1. ความสำคัญของการภาวนา
ใช่แต่ว่า จะมีพระคัมภีร์แต่ตอนเดียว ที่เพิ่งอ้างถึงเท่านั้น ยังมีพระคัมภีร์ตอนอื่นอีกนับพัน ๆ แห่ง ทั้งในพระธรรมเก่าทั้งในพระธรรมใหม่ บันทึกว่าพระเป็นเจ้าทรงสัญญา จะสดับฟังคำของผู้ที่ภาวนาขอพระองค์ เช่น “จงร้องหาเราเถิด และเราจะฟังเสียงท่าน” (ยรม. 33, 3) จงเรียกเรา...และเราจะฉุดท่านให้รอดพ้นอันตราย” (สดด. 49, 15) “หากท่านขอสิ่งใดในนามของเรา เราจะประทานให้” (ยน. 14, 14) “ท่านประสงค์สิ่งใด ก็จงขอเถิดและจะได้รับ” (ยน. 15, 7) นอกนั้นยังมีพระคัมภีร์ตอนที่คล้ายคลึงกับนี้อีกเป็นจำนวนมากท่านเธโอโดเรโต จึงว่า “คำภาวนามีอันเดียว แต่อาจขอได้หมดทุกสิ่ง” (1) นักบุญเบอร์นาร์ดกล่าวว่า “เมื่อเราภาวนาขอ พระสวามีเจ้าก็ทรงประทานพระคุณให้ตามที่ขอ หรือมิฉะนั้นก็ทรงประทานพระคุณอันอื่นให้ ซึ่งมีประโยชน์แก่เรามากกว่าอีก (2) อนึ่ง ท่านประกาศก ยังกระตุ้นเตือนใจให้เราภาวนาท่านบอกว่า พระเป็นเจ้าทรงเป็นองค์ความเมตตากรุณา แก่ผู้ที่ร้องขอให้พระองค์ช่วย “พระสวามีเจ้าข้า พระองค์ทรงพระทัยดี ทรงพระทัยอ่อนโยน ทรงพระทัยเมตตากรุณาเป็นอย่างยิ่ง ต่อผู้ที่ร้องหาพระองค์” (สดด. 85, 5) นักบุญยาโกเบ เร้าเตือนเรายิ่งขึ้นอีกว่า “หากใครในพวกท่านต้องประสงค์...ก็จงขอพระเป็นเจ้าเถิด พระองค์จะทรงประทานให้แก่ทุก ๆ คน อย่างอุดมสมบูรณ์ทั้งไม่ทรงตำหนิติเตียน” (ยก. 1, 5) เมื่อเราภาวนาขอ ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงลืมความผิดทั้งสิ้นที่เราได้กระทำต่อพระองค์
นักบุญยวง กลีมาโก กล่าวว่า: การภาวนาเป็นการข่มบังคับพระเป็นเจ้าก็ว่าได้ คือ บังคับให้พระองค์ทรงประทานตามที่เราขอ (3) ท่านแตร์ตูเลี่ยนแถมว่า: เป็นการข่มบังคับที่พระองค์ชอบ และปรารถนาให้เราทำ (4) ถูกแล้วเพราะนักบุญเอากุสตินกล่าวว่า: พระเป็นเจ้าทรงปรารถนาจะทำดีต่อเรามากกว่าเราเองปรารถนาจะรับเสียอีก (5) นักบุญเลโอ ให้เหตุผลว่า: เป็นเพราะพระธรรมชาติของพระเป็นเจ้าคือ เป็นผู้มีพระทัยดีปราศจากขอบเขตนั่นเอง (6) และเพราะทรงพระทัยดี จึงทรงปรารถนาให้เรามีส่วนร่วมในคุณงามความดีของพระองค์ด้วย นี่แหละที่ทำให้นักบุญมารีอา มักดาเลนา แห่งปัสซีกล่าวว่า: พระเป็นเจ้าทรงถูกวิญญาณผู้ภาวนาบังคับพระองค์ก็ว่าได้ เพราะว่าวิญญาณนั้น เปิดช่องให้พระองค์ทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ในการจำหน่ายพระคุณต่าง ๆ แก่เรา ดาวิด กล่าวว่า การที่พระสวามีเจ้าทรงพระทัยดีสดับฟังคำภาวนาของผู้ที่ขอพระองค์ในทันทีนั้น เป็นเครี่องหมารยแสดงให้ท่านเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้าของท่าน “ข้าพเจ้าจะวิงวอนขอพระองค์ในเวลาใด ในเวลานั้นข้าพเจ้าก็ทราบว่า พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (สดด. 55, 10) นักบุญเบอร์นาร์ด เตือนว่า ที่บางคนบ่นว่าพระเป็นเจ้าไม่ทรงเอาใจใส่ต่อเขาการบ่นเช่นนั้นไม่ถูก ที่แท้พระสวามีเจ้าต่างหาก น่าจะทรงบ่นว่า เป็นตัวเขาต่างหากที่ไม่เอาใจใส่พระองค์ ไม่ขอพระคุณจากพระองค์ (7) น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้เอง ที่พระมหาไถ่ได้ทรงตัดพ้อต่อสานุศิษย์ของพระองค์ว่า “จนป่านนี้ไม่เห็นพวกท่านขออะไรในนามของเราเลย จงขอเถิดและท่านจะได้รับ แล้วความยินดีของท่านจะบริบูรณ์ไป” (ยน. 16, 24) ทั้งนี้คล้ายกับจะตรัสว่า: ที่พวกท่านไม่มีความสุขเต็มที่นั้น อย่าบ่นว่าเราเลย จงบ่นว่าตัวท่านเองเถิด เพราะว่าท่านมิได้ขอพระหรรษทานจากเรา นับแต่บัดนี้จงขอเถิด แล้วท่านจะได้อิ่มหนำ
เนื่องจากมีความนึกคิดดั่งนี้เอง บรรดาฤษีนักพรตในสมัยโบราณ จึงมีความเห็นพ้องต้องกันว่า: ไม่มีกิจวัตรอันได เป็นประโยชน์สำหรับทำให้เรารอดมากกว่าการสวดภาวนาและการทูลพระเป็นเจ้าเสมอ ๆ ว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าโปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย” : “Deus, in adjutorium meum intende” คุณพ่อเปาดลเซเญรี พูดถึงตัวท่านเองว่า: ทีแรกเมื่อสวดภาวนา ท่านเอาใจใส่ถึงแต่การกระตุ้นเตือนใจต่อภายหลัง เมื่อมาทราบว่า การภาวนามีประสิทธิภาพมาก ท่านจึงได้เอาใจใส่ต่อการวิงวอนขอเสียส่วนมาก ชาวเราก็เหมือนกัน จงทำดังนี้เสมอ ๆ เถิด : เรามีพระเป็นเจ้าผู้ทรงรักเรายิ่งนัก ทรงเอาพระทัยใส่ต่อความรอดของเราฉะนั้นจึงทรงสรรพพร้อมเสมอ จะสดับฟังคำของผู้วิงวอนขอพระองค์ นักบุญยวง คริสซอสโตมกล่าวว่า “เจ้านายในโลก อนุญาตให้เข้าเฝ้าและรับฟังคนแต่ส่วนน้อย แต่พระเป็นเจ้า ใครอยากเข้าเฝ้า อยากทูลขออะไร พระองค์ก็ทรงรับสดับฟังทั้งนั้น” (8)
ข้อเตือนใจและคำภาวนา
ข้าแต่พระเป็นเจ้า ผู้สถิตสภาพรตลอดนิรันดร ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการและสมนาพระคุณานุคุณที่ได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า เช่น การสร้างข้าพเจ้ามาการไถ่บาปข้าพเจ้า โดยพระเยซูคริสต์ การโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นคริสตัง การเพียรคอยข้าพเจ้าขณะอยู่ในบาปหนัก และการอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าเป็นหลายครั้งหลายหน! อา! พระผู้เป็นเจ้า! หากเมื่อถูกประจญล่อลวง ข้าพเจ้าวิ่งมาพึ่งพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่พ่ายแพ้ต่อมันเป็นอันขาด! ขอขอบพระคุณเป็นล้นเกล้าที่ในวันนี้พระองค์ประทานความสว่างให้ข้าพเจ้ามองเห็นว่า ความรอดของข้าพเจ้าทั้งหมด