะว่าชาวเมืองทุก ๆ คน ต่างก็เป็นในหลวงกันทั้งนั้นนี่คือวาทะของนักบุญเอากุสติน (4) จะเป็นอย่างไรกันหนอ เมื่อจะได้แลเห็นพระนางมารีอาผู้เปล่งรัศมีงดงามกว่าสวรรค์เสียอีก! จะเป็นอย่างไรอีกเล่าเมื่อจะได้แลเห็นพระชุมพาน้อย พระภัสดาเยซู! คราวหนึ่ง นักบุญเทเรซาได้แลเห็นเพียงพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้าประเดี๋ยวหนึ่ง เธอตะลึงงัน เพราะเห็นว่างามวิไลเหลือเกินแล้ว ! ในสวรรค์จมูกจะได้อิ่มหนำด้วยได้กลิ่นหอมอันระรื่นชื่นใจ ที่นั้นหูจะได้อิ่มหนำ ด้วยการได้ยินดนตรีเพลงสวรรค์ คราวหนึ่งนักบุญฟรันซีส ได้ยินเทวดาสีซอเดี่ยว ความไพเราะเยือกเย็น แทบจะทำให้เป็นลมหมดสติก็จะเป็นไฉนเล่า เมื่อจะได้ยินบรรดานักบุญ และนิกรเทวดาประสานเสียงบรรเลงเพลงเทิดทูนพระเกียรติมงคลของพะรเป็นเจ้า: “เขาจะซร้องสรรเสริญพระองค์ตลอดศตวรรษ” (สดด. 83, 5) ชาวเราจะรู้สึกอย่างไรหนอ เมื่อจะได้ยิน พระแม่มารีอาทรงร้งอเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้า นักบุญฟรันซิส เดอซาลส์ บอกว่าพระสุรเสียงของพระแม่มารีอาในวิมานสวรรค์นั้นคล้ายกับเสียงนก         โรซิญอล (ไนติงเกล) ในพุ่มไม้ ซึ่งเป็นนกที่ร้องเพราะกว่านกชนิดใด ๆ พูดโดยสรุป คือ ความสนุกสุขสบายทั้งหลาย ที่ชาวเราอาจจะปรารถนาได้ ก็มีอยู่พร้อมหมดในสวรรค์นั่นเอง แต่ความสนุกสุขสบายทั้งหลายเท่าที่ได้บรรยายมานี้ เป็นเพียงของชั้นต่ำในสวรรค์เท่านั้น สิ่งที่บันดาลให้เป็นสวรรค์คือ องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นกล่าวคือ พระเป็นเจ้าพระองค์เอง (5) รางวัลที่พระสวามีเจ้าได้ทรงสัญญาจะประทานให้แก่ชาวเรา หาใช่เฉพาะเพียงความสวยงาม ความไพเราะหรือความสนุกยินดีอย่างอื่น ในพระนครอันแสนสุขเท่านั้นไม่ แต่รางวัลชั้นต้น และยอดเยี่ยมที่สุดคือ พระเป็นเจ้าพระองค์เองหมายความว่า เราจะได้แลเห็นพระองค์จะได้รักพระองค์อย่างหน้าต่อหน้า “เรานี้คือ รางวัลของท่านใหญ่หลวงยิ่งนัก” (ปฐก. 15, 1) นักบุญเอากุสติน บอกว่า “สมมุติว่า พระเป็นเจ้าจะโปรดให้นักโทษนรกได้แลเห็นพระพักตร์ นรกของเขาก็จะกลายเป็นสวรรค์อันแสนสุขไปทันที” (6) แล้วท่านกล่าวต่อไปว่า “สมมุติว่าเมื่อวิญญาณได้ออกจากชีวิตนี้แล้ว มีสิทธิ์จะเลือกเอาได้อย่างหนึ่ง ในสองอย่างดังต่อไปนี้คือ เลือกการเห็นพระเป็นเจ้าแต่ต้องทรมานอยู่ในนรก หรือเลือกเอาการไม่เห็นพระเป็นเจ้า แต่รอดพ้นจากนรก วิญญาณจะเลือกเอาการเห็นพระเป็นเจ้า และยอมทรมานอยู่ในนรกเป็นแน่” (7)

