Skip to main content
บทที่ 1 "พระเยซู" บุคคลเดียวในประวัติศาสตร์ ที่มีการประกาศล่วงหน้า

ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยบุรุษที่อ้างว่าตนมาจากพระเจ้า หรืออ้างว่าตนเป็นพระเจ้า หรือเป็นผู้นำสารจากพระเจ้า ทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะได้รับเชื่อ รับฟังและรับพิจารณา แต่เช่นเดียวกับที่เราจำเป็นต้องมีบรรทัดฐานภายนอกเพื่อใช้ตรวจสอบสิ่งที่จะวัด มนุษย์ทุกคน ทุกอารยธรรม และทุกยุคทุกสมัยก็ต้องมีเกณฑ์การทดสอบถาวรที่ใช้ตัดสินได้ว่า คำกล่าวอ้างของผู้กล่าวอ้างเหล่านี้คนใดคนหนึ่ง หรือทั้งหมด มีน้ำหนักสมเหตุสมผลหรือไม่ การทดสอบนี้มีสองประเภท คือ ปัญญาเหตุผลและประวัติศาสตร์ ใช้ปัญญาเหตุผลเพราะทุกคนมีสิ่งนี้แม้แต่ผู้ไร้ศรัทธา และใช้ประวัติศาสตร์เพราะทุกคนล้วนดำเนินชีวิตอยู่ในนั้นและควรมีความรู้เกี่ยวกับมันบ้าง

ปัญญาคือ หากบุรุษคนใดในบรรดาคนเหล่านี้มาจากพระเจ้าจริง อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่พระเจ้าจะทำเพื่อสนับสนุนคำอ้างของพระองค์ก็คือ การประกาศการมาปรากฏตัวของเขาไว้ล่วงหน้า ผู้ผลิตรถยนต์ยังแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่เมื่อใด หากพระเจ้าทรงส่งใครคนหนึ่งมา หรือหากพระองค์เสด็จมาด้วยพระองค์เองพร้อมข่าวสารสำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน ก็ดูสมเหตุสมผลที่พระองค์จะบอกให้มนุษย์ทราบก่อนว่า ผู้นำสารของพระองค์จะมาเมื่อใด จะบังเกิดที่ไหน จะดำเนินชีวิตอย่างไร จะสั่งสอนหลักธรรมใด จะมีศัตรูประเภทไหน จะใช้นโยบายใดในอนาคต และจะมีรูปแบบการมรณกรรมอย่างไร โดยพิจารณาจากระดับความสอดคล้องระหว่างผู้นำสารกับประกาศเหล่านี้ เราจึงสามารถตัดสินความจริงแท้แห่งคำอ้างของเขาได้

สิ่งนี้ยังยืนยันกับเราอีกว่า หากพระเจ้าไม่ทำเช่นนี้ ก็จะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางผู้แอบอ้างจากการปรากฏตัวในประวัติศาสตร์ แล้วพูดว่า "ฉันมาจากพระเจ้า" หรือ "ทูตสวรรค์ปรากฏแก่ฉันในทะเลทรายและมอบข่าวสารนี้ให้" ในกรณีเช่นนี้ จะไม่มีวิธีทางประวัติศาสตร์ที่เป็นวัตถุวิสัยในการทดสอบผู้นำสารเลย เรามีเพียงคำพูดของเขาเท่านั้น และแน่นอนว่าเขาอาจจะโกหกหรือเข้าใจผิดได้

หากมีผู้มาเยือนจากต่างประเทศเดินทางมายังวอชิงตันและอ้างว่าเป็นนักการทูต รัฐบาลย่อมถามหาหนังสือเดินทางและเอกสารอื่นๆ ที่รับรองว่าเขาเป็นตัวแทนของรัฐบาลนั้นจริง เอกสารของเขาจะต้องออกมาก่อนการเดินทางมาถึง หากต้องมีการเรียกร้องหลักฐานยืนยันตัวตนจากผู้แทนของประเทศต่างๆ ปัญญาเหตุผลก็ย่อมต้องเรียกร้องเช่นนั้นจากผู้นำสารที่อ้างว่ามาจากพระเจ้าเช่นกัน ปัญญาเหตุผลย่อมกล่าวแก่ผู้กล่าวอ้างทุกคนว่า "มีบันทึกใดบ้างที่ทำขึ้นก่อนท่านเกิด ซึ่งระบุว่าท่านกำลังจะมา?"