อยู่ที่การภาวนาและการวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระองค์ บัดนี้ ด้วยเดชะพระนามของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าวิงวอนขอพระองค์ทรงโปรดประทานให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ถึงบาป ให้ข้าพเจ้าคงเจริญในพระหรรษทานเรื่อยไป ให้ข้าพเจ้าตายดีและได้ไปสวรรค์ เฉพาะอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าวิงวอนขอความรักต่อพระองค์ และความนอบน้อมยอมตามน้ำพระทัยของพระองค์ทุกอย่างทุกประการพระเจ้าข้า เป็นความจริง ข้าพเจ้าไม่สมจะได้รับพระคุณต่าง ๆ ดังขอ แต่พระองค์เองได้ทรงสัญญาว่า จะประทานให้แก่ทุกคนที่วิงวอนขอพระองค์โดยพึ่งพระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอพึ่งพระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ และวิงวอนขอดังกล่าวทั้งวางใจจะได้รับจากพระองค์เป็นแน่แท้พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระแม่มารีอา ท่านภาวนาขอสิ่งใดเป็นสัมฤทธิผลทั้งนั้น โปรดภาวนาเพื่อข้าพเจ้าด้วยเถิด
2. ความจำเป็นแห่งการภาวนา
ประการสอง ชาวเราจงพิเคราะห์ดูความจำเป็นแห่งการภาวนา นักบุญยวง คริสซอสโตม สอนว่า: ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ เป็นร่างกายที่ตายแล้วฉันใด วิญญาณที่ปราศจากการภาวนา ก็เป็นวิญญาณที่ตายแล้วฉันนั้น ท่านยังพูดอีกทำนองหนึ่งว่า: น้ำจำเป็นเพื่อไม่ให้ต้นไม้เหี่ยวแห้งไปฉันใด การภาวนาก็จำเป็นสำหรับเรามนุษย์ เพื่อจะไม่พินาศไปฉันนั้น (9) “พระเป็นเจ้าทรงประสงค์ให้คนทุกคนเอาตัวรอด” พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนพินาศไป “พระองค์ทรงเพียรทนท่าน เพราะไม่ทรงปรารถนาให้ใครพินาศ แต่ปรารถนาให้ทุกคนสำนึกตน กลับมาทากรใช้โทษบาป” (2 ปต. 3, 9) ถึงกระนั้น พระองค์ทรงประสงค์ให้ชาวเราวิงวอนขอพระหรรษทาน ซึ่งเป็นอุปกรณ์อันจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอด ทั้งนี้เพราะว่า สถานหนึ่ง หากเราไม่มีความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า เฉพาะแต่ละกิจการ เราก็ไม่อาจประพฤติถือตามพระบัญญัติและทำให้ตัวของเรารอด และอีกสถานหนึ่ง พูดตามปรกติหากเราไม่วิงวอนขอพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงประทานพระหรรษทานให้นั่นเอง ฉะนั้น พระสังคายนาเมื่องเตรนท์ จึงว่า “พระเป็นเจ้าไม่ทรงบังคับให้ถือพระบัญญัติที่เราถือไม่ไหวแต่เมื่อทรงบังคับ พระองค์ก็ทรงประทานพระหรรษทานให้อย่างใกล้ชิด และเฉพาะแต่ละกิจการเพื่อให้เราถือไหวหรือ มิฉะนั้น ก็ทรงประทานความช่วยเหลือเพื่อให้เราขอพระหรรษทานปัจจุบันอันจะทำให้ถือไหว (10) อนึ่ง นักบุญเอากุสตินสอนว่า “นอกจากพระหรรษทานเบื้องแรก เช่น พระกระแสเรียกให้มารับความเชื่อ หรือความเป็นทุกข์กลับใจแล้ว พระหรรษทานชนิดอื่นทั้งหลาย เช่น ความคงเจริญในการประพฤติถือดีเป็นต้น พระองค์ไม่ทรงประทานให้ เว้นแต่แก่ผู้ที่ภาวนาขอ” (11)