            เรื่องความยินดีในการแลเห็นและรักพระเป็นเจ้าอย่างหน้านั้นขณะอยู่ในโลกนี้ เราไม่อาจเข้าใจได้ แต่ถึงกระนั้น จะพยายามพิสูจน์ให้เห็นลาง ๆ บ้างเล็กน้อยว่า ความรักต่อพระเป็นเจ้าเป็นของหวานฉ่ำเพียงไร แม้ตั้งแต่อยู่ในโลกนี้แล้ว ก็มีฤทธิ์ไม่เพียงแต่ทำให้วิญญาณของนักบุญลอยขึ้นจากพื้นดินเท่านั้น แต่ทำให้ร่างกายลอยขึ้นด้วย วันหนึ่งนักบุญฟิลิป เนรี ลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับม้านั่ง ที่ท่านกำลังพิงอยู่ นักบุญเปโตร แห่งอัลกันตาราก็เหมือนกัน ได้ลอยขึ้นจากพื้นดิน ขณะที่แขนของท่านกำลังเกาะกิ่งไม้อยู่ ต้นไม้เลยถอนรากขึ้นไปด้วยอนึ่ง ชาวเราย่อมทราบกันดีว่า บรรดานักบุญมาร์ตีร์ เพราะท่านมีความรักต่อพระเป็นเจ้าอย่างนิ่มนวล ฉะนั้นขณะถูกทรมานท่านจึงรู้สึกชื่นชมหรรษา นักบุญเอากุสตินเล่าว่า “คราวที่นักบุญวินแชน ซีโอ ถูกทรมานนั้น ท่านพูดจาปราศรัยมีอาการเหมือนว่า ผู้ถูกทรมานเป็นคนหนึ่ง ผู้พูดเป็นอีกคนหนึ่ง” (8) นักบุญเลาแรนซึโอ ขณะถูกย่างบนแคร่เหล็ก ท่านยังเย้ยทรราชได้ว่ “โปนรดพลิกอีกข้างหนึ่งเถิดมันสุก รับประทานได้แล้ว!” (9) นักบุญเอากุสติน อธิบายเรื่องนี้ว่า “เป็นเพราะนักบุญเลาแรนซีโอ ร้อนระอุอยู่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ (คือ ความรักต่อพระเป็นเจ้า) นั่นเอง ท่านจึงไม่รู้สึกความร้อนของไฟ(ธรรมชาติ) (10)

            อีกสถานหนึ่ง แม้เมื่อคนบาปเป็นทุข์ร้องไห้เพราะบาปของเขา เขาย่อมรู้สึกความชุ่มชื่นใจเพียงไรแล้วแม้ในโลกนี้! นักบุญเบอร์นาร์ด จึงอุทานว่า “หากการร้องไห้เพื่อพระองค์ยังอ่อนโยนเช่นนี้แล้ว ก็เมื่อมีความยินดีด้วยพระองค์จะเป็นอย่างไรหนอ!” (11) อีกนัยหนึ่ง ขณะเมื่อวิญญาณกำลังจมอยู่ในการภาวนาแสงสว่างแห่งสวรรค์กำลังส่องให้แลเห็นพระทัยดี  พระทัยเมตตากรุณา และความรักของพระเยซูคริสต์ต่อเขา ขณะนั้นเขารู้สึกความอ่อนโยนกระไรหนอ! แผ่นดินก็ยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ บนแผ่นดินเรามองไม่เห็นพระเป็นเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงเป็น เห็นเพียงแต่มืด ๆ มัว ๆ ทุกวันนี้ มีม่านกำลังบังตาเราอยู่ และพระเป็นเจ้าทรงซ่อนอยู่ภายใต้ม่านแห่งความเชื่อ ไม่ทรงโปรดให้ชาวเรามองเห็นพระองค์ก็ยังเป็นได้ถึงเพียงนี้แล้ว! ก็เมื่อเครื่องบังตาจะเปิดออก และเราจะได้แลเห็นพระองค์อย่างหน้าต่อหน้านั้นจะเป็นอย่างไรหนอ! “ทุกวันนี้เราแลเห็นเหมือนกับในกระจก เห็นดังเป็นปริศนาแต่เมื่อนั้น เราจะแลเห็นพระองค์หน้าต่อหน้า” (1 กร. 13, 12) โอ! เราจะแลเห็นว่า พระเป็นเจ้าทรงงดงามเพียงไร! ยิ่งใหญ่เพียงไร! ยุติธรรมเพียงไร! ดีบริบูรณ์เพียงไร! และทรงรักเราเพียงไร!

