Skip to main content

“ ที่ที่พระนาง ได้ทรงดำเนินผ่านไป “

นางซูซานนาผู้เสียสติ

เพราะทารกน้อยของนาง
  สิ้นใจเพื่อพระคริสต์

พวกเขาเรียกนางว่าซูซานนาผู้เสียสติ และแม้พวกเขาจะหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงนาง แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ว่านางมีเหตุผลที่ทำให้นางต้องเป็นบ้า นางเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง จากบ้านเกิดที่เบธเลเฮมออกไปยังแถบเทือกเขา ขึ้นไปที่กาลิลีแล้วกลับมาที่เยรูซาเล็ม และนางก็คอยเล่าเรื่องราวของนางให้ใครก็ตามที่ยอมรับฟังในทุกที่ที่นางไป

"โอ้" นางร้องไห้ด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยซ้ำซาก "เขาเป็นเด็กทารกที่น่ารักที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะให้กำเนิดได้ ข้ายังคงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากนิ้วมือน้อยๆ ของเขาที่แนบอยู่กับอกข้า เวลาที่ข้านั่งใต้ต้นมะเดื่อและแกว่งไกวเขาในอ้อมแขน แม้แต่ราชินีบนบัลลังก์ก็ยังไม่มั่งคั่งเท่าข้า หรือมีความสุขได้ถึงครึ่งหนึ่งของข้า ตัวข้าผู้ซึ่งสามีได้จากไปโดยที่ไม่ได้เห็นหน้าลูกของตนเอง"

การบุกรุกของทหาร

"และจากนั้น" นางจะรีบเล่าต่อด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว "คืนหนึ่งขณะที่ข้ายืนอยู่ข้างเปลของเขา ไม่กล้าแม้แต่จะแกะนิ้วของเขาที่จับมือข้าไว้ออกเพราะกลัวเขาจะตื่น ก็มีเสียงกระแทกด้ามดาบเข้ากับประตูของข้าอย่างรุนแรง เสียงสบถของพวกทหาร และเสียงหัวเราะอันป่าเถื่อนของพวกเขา

ข้าคว้าลูกน้อยขึ้นมาจากเปลขณะที่คนของเฮโรดพังประตูเข้ามาและยืนอยู่ตรงนั้น แสงตะเกียงสะท้อนประกายวาบวับจากดาบของพวกเขา และแม้ข้าจะต่อสู้กับพวกมันอย่างบ้าคลั่ง แต่พวกมันก็แย่งลูกของข้าไปและจ้วงดาบลงในหัวใจดวงน้อยของเขา"

จากนั้นแววตาของนางก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความอาฆาตแค้นอย่างรุนแรง

"แล้วทำไมล่ะ เฮโรดเกลียดชังลูกของข้างั้นหรือ ไม่ใช่ลูกของข้าหรอก เขาฆ่าลูกข้าก็เพื่อจะได้แน่ใจว่าเขาได้ฆ่าพระคริสต์ที่เพิ่งประสูติ ทว่าพวกเขาบอกว่าเขาพลาดเป้าหมาย และพระคริสต์ผู้นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ข้าไม่เคยสนใจไยดีพระคริสต์ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าข้าพบแม่ของเขา ข้าจะทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่ข้าเคยเจอ และข้าจะตามหาจนกว่าจะพบนาง"

วันหนึ่ง ขณะที่นางร่อนเร่ไปในกาลิลี นางได้ยินเรื่องราวของเยซูและมารดาของเขาที่ชื่อมารีย์ ได้ยินว่าเขาเทศนาในเยรูซาเล็มอย่างไร มารีย์มักจะติดตามเขาอยู่ห่างๆ อย่างไร และเรื่องราวเกี่ยวกับห้องชั้นบนเหนือถนนในเมืองที่บางครั้งเขาใช้พักอาศัยและมารีย์ก็มาเยี่ยมเขาที่นั่น

นางแทบจะโบยบินไปตามถนน หลังจากเดินเท้าโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอยู่หลายวันหลายคืน นางก็มาถึงกรุงเยรูซาเล็มที่เงียบสงบอย่างประหลาดและถูกปกคลุมด้วยความหวาดกลัว ท้องฟ้าเบื้องบนมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับแส้เส้นใหญ่ฟาดฟัน แต่ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวในดวงตาของชาวเมือง หรือท่าทีตื่นตระหนกขณะที่พวกเขาเดินย่องไปตามเงามืด หรือความเกรี้ยวกราดของพายุ ก็ไม่มีความหมายใดๆ ต่อซูซานนาผู้เสียสติเลย นางมุ่งตรงไปยังห้องเล็กๆ เหนือถนนที่นางอาจจะพบแม่ของผู้ชายคนที่ทำให้ลูกของนางต้องถูกฆ่าตาย

การชำระแค้นในที่สุด

ซูซานนาผู้เสียสติพบถนนสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวพบบ้านหลังนั้น และใช้กำปั้นเปล่าๆ ทุบประตูอย่างเกรี้ยวกราด นางพยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างยากลำบาก คราวนี้แหละนางจะได้เผชิญหน้ากับแม่ของพระคริสต์ผู้นี้ และบอกนางด้วยความโกรธแค้นที่เตรียมการมาอย่างดี ว่านางต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนเมื่อลูกผู้บริสุทธิ์ของนางต้องตายเพื่อช่วยลูกผู้มีบาปของมารีย์เอาไว้!

