Skip to main content

“ ที่ที่พระนาง ได้ทรงดำเนินผ่านไป “

ใกล้ชิดสวรรค์

คนหนุ่มขี้สงสัยเห็นหญิงผู้หนึ่ง
  และกลับมาเชื่อมั่น
ในจิตวิญญาณของตนเอง

ภายใต้ม่านไหมที่พลิ้วไหวซึ่งขึงอยู่เหนือหลังคาบ้านสีขาวชาวยูดาย ชายชาวสะดูสีนั่งสนทนาด้วยวาทศิลป์อันยอดเยี่ยม เบนจามินหนุ่มน้อยนั่งอยู่แทบเท้าของชายชราผู้ปราดเปรื่อง เฝ้ามองนิ้วเรียวยาวเหี่ยวย่นขณะที่เขาลูบเคราสีเทา หรือเคาะเป็นจังหวะเบาๆ บนผ้าไหมเนื้อหนาของเสื้อคลุม เฝ้ามองดวงตาอันเฉียบแหลมที่ทอประกายขึ้นมาในทันทีเมื่อเขาเอ่ยข้อโต้แย้งที่น่าทึ่ง และรู้สึกตามประสาคนหนุ่มเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีบุคลิกภาพดึงดูดใจ ว่าไม่มีคำตอบใดจะไปหักล้างเหตุผลอันเฉียบขาดและดุดันของเขาได้เลย

"พวกเราชาวสะดูสีนะ พ่อหนุ่ม" ชายชราสรุป พลางวางมือลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มที่กำลังตั้งใจฟังด้วยความคุ้นเคยอันสง่างามที่ช่วยเพิ่มความสนิทสนมในการสนทนา "ได้เลิกเชื่อในสิ่งเจ้าเรียกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมานานแล้ว สวรรค์ของเจ้านั้นอยู่ที่นี่ โอ อิสราเอลเอ๋ย ความเป็นอมตะของเจ้าอยู่ที่ความทรงจำถึงการกระทำของเจ้า ความแข็งแกร่งและความงดงามของลูกหลานเจ้า ความสูงส่งแห่งกฎเกณฑ์ของเจ้า และความยิ่งใหญ่อันไม่มีวันดับสูญของชนชาติเจ้า หากพระยาห์เวห์มีจริง พระองค์ก็ประทับอยู่ห่างไกลแสนไกล ทรงมองดูสิ่งมีชีวิตของพระองค์เหมือนกับที่เจ้า พ่อหนุ่ม อาจจะมองดูเงาสัตว์ลางๆ ที่เจ้าทำด้วยนิ้วมือระหว่างแสงเทียนกับกำแพงสีขาวนั่นแหละ และพระยาห์เวห์ก็ทรงเบื่อหน่ายพวกเราเหมือนที่เจ้าเบื่อหน่ายเงารูปร่างบิดเบี้ยวของเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่งพระองค์ทรงชักพระหัตถ์กลับ และ ปุ๊บ! ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลยนอกจากโลกที่ไร้ความหมาย หรือถ้าเจ้าชอบ จะเรียกว่ากำแพงสีขาวที่ว่างเปล่าก็ได้"

ทำลายจิตวิญญาณ

"ชีวิตนะ พ่อหนุ่ม อยู่ที่ปัจจุบันอันสำคัญยิ่ง จงเชื่อมั่นในสองมือและสมองของเจ้า มากกว่าเชื่อในพระยาห์เวห์ที่อยู่ห่างไกลเถิด

จงทำงานให้หนักจนไม่มีเวลาเหลือให้สวดภาวนา เติมเต็มชีวิตนี้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มันจะรับได้ ทั้งความสุข การงาน และความสำเร็จ ใช้มันให้คุ้มค่า เพราะเมื่อมันผ่านพ้นไป หมดไปทีละวันอันมีค่า ก็จะไม่มีวันอื่นอีก เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาที่พระเจ้าหลงลืมไปแล้ว และมีจุดหมายปลายทางคือหลุมศพ"

"แล้วพระเมสสิยาห์ล่ะขอรับ" เด็กหนุ่มถามด้วยความกระตือรือร้น

"ความหลงผิดน่ะสิ เราเฝ้ารอเหมือนที่บรรพบุรุษของเราเฝ้ารอ แต่พระองค์จะไม่มีวันเสด็จมาหรอก"