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้น เจ้าข้าข้าพเจ้าคือคนอาภัพ ที่ได้หันหลังให้พระองค์ และได้สละความรักของพระองค์ จึงเป็นการสมควรแล้ว ที่ข้าพเจ้าจะอดแลเห็นพระองค์ และอดรักพระองค์เอง ได้ทรงลงโทษพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์ได้ทรงสงสารข้าพเจ้าจนไม่คิดสงสารพระองค์เอง ได้ทรงลงโทษพระองค์ ถึงต้องมรณะอย่างทารุณโหดร้าย และอย่างน่าบัดสี เหนือไม้อันน่าอับอาย การสิ้นพระชนม์ของพระองค์นั่นแหละ เป็นสรณะที่พึงทำให้ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้แลเห็นและได้ชมพระพักตร์ของพระองค์ ในวันหนึ่งข้างหน้าและเมื่อนั้นข้าพเจ้าจะได้รักพระองค์ด้วยสิ้นสุดกำลังความสามารถแต่ขณะนี้ ข้าพเจ้ายังอยี่ในภัยจะเสียพระองค์ไปตลอดนิรันดรก็ได้ ทั้งยังได้เคยเสียพระองค์ไปแล้ว ด้วยได้กระทำบาป ก็ชีวิตที่ข้าพเจ้ายังมีอยู่นี้ ข้าพเจ้าจะใช้ทำอะไรเล่า? ยังจะดื้อทำเคืองพระทัยอีกหรือ? โอ! ไม่เป็นอันขาดพระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าเกลียดชังบาปเต็มประดาแล้ว ข้าพเจ้าเสียใจที่ได้ดูหมิ่นพระองค์ และบัดนี้ข้าพเจ้ารักพระองค์ด้วยสิ้นสุดดวงใจแล้ว พระเจ้าข้า วิญญาณของข้าพเจ้าตรมตรอม และกลับใจมารักพระองค์แล้ว พระองค์ยังจะทรงขับไล่ข้าพเจ้าอีกหรือ? โอ! ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าทราบดี พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หาเองได้ตรัสไว้ว่า “พระองค์ได้ทรงผลักไสผู้กลับใจที่มากราบอยู่แทบพระบาท” (ยน. 6, 37) พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าสละละทุกสิ่ง กลับมาหาพระองค์ขอสวมกอดข้าพเจ้าด้วยเถิด พระเจ้าข้า ขอเดชะ พระอาชญาไม่พ้นเกล้าที่ข้าพเจ้าบังอาจทูลพระองค์ดังนี้ก็เพราะทราบว่า กำลังทูลกับองค์พระทัยดีปราศจากขอบเขต กำลังทูลกับพระเป็นเจ้าผู้ได้ทรงมรณะ เพราะทรงรักข้าพเจ้านั้นเอง พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หาเจ้าข้า ทรงกรุณาโปรดให้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในความรักของพระองค์ เสมอเป็นนิตย์เถิดพระเจ้าข้า 

            พระนางมารีอา แม่ที่น่ารัก เดชะความรักของท่านต่อพระเยซูคริสต์ โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในความรักพระองค์ด้วยเถิด ข้าพเจ้าหวังดังนี้ และขอจงเป็นดังนี้เถิด