ฉะนั้น นักเทววิทยาทั้งหลาย จึงเห็นพ้องต้องกันกับนักบุญบาซีลีโอ น.เอากุสติน น.ยวง คริสซอสโตม ท่านเคลเมนต์ แห่งอาเลกซันเดรีย และนักปราชญ์อื่น ๆ ; การภาวนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้มีอายุรู้ความแล้ว และจำเป็นโดยวิธีการกล่าวคือ ถ้าไม่ภาวนาก็ไม่มีทางอื่นจะเอาตัวรอด ท่านแลสซีโอปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า; เรื่องที่กล่าวมานี้ ต้องถือเป็นข้อความเชื่อ เพราะเป็นวาทะของพระคัมภีร์ (12) พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งเช่น “ต้องภาวนาเสมอ” (ลก. 18, 1) “ท่านจงภาวนาเพื่อจะได้ไม่พ่ายแพ้แก่การประจญ” (ลก. 12, 40) “จงขอเถิดและท่านจะได้รับ” (ยน. 16, 24) “อย่าหยุดภาวนาเป็นอันขาด” (1 ทส. 5, 17) อันว่าวาทะที่กล่าวข้างบนว่า “ต้อง, ท่านจงภาวนา, จงขอ...” บรรดานักปราชญ์เห็นพ้องกัน รวมทั้งท่านผู้รู้ด้วย (12 ข) ว่า; เป็นพระบัญญัติสั่งให้ภาวนาโดยกำหนดโทษถึงบาปหนัก เฉพาะอย่างยิ่งใน 3 กรณีต่อไปนี้ 1. เมื่ออยู่ในบาปหนัก 2. เมื่ออยู่ในภัยจะตาย 3. เมื่ออยู่ในภัยจะทำบาปหนัก และอีกในเวลาปรกติ บรรดานักปราชญ์ก็ยังสอนว่า: คนที่ไม่ภาวนาเลยตลอดเวลาหนึ่งเดือนหรืออย่างมากตลอดเวลาสองเดือน คนนั้นไม่พ้นบาปหนัก (โปรดดูแลสซีโอ ในหนังสือที่อ้างถึงข้างบน) เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การภาวนาเป็นวิธีการ ซึ่งถ้าละเลย ก็ไม่อาจได้รับความช่วยเหลืออันจำเป็นสำหรับเอาตัวรอดนั่นเอง
“จงขอเถิดและท่านจะได้รับ” (ยน. 16, 24) ผู้ใดขอ ผู้นั้นก็ได้รับ นักบุญเทเรซา เสริมว่า “ผู้ใดไม่ขอ ผู้นั้นก็ไม่ได้รับ” อันที่จริงเรื่องนี้นักบุญยาโกเบได้กล่าวไว้ก่อนแล้วว่า “ท่านไม่ได้รับ ก็เพราะว่าท่านไม่ขอ” (ยก. 4, 2) การภาวนาจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับจะถือฤทธิ์กุศลความบริสุทธิ์ “เพราะที่ทราบว่าข้าพเจ้าไม่สามารถจะถือขันที หากพระเป็นเจ้าไม่ทรงช่วย ข้าพเจ้าจึงได้มากราบเฝ้าพระสวามีเจ้าและวิงวอนขอพระองค์ช่วย” (ปชญ. 8, 21)
ลงความได้ว่า: ผู้ใดภาวนา ผู้นั้นเอาตัวรอดแน่ ผู้ใดไม่ภาวนา ผู้นั้นไปนรกแน่ ทุกคนที่ได้เอาตัวรอดก็รอดเพราะได้ภาวนา และทุกคนที่ไปนรกก็ไปนรกเพราะไม่ได้ภาวนา สิ่งที่กำลังทรมานใจและทำความเสียใจแก่พวกนักโทษในนรกอยู่เสมอก็คือ การที่พวกเขาอาจจะได้เอาตัวรอดได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยการภาวนา แต่บัดนี้ เขาไม่มีโอกาสจะภาวนาได้ต่อไปแล้ว!
