Skip to main content
พระวรสารโดย “มาระโก” (4)

3. แก่นเรื่องทางเทววิทยาและสาส์น (Theological Themes and Messages)

แม้ว่าพระวรสารนักบุญมาระโกจะมีแก่นเรื่องหลายประการร่วมกับพระวรสารฉบับอื่นๆ โดยเฉพาะมัทธิวและลูกา แต่ผู้นิพนธ์ก็มีเป้าหมายที่โดดเด่นเฉพาะตัว หากท่านไม่ได้เขียนผลงานนี้โดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ก็ต้องจินตนาการได้ว่าเป้าหมายส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการตามสถานการณ์ของกลุ่มผู้อ่าน ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ริเริ่มเขียนเรื่องราวของพระเยซูเจ้าเป็นกลุ่มแรกๆ ท่านย่อมตระหนักว่างานของท่านต้องก้าวข้ามความกังวลเฉพาะหน้าของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้ จึงคาดหวังได้ว่าเป้าหมายของผู้นิพนธ์จะรวมถึงการจัดการกับวิกฤตการณ์ทางเทววิทยาเฉพาะหน้าของผู้ฟังกลุ่มแรก ไปพร้อมๆ กับการวางรากฐานทางเทววิทยาสำหรับการเคลื่อนไหวที่กำลังเติบโตและขยายขอบเขตไปทั่วโลกเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยแนวคิดนี้ เราสามารถแยกแยะความสนใจหลักได้อย่างน้อยสามประการ ได้แก่ การกำหนดอัตลักษณ์ของชุมชน คริสตวิทยา และพันธกิจ

3.1 การกำหนดอัตลักษณ์ของชุมชน (Community Self-Definition)

ตั้งแต่ข้อความเริ่มต้นของพระวรสารใน มก 1:1-3 ซึ่งยกข้อความจาก อสย 40:3 พร้อมกับนัยยะจาก มลค 3:1 และ อพย 23:20 ผู้อ่านที่เฉียบแหลมจะสัมผัสได้ถึงแนวโน้มของชุมชนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ชุมชนนี้จะได้รับประโยชน์และอาจมีส่วนร่วมในการทำให้เป็นจริงตามหนังสือประกาศกอิสยาห์บทที่ 40 ซึ่งวาดภาพการกลับจากการเนรเทศ ตามที่ระบุไว้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอดพ้นจากคำสาปแห่งการเนรเทศโดยทรงนำพวกเขาไปบน "หนทาง" บัดนี้ ด้วยการอ้างอิงหนังสือประกาศกอิสยาห์ มาระโกได้ประกาศโดยนัยว่าพระเจ้าแห่งอิสราเอลกำลังทรงหล่อหลอมการเคลื่อนไหวใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การกลับจากการเนรเทศครั้งใหม่และเป็นจุดชี้ขาด ด้วยตรรกะเดียวกันนี้ เมื่อการเนรเทศถูกพลิกกลับ พระเจ้าจะทรงเป็นกษัตริย์ในความหมายที่สมบูรณ์ที่สุด และพระอาณาจักรก็จะได้รับการสถาปนาขึ้น (มก 1:15) ชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ ซึ่งก่อตัวขึ้นผ่านทางการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า จะสอดคล้องกับความเป็นจริงของพระอาณาจักร แต่ยังคงมีความแตกต่างจากพระอาณาจักรนั้น (มก 4:1-34)