เบนจามินลุกขึ้นและโค้งคำนับอย่างนอบน้อมต่อหน้านักปราชญ์ชรา ผู้ยื่นมือที่สวมแหวนหลายวงมาให้เขาแตะที่หน้าผาก จากนั้น เบนจามินก็เดินลงบันไดจากดาดฟ้า มุ่งหน้าอย่างรวดเร็วผ่านถนนที่แคบและอบอ้าวของเมืองนาซาเร็ธ แต่ขณะที่เดิน เขาตระหนักว่าสิ่งล้ำค่าบางอย่างได้สูญหายไปจากวันนั้น ถูกสังหารด้วยคำพูดที่คมกริบดุจดาบของชายชาวสะดูสี โลกดูเงียบเหงาขึ้นมาทันที ราวกับว่าพระยาห์เวห์ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้ประทับอยู่ที่นั่นอีกต่อไป เขามองไปข้างหน้าถึงชีวิตของตนเอง ผ่านช่วงเวลาอีกหลายปี เขาหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ที่เขายังต้องมีชีวิตอยู่ และแล้วเขาก็มองเห็นเงาของอุโมงค์ฝังศพสีขาว ทรงกลม และน่ารังเกียจ เขาสะดุดก้อนหินที่ยื่นออกมา และคำภาวนาขอการคุ้มครองตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นคำภาวนาที่เขาเรียนรู้จากมารดา ก็หลุดออกจากริมฝีปาก แต่เขาฝืนกลืนมันกลับลงไปอย่างโหดร้าย พลางยิ้มอย่างเศร้าๆ ที่ประเพณีและการอบรมสั่งสอนทำให้เขาลืมความจริงข้อใหม่ที่แสนสดใสไปชั่วขณะ

เขาแทบจะนึกเสียใจที่ไปเยือนชาวสะดูสีผู้รอบรู้ซึ่งมาพักผ่อนสั้นๆ ในนาซาเร็ธหลังจากวุ่นวายอยู่ในเยรูซาเล็ม ความเชื่อของเขาเคยเป็นสิ่งล้ำค่า แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่ามันหายไปแล้ว และเขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับความเชื่อที่ตายจากไป ราวกับคนที่ยืนอยู่เหนือร่างเพื่อนที่ตายเพราะถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยม

บ้านของช่างไม้

ต้องขอบคุณโชคชะตา หรืออะไรก็ตามที่ปกครองโลกอันไร้ความหมายนี้ ที่ยังคงมีเรื่องตรงหน้าเกี่ยวกับช่างไม้ที่พ่อมอบหมายให้เขามาว่าจ้าง ในรายละเอียดคร่าวๆ ของธุรกิจเร่งด่วนที่เขาต้องหารือกับโยเซฟช่างไม้ เขาอาจลืมไปได้ว่ามีบางสิ่งในใจเขาที่ตายไปแล้ว เขาเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ และเห็นกำแพงสีขาวของบ้านโยเซฟอยู่ข้างหน้า ซึ่งเขารู้ดีว่ามารีย์ หญิงที่หมั้นหมายกับโยเซฟอาศัยอยู่ด้วย ด้านหลังของบ้านคือโรงงานของโยเซฟ และการจะไปถึงที่นั่น เขาต้องเข้าไปในห้องนั่งเล่นหลักและเดินผ่านลานเล็กๆ ไป ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า และด้วยความร้อนรนที่จะหนีจากความคิดของตนเอง เขาจึงเดินเร็วกว่าที่รู้สึกตัว จนเหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากเมื่อมาถึงประตูบ้าน เขาหยุดยืนใต้ร่มเงาของซุ้มประตูเล็กๆ เช็ดหน้าด้วยผ้าพันคอไหม และเปิดเสื้อคลุมรับลมที่พัดเอื่อยๆ ในถนน

ด้านในมีเสียงคนคุยกัน เป็นเสียงที่แผ่วเบาและเคร่งขรึมอย่างประหลาด มีคนสองคนกำลังพูดคุยกัน เป็นเสียงผู้ชายที่กังวานแต่เปี่ยมด้วยความเคารพ และเสียงตอบรับของผู้หญิง แต่ถึงแม้เขาอยากจะแอบฟัง เสียงนั้นก็เบาและแผ่วเกินกว่าจะทะลุผ่านประตูไม้หยาบๆ ออกมาได้ชัดเจน

แสงลึกลับ

เมื่อคลายร้อนลงบ้างแล้วและกระตือรือร้นที่จะเริ่มคุยแผนงานกับโยเซฟ เขายกมือขึ้นเตรียมจะเคาะ แต่ก่อนที่ข้อนิ้วจะสัมผัสบานประตู เขาก็ชะงักไป เพราะเสียงของผู้หญิงนั้นเปลี่ยนไป มันมีความลึก กังวาน เต็มอิ่ม และคำพูดนั้นก็ลอยมาเข้าหูเขาอย่างชัดเจนจนน่าตกใจ