เพราะมีคำทำนายในพันธสัญญาเดิม การมาของพระองค์จึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด บรรดาประกาศกได้พยากรณ์เกี่ยวกับพระคริสต์ที่จะเสด็จมา ผู้อื่นเพียงแค่มาแล้วพูดว่า "ฉันอยู่นี่แล้ว จงเชื่อฉันเถิด" ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นเพียงมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ไม่ใช่สภาวะพระเจ้าในร่างมนุษย์ มีเพียงพระคริสต์เท่านั้นที่ก้าวออกมาจากเส้นนั้นแล้วตรัสว่า "จงค้นดูงานเขียนของชาวยิว และประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องของชาวบาบิโลน เปอร์เซีย กรีก และโรมัน" (ในเวลานี้ งานเขียนของพวกเพแกนหรือแม้แต่พันธสัญญาเดิม อาจมองเป็นเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผลงานที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า)

เป็นความจริงที่ว่า คำทำนายในพันธสัญญาเดิมจะเข้าใจได้ดีที่สุดเมื่อมองผ่านการสำเร็จเป็นจริงของคำทำนายเหล่านั้น ภาษาแห่งคำทำนายไม่ได้มีความแม่นยำตรงไปตรงมาเหมือนคณิตศาสตร์ ถึงกระนั้น หากใครสักคนค้นหากระแสทัศนะเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ในพันธสัญญาเดิม แล้วนำภาพที่ได้มาเปรียบเทียบกับพระชนม์ชีพและพระราชกิจของพระคริสต์ จะมีใครสงสัยได้หรือว่า คำทำนายโบราณเหล่านั้นชี้ตรงไปที่พระเยซูและอาณาจักรที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้น? พระสัญญาของพระเจ้าต่อบรรดาอัครปาตรีว่า บรรดาประชาชาติทั่วโลกจะได้พรผ่านทางพวกเขานั้น, คำทำนายที่ว่าเผ่าผู้ดาห์จะเป็นใหญ่เหนือเผ่าฮีบรูอื่นๆ จนกว่าการมาถึงของผู้ที่ทุกชนชาติจะยอมจำนน, ข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาดแต่มองข้ามไม่ได้ว่า ในพระคัมภีร์ของชาวยิวแห่งอเล็กซานเดรีย (ฉบับเซปตัวจินต์) มีการพยากรณ์ไว้อย่างชัดเจนถึงการบังเกิดจากหญิงพรหมจารีของพระเมสสิยาห์ คำพยากรณ์ในอิสยาห์ บทที่ 53 เกี่ยวกับผู้รับเคราะห์ที่อดทน ผู้เป็นข้ารับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้จะสละชีวิตของตนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้แก่ความผิดของประชากรตน รวมถึงมุมมองเกี่ยวกับอาณาจักรอันรุ่งโรจน์และเป็นนิรันดร์ของราชวงศ์ดาวิด คำทำนายเหล่านี้สำเร็จเป็นจริงในผู้ใดเล่าถ้าไม่ใช่พระคริสต์? หากมองจากมุมมองทางประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว นี่คือความโดดเด่นเอกอุที่แยกพระคริสต์ออกจากผู้ก่อตั้งศาสนาอื่นๆ ทั้งหมดในโลก และเมื่อการสำเร็จเป็นจริงของคำทำนายเหล่านี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ผ่านองค์พระคริสต์ ไม่เพียงแต่คำทำนายทั้งหมดในอิสราเอลจะยุติลงเท่านั้น แต่การถวายเครื่องบูชาก็สิ้นสุดลงด้วย เมื่อลูกแกะปัสกาที่แท้จริงได้ถูกถวายเป็นเครื่องบูชาแล้ว

หันมาดูหลักฐานจากฝั่งเพแกน (ผู้ไม่ได้นับถือพระเจ้าของอิสราเอล) ทาซิตุส ผู้พูดในนามของชาวโรมันโบราณ กล่าวไว้ว่า "โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนได้รับการโน้มน้าวใจจากความเชื่อในคำทำนายโบราณว่า ตะวันออกจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ และผู้ปกครองและนายแห่งโลกจะมาจากแคว้นยูเดีย" ซูเอโทเนียสในบันทึกประวัติชีวิตของเวสปาเซียน ได้เล่าถึงธรรมเนียมของชาวโรมันไว้ว่า "เป็นความเชื่อเก่าแก่และมั่นคงสืบต่อกันมาทั่วทั้งตะวันออกว่า จากคำทำนายที่แน่นอนอย่างแท้จริง ชาวยิวจะได้ขึ้นสู่อำนาจสูงสุด"

ประเทศจีนก็มีความคาดหวังแบบเดียวกัน แต่เนื่องจากอยู่อีกฟากหนึ่งของโลก จึงเชื่อว่ามหาปราชญ์จะบังเกิดในทิศตะวันตก บันทึกพงศาวดารแห่งจักรวรรดิต่างดาว มีข้อความระบุว่า