คนเหล่านี้จะเป็นประชากรแห่ง "หนทาง" ดังที่เห็นได้ชัดในส่วนของหนทางตอนกลางพระวรสาร (มก 8:22—10:46) ในที่นี้ พระเยซูเจ้าทรงเริ่มอธิบายให้กระจ่างว่าการอยู่ "บนหนทาง" นั้นหมายความว่าอย่างไร และบุคคลประเภทใดที่คู่ควรกับการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งในสมัยของมาระโกถูกเรียกว่า "หนทางนั้น" หรือ "มรรคานั้น" (กจ 9:2; 19:9) กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่เต็มใจติดตามพระเยซูเจ้าบนหนทางแห่งความทุกข์ทรมานและการปฏิเสธตนเอง เป็นหนทางที่ความทะเยอทะยานส่วนตัว (มก 9:33-37) การแข่งขัน (มก 9:38-41) ความมลทิน (มก 9:42—10:12) ความผูกพันทางเศรษฐกิจและสังคม (มก 10:13-31) และอำนาจ (มก 10:35-44) ต้องถูกสละทิ้งหรือถูกนิยามใหม่ทั้งหมด ผู้ที่ปรารถนาจะร่วมเดินทางนี้ต้องมาอย่างบาร์ทิเมอัสคนตาบอด ผู้ซึ่งร้องเรียกพระเยซูเจ้าอยู่ "ริมหนทาง" (ปารา เตน โฮดอน - para tēn hodon) (มก 10:46) เพียงเพื่อจะได้รับการรักษาให้มองเห็นอีกครั้ง เพื่อจะสามารถติดตามพระองค์ "บนหนทาง" (เอน เต โฮโด - en tē hodō) (มก 10:52) ผู้นิพนธ์มองว่ายุคปัจจุบันคือยุคแห่งการเนรเทศ แต่เป็นการเนรเทศที่กำลังหลีกทางให้กับพระอาณาจักรที่กำลังมาถึง ดังที่แสดงให้เห็นโดยชุมชนใหม่ที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมแบบใหม่

สำหรับมาระโก อัตลักษณ์ของชุมชนยังมีแง่มุมด้านพิธีกรรมด้วย เพราะดังที่การพาดพิงถึง มลค 3 ใน มก 1:2-3 บ่งบอก ประชากรใหม่นี้จะรับบทบาทใหม่ในฐานะสมณะ ซึ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และแต่งตั้งอย่างเหมาะสมเพื่อถวายเครื่องบูชาที่ถูกต้องแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า (เทียบ มลค 3:1-4) การนำเข้าสู่ระบบสมณะใหม่นี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการบดบังระบบพระวิหารเดิมที่ดำเนินการภายใต้ผู้มีอำนาจในพระวิหารปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมาระโก สิ่งเหล่านี้เริ่มก่อตัวขึ้นผ่านการชำระล้างพระวิหาร (มก 11:12-19) การประณามสมณะผู้มีอำนาจผ่านทางอุปมา (มก 12:1-12) การเปลี่ยนผ่านจากการถวายเครื่องบูชาในพระวิหารไปสู่จริยธรรมแห่งความรัก (มก 12:28-35) การพยากรณ์ถึงการถูกทำลายของพระวิหารในปัจจุบัน (มก 13:1-31) การสถาปนาระบบพระวิหารใหม่ผ่านทางพันธสัญญาใหม่ (มก 14:12-26) และท้ายที่สุดคือการฉีกขาดของม่านในพระวิหาร (มก 15:38-39) ในเมื่อมาระโกมีความสนใจอย่างมากในความขัดแย้งทางพิธีกรรมนี้ ท่านจึงกำลังเรียกร้องให้สมาชิกในชุมชนไม่เพียงแต่ยึดมั่นในบรรทัดฐานพฤติกรรมที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าประตูและผู้รับใช้ของระบบพระวิหารใหม่ด้วย