3. นิรันดรภาพแห่งสวรรค์

            ความทุกข์ทรมานอันสาหัสฉกรรจ์ ซึ่งกำลังสุมวิญญาณผู้รักพระเป็นเจ้าและทำให้เขาเศร้าสลดใจเป็นที่สุด ก็คือความหวาดกลัวว่าจะไม่รักพระเป็นเจ้าและกลัวพระเป็นเจ้าจะไม่ทรงรักเขา ทั้งนี้เพราะว่า “ไม่มีใครเลยรู้แน่ว่าตัวสมจะถูกรัก หรือจะถูกเกลียด” (ปญจ. 9, 1) แต่เมื่ออยู่ในสวรรค์แล้ววิญญาณจะรู้แน่แก่ใจว่าตัวรักพระเป็นเจ้า และพระองค์ทรงรักตน เขาจะแลเห็นว่าตัวมีบุญ จมอยู่ในความรักพระเป็นเจ้า และพระองค์ก็ทรงสวมกอดเขาดังลูกที่รัก และแลเห็นชัดว่าความรักอันนี้ จักไม่รู้จักแตกสลายอีกเลย ตลอดนิรันดรภาพ วิญญาณนั้นจะถูกไฟเผาให้ร้อนรักพระเป็นเจ้ายิ่งขึ้น เพราะเมื่อนั้นเขาจะรู้แจ้งขึ้นว่า พระเป็นเจ้าได้ทรงรักเขาเพียงใด ขณะเมื่อเสด็จอวตารเป็นมนุษย์ ขณะเมื่อทรงมรณะเพี่เขาคราวเมื่อทรงตั้งศีลมหาสนิท ประทานพระองค์ของพระองค์เองมาเป็นอาหารแก่เหล่าหนอน! เมื่อนั้น วิญญาณจะรู้แจ้งในพระหรรษทานทั้งสิ้น ทีละประการ ๆ ที่พระเป็นเจ้าได้ทรงประทานแก่เขาเพื่อช่วยให้พ้นจากการประจญล่อลวงต่าง ๆ และให้พ้นจากภยันตรายที่จะต้องพินาศไป ทั้งจะแลเห็นอย่างแจ่มแจ้งเรื่องความยากลำบากต่าง ๆ อาทิเช่น ความเจ็บไข้ การถูกข่มเหง การถูกคดโกง ซึ่งในกาลก่อนเขาถือว่าเป็นภัย เป็นอาชญาของพระเป็นเจ้า เขาจะเห็นว่าที่แท้เป็นความรักของพระองค์ เป็นอุปกรณ์ที่พระญาณสออดส่องทรงใช้เพื่อช่วยให้เขาเอาตัวรอดไปสวรรค์ต่างหาก เมื่อนั้นเขาจะเข้าใจดีถึงการที่พระเป็นเจ้าได้ทรงเพียรทนเขาคราวเมื่อเขาได้กระทำบาปเป็นจำนวนมากมาย เขาจะแลเห็นพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงโปรดความสว่าง ที่เขาได้ยินคำตักเตือนอันมาจากพระทัยดีของพระองค์และเมื่อมองลงมาจากสวรรค์ เขาจะแลเห็นวิญญาณอื่นจำนวนมาก กำลังทนทุกข์อยู่ในนรก เพราะได้กระทำบาปน้อยกว่าตัวเขาอีก เขาจะหันมามองดูตัวตนเองก็แลเห็นว่าตัวได้รอดแล้ว และกำลังครอบครองพระเป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ ตัวเขาปลอดภัย ไม่ต้องกลัวจะเสียองค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นสืบไป ตลอดทั้งนิรันดรภาพ