ข้อเตือนใจและคำภาวนา
อา! พระมหาไถ่เจ้าข้า ไฉนหนอครั้งก่อนนี้ข้าพเจ้าจึงได้ดำรงชีพลืมพระองค์! พระองค์ทรงพร้อมจะประทานพระคุณานุคุณ ตามแต่ข้าพเจ้าจะวิงวอนขอพระองค์ทรงคอยแต่จะให้ข้าพเจ้าอ้าปากขอเท่านั้น แต่ข้าพเจ้านี้ กลับคิดหาแต่ความสนุกทางประสาท ถือว่าการไร้ความรักต่อพระองค์ การไร้พระหรรษทานของพระองค์เป็นสิ่งไม่สำคัญ! พระสวามีเจ้าข้า โปรดลืมความอกตัญญูจำนวนมากของข้าพเจ้านั้นเถิด ทรงพระเมตตาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดยกโทษเพราะความชอกช้ำเป็นอันมากที่ข้าพเจ้าได้ทำต่อพระองค์ และโปรดให้ข้าพเจ้าคงเจริญในความดี ทั้งโปรดประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้าวิงวอนขอพระองค์เรื่อยไป อย่าให้ข้าพเจ้ากลับมาทำบาป ทำเคืองพระทัยของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งวิญญาณของข้าพเจ้าเลย พระเจ้าข้า แต่นี้เป็นต้นไป ขออย่าทรงให้ข้าพเจ้าละเลยในหน้าที่การภาวนาดังแต่ก่อนอีก พระเจ้าข้าขอประทานความสว่างและพละกำลังให้ข้าพเจ้าฝากตัวไว้กับพระองค์เสมอ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะถูกศัตรูมาประจญให้ทำบาปอีก พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพระหรรษทานอันนี้แก่ข้าพเจ้า โดยเห็นแก่ความรักของพระองค์ต่อพระเยซูคริสต์เถิดพระเจ้าข้า พระหวามีเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้กระทำบาปจำนวนมากมายนักหนา พอกันทีข้าพเจ้าใคร่จะใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่นี้ เพื่อรักพระองค์เท่านั้น ขอให้ข้าพเจ้ามีความรักอันศักดิ์สิทธิ์ และความรักอันนี้จงเตือนข้าพเจ้าให้วิ่งมาพึ่งพระองค์เสมอ ๆ เมื่อมีภัยจะเสียพระองค์ กล่าวคือ เมื่อน่ากลัวจะพลาดพลั้งตกในบาปอีก พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระแม่มารีอา ความหวังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไว้ใจว่าท่านจะช่วยข้าพเจ้าให้ได้รับพระหรรษทาน ชักนำข้าพเจ้าให้มาฝากตัวไว้กับท่านและกับพระบุตรของท่านเรื่อยไปในคราวเมื่อจะถูกประจญล่อลวง พระบรมราชินีเจ้าข้าสดับฟังข้าพเจ้าเถิด ทั้งนี้โดยเห็นแก่ความรักของท่านต่อพระเยซูคริสต์เถิด
3. กติกาแห่งการภาวนา
ประการสุดท้าย ชาวเราจงพิเคราะห์ดูกติกาแห่งการภาวนา คนเป็นอันมากภาวนาแต่ไม่ได้รับตามขอ ทั้งนี้เพราะเขาภาวนาอย่างไม่สมควร “ท่านขอและท่านไม่ได้รับ ก็เพราะว่าท่านขอไม่ดี” (ยก. 4, 3)
เพื่อจะภาวนาให้ดี ก่อนหมดต้องมี ความสุภาพ “พระเป็นเจ้าทรงต่อกรกับคนจองหองแต่ทรงประทานพระหรรษทานแก่คนสุภาพ” (ยก. 4, 6) พระเป็นเจ้าไม่ทรงสดับฟังคำภาวนาของคนเย่อหยิ่ง แต่ตรงข้าม พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้คำวิงวอนของคนสุภาพผ่านไปโดยไม่รับสดับฟัง “คำภาวนาของคนถ่อมตัวจะเข้าไปในกลีบเมฆ...และจะไม่ผ่านไปจนกว่าพระเจ้าที่ล้นพ้นจะทอดพระเนตรดูก่อนแล้ว” (บสร. 35, 21) พระเป็นเจ้าทรงสดับฟังคำภาวนาของคนสุภาพแม้ครั้งก่อนเขาจะเป็นคนบาปหนาเพียงไรก็ตาม “พระเจ้าข้า ดวงใจที่เป็นทุกข์ตรมตรอมและถ่อมตน พระองค์จะไม่ทรงดูแคลน” (สดด. 50, 18)