ประการสุดท้าย สอดคล้องกับการบอกใบ้ถึง อพย 23:20 ใน มก 1:2-3 มาระโกชี้ให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงกำลังริเริ่มการอพยพครั้งใหม่ด้วยเช่นกัน ในบริบทนั้น อพย 23:20 พูดถึงทูตสวรรค์ที่จะนำหน้าอิสราเอลในขณะที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการอพยพ และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้อ่านของมาระโกจะพบกับภาพลักษณ์ของการอพยพที่หลากหลายตั้งแต่ช่วงต้นๆ เช่นเดียวกับที่โมเสสเหยียดมือที่เป็นโรคเรื้อนของตนออกเพื่อยืนยันกระแสเรียก (อพย 4:6-7) บัดนี้พระเยซูเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสคนโรคเรื้อน (มก 1:40-45) เมื่อทรงรักษาคนอัมพาตเพื่อ "ให้ท่านรู้ว่าบุตรแห่งมนุษย์มีอำนาจ" (มก 2:10) พระเยซูเจ้าก็ทรงกระทำตามอย่างโมเสส ผู้ซึ่งในอดีตได้ทำอัศจรรย์เพื่อ "ให้ท่าน [ฟาโรห์] รู้ว่า" (อพย 9:14) ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูเจ้าทรงจัดกลุ่มฝูงชนจำนวนมากที่ติดตามพระองค์เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร (มก 6:20-44) เช่นเดียวกับที่โมเสสเคยทำ (อพย 16; 18) ท้ายที่สุด เมื่อพระเยซูเจ้า "ดำเนินผ่านหน้า" บรรดาศิษย์บนผิวน้ำและตรัสว่า "นี่คือเราเอง!" (มก 6:45-56) นี่คือการรื้อฟื้นช่วงเวลาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จดำเนินบนน้ำนำหน้าอิสราเอล (อพย 14) และทรงเปิดเผยพระองค์เองในฐานะ "เราเป็น" ซึ่งต่อมาได้ "ดำเนินผ่านหน้า" โมเสสอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (อพย 33:19) นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่ดึงเอาภาพลักษณ์ของการอพยพมาใช้ ดังนั้น พระเยซูเจ้าจึงทรงเป็นทั้งโมเสสและองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ในระเบียบจักรวาลใหม่ ในฐานะผู้นำการอพยพครั้งใหม่ พระคริสตเจ้าได้ทรงนำมาซึ่งช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อยทั้งฝ่ายจิตวิญญาณ การเมือง และเศรษฐกิจและสังคม มาระโกตั้งใจให้ผู้อ่านเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่ริเริ่มโดยพระเยซูเจ้านี้ กำลังมีส่วนร่วมในความสำเร็จขั้นสูงสุดของพระประสงค์แห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้าที่มีต่ออิสราเอลและโลก

3.2 คริสตวิทยา (Christology)

ไม่ว่ามาระโกจะมีความสนใจเพียงใดในการช่วยให้ชุมชนคริสตชนยุคแรกได้เข้าใจอัตลักษณ์ของตนเอง ท่านก็มีความกระตือรือร้นพอๆ กันที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าคือพระเมสสิยาห์ ก่อนอื่นใด ท่านประกาศว่าเรื่องราวของท่านโดยแก่นแท้แล้วคือ "ข่าวดีของพระเยซูคริสตเจ้า" นั่นคือ "ข่าวดีของพระเยซูพระเมสสิยาห์" (มก 1:1) แต่ดังที่ผู้อ่านจะค้นพบในไม่ช้า พระเยซูเจ้าทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่แตกต่างจากที่อิสราเอลกำลังเฝ้ารอคอย อันที่จริง มาระโกเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความเป็นพระเมสสิยาห์ตามแบบของพระเยซูเจ้านั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง

ในแง่หนึ่ง เรื่องราวที่ผู้นิพนธ์เล่ามีลักษณะของเรื่องราวแห่งพระเมสสิยาห์ครบถ้วน อย่างน้อยก็ในรูปแบบที่มักจะถูกเล่าขานในบริบทของท่าน เมื่อยอห์นปรากฏตัวขึ้นในชุดของเอลียาห์ (มก 1:6; เทียบ 2 พกษ 1:8) ผู้อ่านย่อมสงสัยโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการอ้างอิง มลค 3:1 ใน มก 1:2 ว่านี่อาจจะเป็นผู้เบิกทางแบบเอลียาห์ของพระเมสสิยาห์ที่ทุกคนรอคอย แต่บรรดาศิษย์คงจะสับสนเกี่ยวกับการระบุตัวตนนี้เมื่อเวลาผ่านไป แน่นอนว่า หากบรรดาศิษย์คิดว่ายอห์นคือเอลียาห์ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งตามพระสัญญา พวกเขาก็คงจะลังเลใจหลังจากความตายอันน่าสลดใจของยอห์นด้วยน้ำมือของกษัตริย์เฮโรด (มก 6:14-29) พวกเขาคงคิดว่า เช่นเดียวกับที่เอลียาห์สามารถเอาชนะอำนาจแห่งความมืดในสมัยของท่าน เอลียาห์คนใหม่ก็ไม่ควรต้องพบกับจุดจบที่น่าอัปยศเช่นนี้ ถึงกระนั้น พระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่า "เอลียาห์มาแล้วและพวกเขาได้ทำกับเขาตามใจชอบ ดังที่มีเขียนไว้เกี่ยวกับเขา" (มก 9:13) และหากบรรดาศิษย์สับสนในกรณีของยอห์น ก็ยิ่งดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่พระเยซูเจ้าผู้เป็นพระเมสสิยาห์จะต้องทนทุกข์และสิ้นพระชนม์ (มก 8:31-32) แนวคิดของพระเยซูเจ้าเกี่ยวกับความเป็นพระเมสสิยาห์ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่บรรดาศิษย์และชนชาติอิสราเอลทั้งหมดคาดหวังไว้