            เป็นอันว่าผู้มีบุญจะเสวยความบรมสุขเสมอ ความบรมสุขอันนั้น จะเป็นของใหม่อยู่เสมอในชั่วทุกๆ วินาทีแห่งนิรันดรภาพ ดังว่าเขาเพิ่งได้เริ่มเสวยเป็นครั้งแรก เขาปรารถนาจะได้ความบรมสุขอันนั้นเสมอและก็ได้อยู่เสมอเขาอิ่มอยู่เสมอ และก็หิวอยู่เสมอ หิวอยู่เสมอ และก็อิ่มอยู่เสมอ : ที่เป็นดังนี้ก็เพราะความปรารถนาอยากได้สวรรค์ ไม่ทำความยากลำลากแต่อย่างใดเลย และการได้สวรรค์ ก็ไม่ทำให้เบื่อหน่ายเลย สรุปความคือ บรรดานักโทษนรกเป็นภาชนะอันเปี่ยมไปด้วยพระพิโรธฉันใด บรรดาชาวสวรรค์ก็เป็นภาชนะอันเปี่ยมไปด้วยความอิ่มหนำสำราญ จนไม่ต้องการปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว ฉันนั้น นักบุญเทเรซากล่าวว่า “แม้ในโลกเรานี้ เมื่อพระเป็นเจ้าทรงนำวิญญาณใดเข้าไปในห้องเก็บน้ำองุ่นของพระองค์ (หมายความถึง ห้องความรักของพระองค์) วิญญาณนั้นก็มึนเมาไปด้วยความผาสุขจนไม่คิดถึงสิ่งใดโลกต่อไปแล้ว ก็เมื่อวิญญาณได้เข้าไปสู่สวรรค์จริง ๆ แล้วเล่า วิญญาณจะมึนเมาอย่างเต็มที่” ดาวิด นิพนธ์ไว้ว่า “บรรดาผู้ต้องเลือกสรร  จะมึนเมาด้วยความอุดมสมบูรณ์ ในพระราชฐานของพระองค์”  (สดด. 35, 9) เมื่อนั้นแหละ วิญญาณจะได้แลเห็นพระเป็นเจ้า โดยไม่มีอะไรกำบังและจะได้สวมกอดติดอยู่กับองค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นของเขา เมื่อนั้นเขาจะมึนเมาไปด้วยความเสน่หา จนตัวเขาเองจะละลายไปในพระเป็นเจ้าอย่างเป็นสุข กล่าวคือ เจาจะลืมตัวเองหมดทีเดียว และตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา เขาจะคิดแต่จะรัก จะสรรเสริญ จะถวายพระพรชัยมงคล แด่องค์คุณงามความดีอันปราศจากขอบเขตที่กำลังเป็นกรรมสิทธิ์ของเขา!     

            ฉะนั้น เมื่อชาวเรามีความยากลำบากในชีวิตปัจจุบันนี้ จงปลุกใจตนเองและพยายามเพียรทนโดยเห็นแก่สวรรค์เถิด ก่อนที่นักบุญมารีอา ชาวอิยิปต์จะสิ้นใจ ท่านอธิการ โซซิโม ได้ถามเธอว่า: เพราะเหตุไร เธอจึงเพียรทนอยู่ในทะเลทรายได้เป็นเวลานานปีเช่นนี้? เธอก็ตอบว่า “เพราะดิฉันหวังจะได้สวรรค์” ครั้งหนึ่งมีผู้ตั้งใจจะให้นักบุญฟิลิป เนรี ได้รับพระฐานานุกรมเป็นพระคาร์ดินัลพอท่านทราบข่าว ท่านก็โยนหมวกขึ้นไปในท้องฟ้าพลางร้องว่า : สวรรค์ ! สวรรค์ ! ภราดา เอยีดีโอ นักบวชนิกาย ฟรันซิสกัน เมื่อได้ยินคำว่าสวรรค์ ท่านตื่นเต้นยินดีอย่างเหลือล้น จนลอยขึ้นไปในอากาศ ชาวเราทั้งหลาย ก็จงปฏิบัติดังนี้เถิด เมื่อถูกความยากลำบากในโลกนี้ ก็จงยกตาขึ้นมองดูเบื้องฟ้า และให้บรรเทาใจตนเองว่า : สวรรค์ !  สวรรค์ !- จงเชื่อต่อพระเป็นเจ้า ในวันหนึ่งความทุกข์ร้อน ความยากลำบาก ความกลัว ความกระวนกระวาย จะหมดสิ้นไป แล้วตัวเราเองจะได้รับอนุญาตให้ในพระราชัยชั่วนิรันดรของพระองค์ด้วย