กติกาประการสอง ต้องมีความไว้วางใจ “ผู้ไว้ใจในพระองค์ไม่มีใครเลยจะได้รับความอับอาย” (ปญจ. 2, 11) เพราะฉะนั้น พระเยซูคริสต์จึงทรงสอนเราว่าเมื่อเราจะขอสิ่งใดจากพระเป็นเจ้า เราไม่ต้องใช้พระนามอื่นเรียกพระองค์นอกจากเรียกพระองค์ว่า “บิดา” : “ข้าแต่พระบิดา” ทั้งนี้เป็นการเตือนใจให้เราภาวนาขอพระเป็นเจ้าด้วยความไว้วางใจ อย่างลูกต่อบิดานั่นเอง เป็นอันว่าผู้ใดขอด้วยไว้วางใจ ผู้นั้นก็ได้หมอทุกสิ่ง “ท่านจะภาวนาขออะไร ๆ ก็ตาม จงเชื่อเถิดท่านจะได้รับ และสิ่งนั้นจะเป็นมาแก่ท่าน” (มก. 11, 24) นักบุญเอากุสติน กล่าวว่า “องค์ความสัตย์จริงแท้ ๆ คือพระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้สัญญา ก็ใครเล่าจะไปกลัวว่าจะไม่ได้ตามความปราถนา” (13) พระคัมภีร์ยืนยันว่าพระเป็นเจ้าไม่เป็นเหมือนมนุษย์ผู้สัญญาแล้วไม่ถือตาม ทั้งนี้เป็นเพราะมนุษย์ หลอกลวงในขณะที่สัญญาก็ได้หรือเปลี่ยนใจเมื่อสัญญาแล้วก็ได้ “พระเป็นเจ้าไม่ทรงเหมือนมนุษย์ผู้โกหกเป็น...และกลับกลอกได้” นักบุญเอากุสติน กล่าวต่อว่า “พระเป็นเจ้าจะทรงเตือนให้ชาวเราขอพระหรรษทานของพระองค์เรื่อย ๆ ไปทำไม หากพระองค์ไม่ประสงค์จะประทานให้แก่เราจริง?” (14) เมื่อทรงลั่นพระวาจาแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นหนี้ จะต้องประทานพระหรรษทานให้ ตามที่เราขอนั้น (15)
บางคนจะว่า; ฉันเป็นคนบาป ไม่สมควรให้พระเป็นเจ้าทรงฟังคำภาวนาของฉัน แต่นักบุญโทมัสแก้ว่า: คำภาวนาขอพระหรรษทานนั้น ไม่อิงอยู่บนบุญกุศลของเรา แต่อิงอยู่บนพระทัยเมตตากรุณาของพระเป็นเจ้าต่างหาก (16) “ทุกคนที่ขอก็ได้รับ” (มธ. 7, 8) นักประพันธ์ผู้หนึ่ง อธิบายความตอนนี้ว่า: “ทุกคน” หมายถึงทั้งผู้ใคร่ทำ ทั้งคนบาปด้วย (17) อนึ่งพระมหาไถ่พระองค์เอง ได้ทรงทำให้เราสิ้นห่วงทุกอย่างเมื่อพระองค์ตรัสว่า “เป็นความจริง เป็นความจริง เราบอกแก่ท่าน” (ยน. 16, 23) ตรงนี้คล้ายกับพระองค์จะตรัสว่า: คนบาปเจ้าเอ๋ย ถึงเจ้าไม่มีบุญ เจ้าก็อย่ากลัว เรานี้มีอยู่ที่พระบิดาของเรา ฉะนั้นให้เจ้าขอในนามของเราเถิด และเราสัญญาว่าเจ้าจะได้ทุกสิ่ง ตามที่ขอ ณ ที่นี้ขอให้สังเกตว่าคำสัญญาของพระเป็นเจ้าตรงนี้ ไม่เกี่ยวกับพระคุณฝ่ายโลก เช่น สุขภาพ ทรัพย์สมบัติและพระคุณอื่นทำนองนี้ ด้วยว่าพระคุณจำพวกนี้ พระเป็นเจ้าไม่ทรงประทานแก่เราทุกครั้งไป และก็สมควรนักหนาแล้ว เพราะพระองค์ทรงเห็นว่ามันจะทำร้ายแก่ความรอดตลอดนิรันดรของเรา นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า “หมอย่อมรู้ดีกว่าตัวคนไข้ว่า ต้องการอะไร” (18) ท่านยังเสริมว่า “บางครั้งพระเป็นเจ้าไม่ทรงประทานให้แก่คนที่พระองค์ทรงเมตตา และกลับทรงประทานแก่คนคนที่ทรงพิโรธ” (19) ฉะนั้นเมื่อจะขอพระคุณฝ่ายโลก ชาวเราจงวิงวอนขอ โดยมีเงื่อนไขเสมอว่า “หากเป็นประโยชน์แก่วิญญาณ” ตรงข้ามเมื่อขอพระคุณฝ่ายวิญญาณ เช่น การอภัยบาปการคงเจริญในการประพฤติถือดี ความรักต่อพระเป็นเจ้า และอื่น ๆ เช่นนี้ ให้เราขอโดยเด็ดขาด และต้องมั่นใจแน่ว่า จะได้รับด้วย พระเยซูเจ้าตรัสว่า “หากพวกท่าน ที่เป็นคนไม่ดี ยังรู้จักให้ของดีแก่ลูก ๆ ของท่านแล้ว พระบิกาเจ้าสวรรค์จะไม่ทรงประทานของดีแก่ผู้ที่วิงวอนขอพระองค์หรือ?” (ลก. 11, 13)