แน่นอนว่า นี่คือหัวใจสำคัญในประเด็นของมาระโก ท่านต้องการแสดงให้เห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเมสสิยาห์แบบกลับหัวกลับหาง หรือพูดให้ถูกคือ ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ตั้งขึ้นอย่างถูกต้องแต่ต้องเผชิญกับโลกที่กลับหัวกลับหาง ด้วยความปรารถนาที่จะตอกย้ำประเด็นนี้ ผู้นิพนธ์ได้ร้อยเรียงเส้นด้ายที่ขัดแย้งกันของอุดมการณ์สองประการที่เข้ากันไม่ได้เข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด ชาวยิวคาดหวังกันอย่างกว้างขวางว่าพระเมสสิยาห์จะได้รับการต้อนรับจากบรรดาผู้นำของอิสราเอล แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาประกาศเรื่องพระอาณาจักร กลับมีเพียงปีศาจเท่านั้นที่รับรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นใคร (มก 1:23-24, 34; 5:7) ในขณะที่ผู้นำทางศาสนากลับปฏิเสธพระองค์ (มก 2:1—3:6) ในขณะที่บรรดาผู้นำอิสราเอลคาดหวังให้พระเมสสิยาห์ขับไล่ซาตาน กลับเป็นเรื่องตลกร้ายที่ผู้นำเหล่านั้นกล่าวหาว่าพระเยซูเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับซาตาน ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ครอบครัวของพระองค์เองก็มีส่วนด้วย (มก 3:20-35) หากพระเมสสิยาห์ที่อิสราเอลรอคอยควรจะได้รับการต้อนรับด้วยความเฉลิมฉลอง พระเมสสิยาห์พระองค์นี้กลับถูกเยาะเย้ย (มก 5:40, 15:31) หากพระเมสสิยาห์ที่อิสราเอลรอคอยควรจะได้รับมอบหมายให้พิชิตคนต่างศาสนา พระเมสสิยาห์พระองค์นี้กลับได้รับการต้อนรับจากคนต่างศาสนา (มก 7:24-30) ความคาดหวังถูกพลิกกลับอย่างต่อเนื่อง

หลังจากการประกาศยืนยันความเชื่อของเปโตรเกี่ยวกับความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูเจ้า (มก 8:27-30) พระเยซูเจ้าทรงอุทิศพระองค์เพื่ออธิบายธรรมชาติแห่งกระแสเรียกความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระองค์ (เช่น มก 10:45) เช่นเดียวกับที่ทรงพยายามอธิบายธรรมชาติของความเป็นศิษย์ ด้วยแนวคิดนี้ พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มเป็นครั้งสุดท้าย (มก 11:1) ที่ซึ่งพระองค์ทรงพยายามเปิดเผยพระองค์เองในฐานะพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญา (มก 11:1-11) และด้วยเหตุนี้จึงทรงเป็นผู้ที่จะทำลายและน่าจะสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ (มก 11:12-19; เทียบ มก 12:10; 14:58; 15:29) ซึ่งเป็นงานเฉพาะของพระเมสสิยาห์ แน่นอนว่า การตระหนักรู้ถึงอัตลักษณ์ความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระเยซูเจ้าปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่ใช่โดยอ้อม เมื่อพระองค์ทรงเรียกพระองค์เองว่า "บุตรแห่งมนุษย์" (2:10, 28; 8:31, 38, ฯลฯ) และท้ายที่สุดก็อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นต่อหน้าคายาฟาสในฐานะบุตรแห่งมนุษย์ที่ก้าวล่วงเหนือธรรมชาติตามแบบดาเนียล (มก 14:61-62) ในท้ายที่สุด พระเยซูเจ้าทรงถูกจับกุมบนพื้นฐานของการอ้างสิทธิ์ความเป็นพระเมสสิยาห์นี้ ทรงถูกเยาะเย้ยในฐานะพระเมสสิยาห์ (มก 15:16-20) และถูกตรึงกางเขนในฐานะพระเมสสิยาห์ (มก 15:25-32) ในการกลับคืนพระชนมชีพจากความตาย (มก 16:1-8) พระองค์ทรงได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกล่าวอ้าง นั่นคือ พระเมสสิยาห์ (เทียบ รม 1:3-4)