"ดูเถิด" นางกำลังกล่าว "ข้าพเจ้าคือผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เป็นไปตามคำของท่านเถิด" แล้วความเงียบงันอันลึกล้ำก็ปกคลุม

เบนจามินเคาะประตู เขาได้ยินเสียงฝีเท้าสวมรองเท้าแตะเดินอย่างเงียบกริบข้ามพื้นมา ประตูเปิดออกเบาๆ และเขาก็มองเข้าไปด้านใน

เขาคาดว่าจะได้เห็นห้องที่ค่อนข้างมืด เพราะในบ่ายที่ร้อนระอุเช่นนี้ หน้าต่างมักจะถูกปิดด้วยผ้าม่าน ทว่า แม้สายตาอันรวดเร็วของเขาจะเห็นผ้าม่านปิดสนิทอย่างระมัดระวัง เขากลับรู้สึกได้ถึงห้องที่เพิ่งจะเต็มไปด้วยแสงสว่าง เป็นแสงสว่างที่แทบจะเจิดจ้า ไม่ใช่แสงแดดอันร้อนแรงของกาลิลี แต่เป็นแสงอีกชนิดหนึ่งที่เขาสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกมากกว่าการมองเห็น มันแทบจะไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับหญิงสาวผู้เรียบง่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แม้เขาจะเห็นว่าดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยรัศมีแห่งอีกโลกหนึ่ง และดูเหมือนจะมีประกายสว่างที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไปรอบตัวนาง เขากวาดสายตามองไปรอบห้องเพื่อหาที่มาของอีกเสียงหนึ่ง แต่ห้องนั้นว่างเปล่า และในขณะที่เขากำลังมองอยู่นั้น แสงนั้นก็ดูเหมือนจะจางลง และเงาอันร่มเย็นก็เข้ามาแทนที่

ความเป็นอมตะ

"แม่นาง" เขากล่าว "ข้ามาเพื่อ" แล้วก็หยุดชะงัก โดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงรู้สึกอยากจะคุกเข่าลง ในขณะที่รอบกายเขานั้นเต็มไปด้วยมวลอากาศที่ไม่ใช่ของโลกใบนี้ ราวกับว่ามีลมหายใจจากสวรรค์พัดผ่านเข้ามาในห้องนั้น ลมหายใจแห่งพระจิตอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ปัดเป่าหยากไย่แห่งความสงสัย และเงามืดแห่งความไม่เชื่อออกไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าเหล่าทูตสวรรค์ได้โน้มตัวลงมาและเติมเต็มห้องนั้นด้วยกลิ่นหอมเหนือธรรมชาติ และตลอดเวลานั้น หญิงสาวก็ยืนรอให้เขาพูดอย่างเงียบๆ

"แม่นาง" เขากล่าว พลางเงยหน้ามองดวงตาคู่นั้นที่ยังคงสะท้อนภาพนิมิตแห่งสวรรค์บางอย่าง "ธุระของข้ากับสามีของท่านรอได้ แต่..." เขารีบพูดต่อ "ข้าขอบอกท่านได้ไหม แม่นาง ว่าชาวสะดูสีคนนั้น แม้จะมีความรอบรู้เพียงใด เขาก็เป็นเพียงคนโง่เขลา" เขาตระหนักได้ในทันทีว่ากำลังพูดกับนาง ราวกับว่านางรับรู้เรื่องราวของชาวสะดูสี ความสงสัยของเขา และข้อโต้แย้งอันโหดร้ายและชัดเจนที่ชาวสะดูสีใช้ทำลายความเชื่อของเขา

"แม่นาง มีพระเจ้าผู้ทรงโน้มกายลงมาหาประชากรของพระองค์ มีสิ่งเหนือธรรมชาติที่เติมเต็มจิตวิญญาณของเรา มีความเป็นอมตะและข้าจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาหาอิสราเอล"

ขณะที่แสงเรืองรองสุดท้ายดูเหมือนจะเลือนหายไปจากห้อง เบนจามินก็สัมผัสได้ถึงแสงนั้นที่กำลังรุ่งอรุณและทอประกายเจิดจรัสขึ้นในจิตวิญญาณของเขาเอง

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

ท่านกำลังอ่าน

“ ใกล้ชิดสวรรค์ ”