ในปีที่ 24 แห่งรัชสมัยเจ้าหวัง แห่งราชวงศ์โจว ในวันที่ 8 ของดวงจันทร์ดวงที่ 4 มีแสงสว่างปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งส่องสว่างไปทั่วพระราชวังของกษัตริย์ พระราชาทรงตื่นตะลึงในความโชติช่วงนั้นจึงตรัสถามเหล่าปราชญ์ พวกเขานำตำรามาแสดงให้พระองค์ดู ซึ่งระบุว่านิมิตนี้หมายถึงการปรากฏตัวของมหาบุรุษแห่งทิศตะวันตก ผู้ซึ่งศาสนาของเขาจะถูกนำเข้ามาสู่ประเทศของตน

ชาวกรีกก็เฝ้ารอพระองค์เช่นกัน เพราะเอสคิลุสได้เขียนไว้ในวรรณกรรมเรื่อง โพรเมเธอูสช่วงหกศตวรรษก่อนการมาของพระองค์ว่า "อย่าได้มองหาจุดจบของคำสาปนี้เลย จนกว่าพระเจ้าจะปรากฏ เพื่อรับเอาความเจ็บปวดแห่งบาปของเจ้ามาไว้บนพระเศียรของพระองค์เอง"

เหล่านักปราชญ์จากทิศตะวันตกรู้เกี่ยวกับการมาของพระองค์ได้อย่างไร? น่าจะมาจากคำทำนายมากมายที่ถูกแพร่กระจายไปทั่วโลกโดยชาวยิว รวมถึงคำทำนายที่แดเนียลทำนายไว้แก่ต่างชาติหลายศตวรรษก่อนการบังเกิดของพระองค์

ซิเซโรหลังจากเล่าถึงคำทำนายของร่างทรงโบราณและคำทำนายของซิบิล เกี่ยวกับ "กษัตริย์ผู้ซึ่งเราต้องยอมรับเพื่อความรอด" ได้เอ่ยถามด้วยความคาดหวังว่า "คำทำนายเหล่านี้ชี้ไปที่บุรุษคนใดและยุคสมัยใดกัน?" วรรณกรรมโฟทธ์เอกลอคของเวอร์จิล ได้เล่าถึงธรรมเนียมโบราณเดียวกันนี้และพูดถึง "หญิงผู้บริสุทธิ์ ยิ้มแย้มให้แก่ทารกน้อยของนาง ผู้ซึ่งจะทำให้ยุคเหล็กผ่านพ้นไป"

ซูเอโทเนียสได้อ้างถึงผู้เขียนร่วมสมัยว่า ชาวโรมันมีความหวาดกลัวกษัตริย์ที่จะมาปกครองโลกมาก จนถึงกับมีคำสั่งให้สังหารเด็กทุกคนที่เกิดในปีนั้น ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ได้รับการปฏิบัติจริง เว้นแต่โดยเฮโรด

ไม่ใช่แค่ชาวยิวเท่านั้นที่เฝ้ารอการบังเกิดของมหากษัตริย์ มหาปราชญ์ และพระผู้ไถ่ แต่พลาโตและโสเครตีสก็พูดถึง โลกอส  และ มหาปราชญ์แห่งจักรวาล ที่ "กำลังจะมา" ขงจื๊อพูดถึง "มหาบุรุษองค์โปรดสัตว์" พวกซิบิลพูดถึง "กษัตริย์แห่งจักรวาล" นักเขียนบทละครชาวกรีกพูดถึงพระผู้ช่วยให้รอดและพระผู้ไถ่ที่จะมาปลดปล่อยมนุษย์จาก "คำสาปดั้งเดิมอันเก่าแก่ที่สุด" ทั้งหมดนี้คือความคาดหวังในฝั่งของพวกเพแกน สิ่งที่แยกพระคริสต์ออกจากมนุษย์ทุกคนก็คือ ประการแรก พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ถูกเฝ้ารอ แม้แต่พวกเพแกนก็ยังมีความปรารถนาถึงผู้ปลดปล่อยหรือพระผู้ไถ่ ข้อเท็จจริงนี้เพียงประการเดียวก็ทำให้พระองค์แตกต่างจากผู้นำศาสนาคนอื่นๆ ทั้งหมดแล้ว

ข้อเท็จจริงประการที่สองที่สร้างความแตกต่างคือ เมื่อพระองค์ปรากฏตัว พระองค์ทรงส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์อย่างรุนแรงจนแยกประวัติศาสตร์ออกเป็นสองส่วน โดยแบ่งเป็นสองยุค คือ ยุคก่อนการมาของพระองค์ และยุคหลังการมาของพระองค์ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำเช่นนี้ รวมถึงนักปรัชญาชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่คนใดก็ไม่ได้ทำ แม้แต่ผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้าก็ยังต้องลงวันที่ในการโจมตีพระองค์เป็นคริสตศักราชเท่านั้นเท่านี้ หรือกี่ปีหลังจากกาลเวลาที่พระองค์เสด็จมา