กติกาที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ต้องภาวนาขอเรื่อยไปจนสัมฤทธิ์ผล ท่านกอร์เนลีโออาลาปิเด บอกว่า “พระเป็นเจ้าทรงชอบให้เราดื้อภาวนาขอเรื่อยไปจนถึงกับทำความรำคาญทีเดียว” (20) ที่จริง พระคัมภีร์ในอันดับต่อไปนี้ ก็มีความหมายอย่างนี้ “ต้องภาวนาเสมอ และอย่าหยุดหย่อนเลย” (ลก. 18, 1) “จงตื่นเฝ้าและภาวนาทุกเมื่อไป” (ลก. 21, 36) “จงอย่าหยุดหย่อนในการภาวนาเลย” (1 ทส. 5, 17) พระโอวาท ที่พระเยซูคริสต์ตรัสย้ำความว่า “จงขอเถิด และท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด และท่านจะได้พบ จงเคาะประตูเถิด และเขาจะเปิดรับท่าน” (ลก. 11, 9) ก็หมายความอย่างนี้เหมือนกัน มิฉะนั้น หากจะตรัสเพียงว่า “จงขอเถิด” เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วแต่พระสวามีหาได้ทำเช่นนั้นไม่ พระองค์ใคร่จะย้ำและเน้นความ เพื่อเตือนเราว่า เราต้องกระทำเยี่ยงคนขอทาน ซึ่งขอเรื่อย ขออยู่นั่นแหละ เคาะประตูเรื่อยไป จนกว่าจะได้รับ
เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการคงเจริญในการประพฤติถือดีจนถึงเวลาตายเราจะต้องร้องขอเรื่อยไป เหตุว่า เป็นพระหรรษทานที่เราจะไม่ได้รับ หากไม่วิงวอนขอเรื่อยไป นักบุญเอากุสติน กล่าวว่า “พระคุณความคงเจริญในความดีจนถึงเวลาตายนั้น เราไม่สามารถทำให้ตนสมได้รับ แต่คำภาวนาบันดาลให้สมได้รับอย่างหนึ่งก็ว่าได้” (21) ฉะนั้น หากเราต้องการเอาตัวรอดจริง ๆ ก็ต้องภาวนาขอเสมอ ทั้งไม่หยุดภาวนาเลย พระสงฆ์ผู้มีหน้าที่ฟังแก้บาป และเทศนาก็เหมือนกันหากต้องการให้สัตบุรุษเอาตัวรอดแล้ว จงอย่าละเว้นที่จะเตือนให้เขา สวดภาวนาอนึ่ง นักบุญเบอร์นาร์ด ยังสอนว่า: ชาวเรายังต้องขอพึ่งคำเสนอวิงวอนของพระแม่มารีอาเสมอ ชาวเราทั้งหลายจงขอพระหรรษทาน และขอพระหรรษทานโดยทางพระแม่มารีอาเถิด เพราะว่าพระแม่เจ้าทรงปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นสำเร็จเสมอไม่มีพลาดได้เลย (22)
ข้อเตือนใจและคำภาวนา
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าไว้ใจว่า พระองค์ทรงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าแล้ว แต่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ตราบใด ตราบนั้นศัตรูจะไม่ละลดมาประจญล่อลวง ดังนั้น หากพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือ ข้าพเจ้าคงจะพินาศไปอีกเป็นแน่ โปรดเถิด พระเจ้าข้า โปรดเห็นแก่พระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ และประทานความคงเจริญในการประพฤติถือดีแก่ข้าพเจ้าเรื่อยไป “โปรดอย่าทรงปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องพราะจากพระองค์” (23) ข้าพเจ้าวิงวอนขอพระคุณด้วยประการนี้สำหรับคนทุกคนที่กำลังดำรงอยู่ในพระหรรษทานของพระองค์ด้วยพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าวางใจในคำมั่นสัญญาของพระองค์ จึงแน่ใจอย่างยิ่งว่า หากข้าพเจ้าวิงวอนขอพระองค์เรื่อยไป พระองค์จะโปรดให้ข้าพเจ้าคงเจริญในความดีจนถึงที่สุดเป็นแน่แท้ สิ่งที่ข้าพเจ้ายังกลัว ๆ อยู่ ก็คือ กลัวว่าเมื่อถูกประจญ ข้าพเจ้าจะละเลยการขอพึ่งพระองค์ แล้วจะพ่ายแพ้ไป ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกราบวิงวอนขอทรงโปรดอย่าให้ข้าพเจ้าละการภาวนาเลยเป็นอันขาด โปรดเถิดพระเจ้าข้า เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในท่าทางน่ากลัวจะทำบาป โปรดให้ข้าพเจ้าฝากตัวไว้ และเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซู และพระแม่มารีอาเสมอ มิได้ขาด พระผู้เป็นเจ้า เจ้าข้า ข้าพเจ้าตกลงใจจะปฏิบัติดังนี้ และหวังว่าพระหรรษทานของพระองค์จะช่วยให้ข้าพเจ้าปฏิบัติดังนี้ด้วย เดชะความรักของพระองค์ต่อพระเยซูคริสต์ โปรดสดับฟังคำวิงวอนของข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าข้า
ข้าแต่พระนางมารีอา เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในภัยจะเสียพระเป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าวิ่งมาพึ่งท่าน และพึ่งพระบุตรของท่าน ทุกครั้งเถิด
(1) Oratio cum sit una, omnia potest.
(2) Aut dabit quod petimus, aut quob nobis noverit utilius. (Serm. 5, in Fer. 4 cin.).
(3) Oratio pia Deo vim infert.
(4) Haec vis grata Deo.
(5) Plus vult ille dare, quam nos accipere.
(6) Deus cujus Natura bonitas.
(7) Omnes nobis causamur deesse gratiam, sed justius foris sit an ipsa sibi queritur gratia deesse nonnullos.
(8) Aures principis paucis patent, Dei vero omnibus volentibus. (Lib. ll de Orat. ad Deum).
(9) Non minus quam arbores aquis precibus indigemus.
(10) Deus impossibilia non jubet sed jubendo monet et facere quod possis, et petere quod non possis (Sess. 6, Cap. 11).
(11) Constat alia Deus dare etiam non orantibus, sicut initium fidei: alia non nisi orantibus praeparasse sicut usque in fine
perseverantiam (De dono persev. c. 16).
(12) Fide tenendum est, orationem esse necessariam, tu colligitur ex Scripturis (De Just. Lib. Cap. 237 N. 9).
(12b) S. Th. 2,2, Q. 88, a. 3.
(13) Quis falli timeat, cum promittit veritas?
(14) Non nos tantum hortaretur ut peteremus nisi dare vellet (Serm. 195).
(15) Promittendo debitorem se facit (Serm. 110).
(16) Oratio in impetrando non innititur merito sed divinae misericordiae, (S; Th. 2, 2, q. 178, q. 2 c. 1).
(17) Omnis: sive justussive, peccator sit (Home. 18).
(18) Quid infimo sit utile, magis novit medicus quam aegrotus.
(19) Deus negat propitious, quia concedit iratus.
(20) Vult nos esse perseverantes in oratione usque ad importunitatem (Luc. c. 11)
(21) Hoc Dei donum suppliciter emereri potest, idest supplicando impetrare (D. c. 6).
(22) Quaeramus gratiam, et per Mariam quaeramus, quia quod quaerit invenit et frustrari non potest. (Serm. de
Aquaeduct.).
(23) Ne permittas me separari a te.