คริสตวิทยาของมาระโกช่วยอธิบายได้อย่างมากถึงประเภทของผู้คนที่เข้ามาติดตามพระเยซูเจ้า ตลอดจนประเภทของผู้คนที่ปฏิเสธพระองค์ สำหรับผู้ที่ติดตาม เรื่องราวเต็มไปด้วยตัวละครที่ไม่น่าจะเป็นไปได้และอยู่ชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้ถูกปีศาจสิง (มก 5:20) หญิงชาวซีเรียฟีนิเซีย (มก 7:29) บาร์ทิเมอัสคนตาบอดที่ร้องเรียกบุตรแห่งดาวิด (มก 10:47) หญิงนิรนามที่เจิมพระเยซูเจ้าที่หมู่บ้านเบธานี (มก 14:1-9) และนายร้อยชาวโรมัน (มก 15:39) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่และอำนาจของคนต่างศาสนา ในขณะเดียวกัน การปฏิเสธพระเยซูเจ้าด้วยน้ำมือของบรรดาผู้นำอิสราเอลนั้นก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน แต่ผู้ที่ต่อต้านพระเยซูเจ้าทำเช่นนั้นเพราะความมุ่งมั่นและการกราบไหว้รูปเคารพที่ผิดพลาด ดังที่ปรากฏในอุปมาเรื่องผู้หว่าน (มก 4:1-20) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกุญแจไขความหมายสำหรับพระวรสารทั้งหมด สำหรับมาระโก ความมีใจแข็งกระด้างไม่เพียงอธิบายการที่อิสราเอลปฏิเสธพระเมสสิยาห์ของตนเท่านั้น แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นภัยคุกคามอันตรายอย่างต่อเนื่องต่อความซื่อสัตย์ของผู้มีความเชื่อ ดังที่เห็นในการปฏิเสธของเปโตรใน มก 14:66-72 (เทียบ มก 6:52; 8:17) หากพระเยซูเจ้าถูกปฏิเสธในฐานะพระเมสสิยาห์ นั่นไม่ใช่ความผิดของพระองค์เลย แต่เป็นเพราะความล้มเหลวทางศีลธรรมของมนุษย์ และหนทางก้าวข้ามความล้มเหลวของมนุษย์คือวิถีแห่งการติดตามพระเยซูเจ้า ในขณะที่ผู้ที่ปรารถนาจะเข้าสู่พระอาณาจักรต้องมีคุณสมบัติบางประการ คุณสมบัติเหล่านั้นได้แสดงออกอย่างสูงสุดและเป็นเอกลักษณ์ในองค์กษัตริย์เยซู คริสตวิทยาของมาระโกมีความผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับการปฏิบัติในการติดตามพระเยซูเจ้า

3.3 พันธกิจ (Mission)

มาระโกยังมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องพันธกิจ พระเยซูเจ้าในพระวรสารของท่านก็เช่นกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่บรรดาศิษย์เข้าใจได้ค่อนข้างช้าและเลียนแบบได้ช้ากว่านั้นอีก สิ่งนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อติดตามการเดินทางของพระเยซูเจ้าไปๆ มาๆ ข้ามทะเลสาบกาลิลี ซึ่ง "อีกฝั่งหนึ่ง" นั้นเป็นตัวแทนของดินแดนคนต่างศาสนา ตามบันทึกของมาระโก ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับพระเยซูเจ้าในทางภูมิศาสตร์มักจะไม่ตอบสนอง (มก 3:31-35; 6:1-6) แต่ผู้ที่อยู่ห่างไกลกลับตอบสนองอย่างน่าทึ่ง (มก 3:8; 5:1-20; 7:24-30) ในทำนองเดียวกัน ความเมตตาสงสารของพระเยซูเจ้าในการเลี้ยงดูคนต่างศาสนาสี่พันคน (มก 8:3) ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับความเฉยเมยของบรรดาศิษย์ ในการตีความข้อความที่ยากอย่าง มก 8:14-21 ประการหนึ่ง ความเป็นปรปักษ์ของอัครสาวกสิบสองคนที่มีต่อคนต่างศาสนา คือคำอธิบายว่าทำไมพวกเขาจึง "ลืม" นำขนมปังไปด้วย เพราะในความคิดของบรรดาศิษย์ การไม่มีขนมปังหมายถึงจะไม่มีการเลี้ยงอาหารคนต่างศาสนาอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม จิตใจของพวกเขากระด้าง และพวกเขาตั้งใจที่จะไม่เข้าใจว่า หน้าที่ของพวกเขาในฐานะผู้เลี้ยงแกะคนใหม่ของอิสราเอลนั้น สอดคล้องกับการจัดระเบียบอิสราเอลขึ้นใหม่ (มก 8:17-21) ดังที่อุปมาเรื่องเมล็ดพืชในมาระโก บทที่ 4 ควรจะทำให้ชัดเจนแล้วว่า การตอบสนองที่ดีต่อพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติพันธุ์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพของจิตใจ (มก 4:1-20) ช่วงเวลาแห่งวาระสุดท้ายที่ "นก" ซึ่งหมายถึงคนต่างศาสนา จะเข้ามาอาศัยร่มเงาในพระอาณาจักร (มก 4:30-32) นั้นมาถึงแล้ว แต่ถึงกระนั้น บรรดาศิษย์ด้วยความยึดติดในชาติพันธุ์ของตน ก็ยังคงต่อต้านอยู่ภายในใจ ความดื้อรั้นนี้แสดงออกในการทำให้พายุสงบในเวลาต่อมา (มก 4:35-41) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวของโยนาห์ ประกาศกผู้ไม่เต็มใจที่จะไปหาคนต่างศาสนา

แก่นเรื่องของพันธกิจยังคงดำเนินต่อไปในบทสุดท้ายของมาระโก เมื่อพระเยซูเจ้าทรงชำระล้างพระวิหาร พระองค์อ้างว่าทรงทำเช่นนั้นเพราะพระวิหารไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "บ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับทุกชาติ" (มก 11:17; เทียบ อสย 56:7) ในบทเทศน์เรื่องวาระสุดท้าย พระเยซูเจ้าทรงเตือนบรรดาศิษย์ว่าเมื่อความทุกข์ลำบากมาถึง พวกเขาจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะพยานจนกว่าข่าวดีจะถูกประกาศ "แก่ประชาชาติทั้งปวง" (มก 13:9-11) สิ่งนี้สอดคล้องกับพระสัญญาที่พระเยซูเจ้าประทานให้ก่อนหน้านี้ ที่ว่า "ผู้ใดที่ต้องการช่วยชีวิตของตนให้รอด ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ใดที่เสียชีวิตของตนเพราะเรา และเพราะข่าวดี ก็จะช่วยชีวิตของตนให้รอด" (มก 8:35) เมื่อทรงได้รับการเจิมที่เบธานี พระเยซูเจ้าทรงพยากรณ์ว่าการเจิมครั้งนี้จะถูกเล่าขาน "ที่ใดที่มีการประกาศข่าวดีทั่วโลก" (มก 14:9) เมื่อเวลาของพระองค์ใกล้เข้ามา พระเยซูเจ้าทรงทอดพระเนตรไปที่พันธกิจสู่นานาชาติ

แน่นอนว่า ผู้นิพนธ์พระวรสารตระหนักดีว่าพันธกิจเดียวกันนี้ไม่ได้ปราศจากการต้องจ่ายราคาที่แสนแพง มันเป็นราคาที่พระเยซูเจ้าทรงยอมรับและเต็มพระทัยที่จะจ่าย (มก 10:45) เป็นราคาที่บรรดาศิษย์เข้าใจเพียงเลือนราง (มก 10:38) ดังที่ปรากฏชัดระหว่างการพิจารณาคดีของพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทรงให้การเป็นพยาน (มก 14:62; 15:2) และผลลัพธ์คือการถูกตัดสินลงโทษ เปโตรในฐานะตัวแทนของบรรดาศิษย์กลับปฏิเสธพระเยซูเจ้า (มก 14:66-72) และผลลัพธ์คือการ "ช่วย" ชีวิตของเขาเอง อีกครั้งที่บรรดาศิษย์ล้มเหลว พวกเขาล้มเหลวในการดำเนินกิจกรรมพื้นฐานของพันธกิจ ซึ่งก็คือการเป็นพยาน