ข้อเท็จจริงประการที่สามที่แยกพระคริสต์ออกจากคนอื่นๆ ทั้งหมดคือ ทุกคนที่เคยเข้ามาในโลกนี้ เข้ามาเพื่อที่จะใช้ชีวิต แต่พระองค์เข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะสิ้นพระชนม์ ความตายเป็นอุปสรรคขัดขวางโสเครตีส มันขัดจังหวะการสั่งสอนของเขา แต่สำหรับพระคริสต์ ความตายคือเป้าหมายและการเติมเต็มชีวิตของพระองค์ คือทองคำที่พระองค์กำลังแสวงหา คำพูดหรือการกระทำของพระองค์น้อยมากจะเข้าใจได้โดยไม่เชื่อมโยงถึงกางเขนของพระองค์ พระองค์ทรงเสนอพระองค์เองในฐานะ "พระผู้ช่วยให้รอด" มากกว่าจะเป็นเพียง "พระครูผู้สอน" การสอนให้คนเป็นคนดีไม่มีความหมายอะไรเลย เว้นแต่พระองค์จะมอบพลังในการเป็นคนดีให้แก่พวกเขาด้วย หลังจากช่วยพวกเขาให้พ้นจากความคับข้องใจของความรู้สึกผิดแล้ว

เรื่องราวชีวิตของมนุษย์ทุกคนเริ่มด้วยการเกิดและจบลงด้วยการตาย แต่ในพระบุคคลของพระคริสต์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์กลับมาเป็นลำดับแรก และการดำเนินชีวิตของพระองค์มาเป็นลำดับสุดท้าย พระคัมภีร์อธิบายว่าพระองค์ทรงเป็น "ลูกแกะที่ถูกฆ่า ตั้งแต่แรกสร้างโลก" พระองค์ถูกฆ่าในเจตนาตั้งแต่บาปแรกและการกบฏต่อพระเจ้า ไม่ใช่ว่าการเกิดของพระองค์ทอดเงาลงบนชีวิตแล้วนำไปสู่การสิ้นพระชนม์ แต่เป็นกางเขนต่างหากที่ตั้งอยู่ก่อน แล้วทอดเงาย้อนกลับมายังการเกิดของพระองค์ พระชนม์ชีพของพระองค์เป็นชีวิตเดียวในโลกที่เคยดำเนินย้อนกลับ เช่นเดียวกับดอกไม้ในรอยแยกกำแพงที่บอกกวีถึงธรรมชาติ และเช่นเดียวกับอะตอมที่เป็นแบบจำลองย่อส่วนของระบบสุริยะ การบังเกิดของพระองค์ก็บอกเล่าถึงความล้ำลึกแห่งกางเขนเช่นกัน พระองค์ทรงดำเนินจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่รู้ จากเหตุผลของการมาของพระองค์ที่แสดงออกผ่านนาม "เยซู" หรือ "พระผู้ช่วยให้รอด" ไปสู่การบรรลุผลสำเร็จของการมาของพระองค์ นั่นคือ การสิ้นพระชนม์บนกางเขน

ยอห์นให้ประวัติศาสตร์นิรันดร์ก่อนกำเนิดแก่เรา ส่วนมัทธิวให้ประวัติศาสตร์ตามกาลเวลาก่อนกำเนิดแก่เราผ่านทางลำดับพงศาวดาร มีความสำคัญอย่างยิ่งที่บรรพบุรุษตามกาลเวลาของพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับคนบาปและชาวต่างชาติ! รอยมลทินบนตราประจำตระกูลแห่งเชื้อสายมนุษย์ของพระองค์นี้ บ่งบอกถึงความสงสารต่อคนบาปและต่อคนนอกเหนือพันธสัญญา แง่มุมแห่งความเมตตากรรโณษทั้งสองประการนี้ ในเวลาต่อมาจะถูกสาดเข้าใส่พระองค์ในฐานะข้อกล่าวหา: "เขาเป็นเพื่อนของคนบาป" "เขาเป็นชาวสะมาเรีย" แต่เงาของอดีตที่มีมลทินได้ทำนายถึงความรักในอนาคตของพระองค์ที่มีต่อผู้มีมลทิน

เมื่อบังเกิดจากสตรี พระองค์ทรงเป็นมนุษย์และสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษยชาติทั้งมวล เมื่อบังเกิดจากหญิงพรหมจารี ผู้ซึ่งถูกปกคลุมด้วยพระวิญญาณและ "เปี่ยมด้วยพระคุณ" พระองค์จึงทรงอยู่นอกกระแสแห่งบาปที่แปดเปื้อนมนุษย์ทุกผู้ทุกคน

บทที่ 1 "พระเยซู" บุคคลเดียวในประวัติศาสตร์ ที่มีการประกาศล่วงหน้า