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา พระองค์ได้ทรงสอนให้ข้าพเจ้า ภาวนาว่า “เมืองพระบิดาครอบครองนั้น ขอให้มาถึง” บัดนี้ ข้าพเจ้าก็กำลังภาวนาขอว่า: โปรดให้พระราชัยของพระองค์ ประดิษฐานอยู่ในวิญญาณของข้าพเจ้าจนวิญญาณของข้าพเจ้าทั้งหมด กลายเป็นกรรมสิทธิ์ ของพระองค์ องค์ความดีงามที่ล้นพ้นได้กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้า พระเยซูเจ้าข้า พระองค์มิได้ทรงหวงแหนอะไรเลย ในการช่วยให้ข้าพเจ้ารอด และในการอยากได้ใจของข้าพเจ้า ฉะนั้นโปรดช่วยให้ข้าพเจ้ารอดเถิด ให้ข้าพเจ้ารอดโดยการรักพระองค์เสมอในชีวิตนี้และในชีวิตหน้า พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้หันหลังให้พระองค์เป็นหลายครั้ง ถึงกระนั้นพระองค์ยังทรงยืนยันว่า ทรงยินดีจะสวมกอดข้าพเจ้าตลอดชั่วนิรันดร และทรงแสดงความรักต่อข้าพเจ้า คล้ายกับว่า ข้าพเจ้าไม่เคยได้ทำขุ่นหมองพระทัยเลย ก็เมื่อทราบว่า พระองค์ทรงดีดังนี้ ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้าไปสวรรค์  แม้ตัวข้าพเจ้าเองวอนไปนรกหลายครั้งแล้ว ข้าพเจ้ายังจะรักใครอื่น นอกจากพระองค์ได้หรือ? โอ! พระสวามีเจ้าข้า ถ้าข้าพเจ้าไม่เคยได้ทำเคืองพระทัยเลย ข้าพเจ้าจะรู้สึกชื่นชมยินดีเป็นกระไรหนอ โอ้ว่า! หากข้าพเจ้าเกิดใหม่ได้ ข้าพเจ้าจะรักพระองค์เสมอโดยไม่ยอมให้ขาดตอนเลย แน่ทีเดียว! แต่ อนิจจา! อะไรทำแล้วก็แล้วไปแล้ว! ขณะนี้ ข้าพเจ้าไม่มีความสามารถจะทำอย่างอื่น นอาจากจะถวายชีวิตที่ยังมีอยู่นี้ แด่พระองค์เป็นความสุจริตใจ ข้าพเจ้าขอยกถวายมัน ยกถวายมันเป็นบูชาแด่พระองค์ ทั้งหมดทีเดียว โอ! ความรักฝ่ายโลกทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปให้พ้นจากดวงใจของข้าพเจ้า ไปให้หมดจงสละที่ให้แด่พระเป็นเจ้า พระมหาไถ่ของข้าองค์ความรักของข้า พระเป็นเจ้าของข้า พระองค์มีพระประสงค์จะมาครองดวงใจของข้าทั้งหมดแล้ว นับแต่บัดนี้ข้าพเจ้าไม่อยากคิดถึงอะไร นอกจากคิดแต่จะทำให้ชอบพระทัยของพระองค์เท่านั้น ประทานพระหรรษทานช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ามั่นใจจะได้ดังปราถนา ด้วยเดชะพระบุญญาบารมีของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งขึ้น และให้ปรารถนาทำความชอบพระทัยของพระองค์ ยิ่งขึ้นอีกเถิด พระเจ้าข้า สวรรค์! สวรรค์เจ้าเอ๋ย พระสวามีเจ้าข้า เมื่อไรหนอ ข้าพเจ้าจะได้แลเห็นพระองค์ หน้าต่อหน้า เมื่อไรหนอ จะได้สวมกอดพระองค์ๆว้ โดยไม่ต้องกลัวจะพรากจากพระองค์อีกเลย! ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดยื่นพระหัตถ์ปกป้อง เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ทำเคืองพระทัยอีกเลยพระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระแม่มารีอา เมื่อไรหนอ ข้าพเจ้าจะได้กราบอยู่แทบพระบาทของท่านในสวรรค์? ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด คุณแม่ที่รัก อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าพินาศไปเลย อย่าให้ข้าพเจ้าพรากจากท่าน และจากพระบุตรของทานเป็นอันขาด

(1) Nihil est qu od nolis, totum est quod veils.

(2) Nihil est quod nolis.

(3) Totum est quod veils.

(3b) Urbs perfecti decoris (9 Thren. 2, 15)

(4) Quot cives, tot reges.

(5) Totum quod exspectamus duae syllabae sunt; Deus.

(6) Continuo infernos ipse in amoenum conveteretur paradisum (De tripl. 4 b c.)

(7) Eligeret potius videre Dominum, et esse in illis poenis.

(8) Tamquam alius torqueretur, alius loqueretur.

(9) Versa et manduca.

(10) Hoc igne accensus flammarum, non sentit incendium.

(11) Si tam dulce est flere pro te: quid erit gaudere de te ?