ถึงกระนั้น ความล้มเหลวของมนุษย์ก็ไม่อาจขัดขวางพระประสงค์ของพระเจ้าได้ เมื่อพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์ ม่านในพระวิหารก็ฉีกขาด พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เคยถูกจำกัดบัดนี้กำลังเปิดออกสู่นานาชาติ (มก 15:38) ทันใดนั้น นายร้อยชาวโรมันก็ได้ประกาศความเชื่อ (มก 15:39) ถึงสิ่งที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง (มก 1:1, 11) ว่า: ชายผู้นี้ พระเยซู คือพระบุตรของพระเจ้า แท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าสำหรับนานาชาติ สิ่งนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากกับพระบัญชาสุดท้ายในพระวรสารนักบุญมาระโก ซึ่งกำหนดให้บรรดาสตรีที่คูหาฝังพระศพไปยังกาลิลี (มก 16:7) กาลิลีของคนต่างศาสนา (อสย 9:1) ซึ่งเป็นดินแดนชายแดนที่พันธกิจของพระเยซูเจ้าได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก (มก 1:9)

มีความประชดประชันไม่น้อยที่บรรดาสตรีที่คูหาฝังพระศพล้มเหลว อย่างน้อยก็ในขณะนั้น ในการตอบสนองต่อคำสั่งที่ให้ไปยังกาลิลีและบอกบรรดาศิษย์เกี่ยวกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ (มก 16:4-8; เทียบ มก 9:9) จนถึงจุดนี้ พระเยซูเจ้าทรงพบว่าทั้งมนุษย์และปีศาจต่างก็ไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บรักษาอัตลักษณ์ความเป็นพระเมสสิยาห์ของพระองค์เป็นความลับ (เช่น มก 1:23-25, 34, 43-45; 3:11-12) แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ (มก 9:9) พยานกลุ่มแรกของการกลับคืนพระชนมชีพกลับลังเล มาระโกจึงจบลงด้วยบันทึกความล้มเหลวของมนุษย์ ความล้มเหลวในการสานต่อพันธกิจเนื่องจากความกลัว ในการเขียนถึงพระศาสนจักรที่ถูกเบียดเบียน ผู้นิพนธ์รู้ดีว่าหลายคนจะพบว่าตนเองถูกล่อลวงให้นิ่งเงียบเมื่อเผชิญกับการต่อต้านที่รุนแรง เฉกเช่นเดียวกับบรรดาสตรีที่คูหาฝังพระศพ ผู้อ่านของมาระโกไม่ได้โดดเดี่ยว และบัดนี้พวกเขาถูกเรียกให้ติดตามผู้ที่ล่วงหน้าไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเยซูคริสตเจ้าพระองค์เอง

4. บทสรุป

พระวรสารนักบุญมาระโกซึ่งนำเสนอ "ธรรมล้ำลึกแห่งพระอาณาจักร" ยังคงเต็มไปด้วยธรรมล้ำลึกในหลายระดับ ในทางประวัติศาสตร์ ความเป็นผู้นิพนธ์ วันที่แต่ง และแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในทางเทววิทยา ผู้อ่านมาระโกถูกบีบให้ต้องไตร่ตรองกับความย้อนแย้งประชดประชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด: แม้มนุษยชาติจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อปฏิเสธพระประสงค์แห่งการช่วยให้รอดของพระเจ้าในพระเยซูคริสตเจ้าอย่างเด็ดขาด แต่พระเจ้าก็ทรงเห็นชอบที่จะนำพระประสงค์เหล่านั้นไปสู่จุดจบที่สมบูรณ์และเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้มีอำนาจในยุคของมาระโกมีวิสัยทัศน์ของตนเองเกี่ยวกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจักรวาล ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ถูกนำมาใช้และรักษาไว้ด้วยอำนาจอันดิบเถื่อน พระเยซูเจ้าของมาระโกก็ทรงนำเสนอข้อเสนอแย้งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ข้อเสนอแย้งนั้นยังคงสื่อสารกับผู้ฟังของมาระโกในปัจจุบัน โดยท้าทายเราและกรีดลึกลงไปถึงแก่นแท้ของเป้าหมายที่เห็นแก่ตัวอย่างรุนแรงของเราเอง

พระวรสารโดย “มาระโก” (4)