นางได้ยินเสียงฝีเท้าที่เชื่องช้าและระมัดระวังเดินลงบันไดมา และประตูก็ถูกเปิดออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ แสงฟ้าแลบส่องให้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโศกเศร้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง

"ท่านมาหาใคร" เขากระซิบถาม

"มารีย์ มารดาของเยซู" นางตอบพลางควบคุมน้ำเสียงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ชายหนุ่มเปิดประตูให้นางเข้ามา ใส่ดาลเหล็กเส้นใหญ่กลับตามเดิม แล้วเดินนำซูซานนาผู้เสียสติขึ้นบันไดไป

มีแสงไฟสลัวๆ ติดอยู่ในห้องชั้นบน เป็นแสงไฟที่แทบจะไม่มีความจำเป็นเลยเพราะมีแสงฟ้าแลบจ้าสว่างวาบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว ใกล้กับโต๊ะไม้หยาบๆ มีหญิงคนหนึ่งนั่งก้มหน้า มือทั้งสองประสานกันบนเข่าจนผิวหนังบริเวณสนับมือซีดขาว

"มารีย์หรือ" ซูซานนาผู้เสียสติถามชายหนุ่ม

"ใช่แล้ว" เขาตอบ

ไม้กางเขน

จากนั้นซูซานนาก็เดินวนเวียนราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ นางเดินอ้อมโต๊ะไปยืนอยู่เบื้องหน้ามารีย์ มารีย์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและผลักผ้าคลุมหน้าออก แต่หญิงผู้นั้นมัวแต่มุ่งความสนใจไปที่การแก้แค้น จนไม่ทันสังเกตว่าความโศกเศร้าได้ทำลายใบหน้าของมารีย์และฉีกทึ้งมันด้วยกรงเล็บอันโหดร้าย ความโกรธเกรี้ยวจากคำพูดที่สะสมมานานหลายปีของหญิงผู้นั้นถาโถมออกมา มารีย์นั่งมองนางด้วยสายตาที่อดทนและเจ็บปวด ขณะที่คำด่าทออันบ้าคลั่ง การต่อว่า และคำสาปแช่งของซูซานนาผู้เสียสติสาดซัดเข้าใส่นาง ครั้งหนึ่งชายหนุ่มขยับตัวก้าวไปข้างหน้าเพื่อจะห้ามปราม แต่มือของมารีย์ที่ยกขึ้นเล็กน้อยก็หยุดเขาไว้กลางคัน

"และ" ซูซานนาผู้เสียสติกรีดร้องขึ้นถึงจุดสูงสุดแห่งความเกรี้ยวกราด "ลูกของข้า ลูกชายของข้า ผู้บริสุทธิ์ของข้าต้องตาย ต้องถูกฆ่า ได้ยินไหม เพื่อช่วยลูกชายของเจ้า ลูกชายของข้าต้องตายแทนลูกของเจ้า!"

มารีย์ลุกขึ้นจากโต๊ะอย่างเงียบๆ และวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาและอ่อนล้าของซูซานนาผู้เสียสติ นางค่อยๆ ประคองนางไปที่หน้าต่าง และหญิงผู้นั้นซึ่งตกตะลึงกับพลังอันเงียบสงบของมารีย์ ก็ยอมเดินตามไปโดยไม่ขัดขืน ท้องฟ้าสว่างวาบด้วยแสงฟ้าแลบที่น่าสะพรึงกลัวติดต่อกันหลายครั้ง มารีย์ยกแขนขึ้นและชี้ออกไปยังเนินเขาที่อยู่ไกลออกไป

เมื่อมองตัดกับท้องฟ้า มีไม้กางเขนสามอันตั้งอยู่ อันหนึ่งตั้งตรงตระหง่าน ส่วนอีกสองอันเอนเอียงและส่ายไปมา มือของมารีย์บีบแน่นที่ไหล่ของซูซานนาผู้เสียสติขณะที่นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากน้ำตาว่า "ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ ซูซานนา เราหายกันแล้วล่ะ เพราะจงดูเถิด ลูกชายของข้า ลูกของข้า ผู้บริสุทธิ์ของข้า วันนี้เขาได้ถูกฆ่าเพื่อเจ้าและลูกของเจ้าแล้ว"

และความบ้าคลั่งที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากดวงตาของนาง ซูซานนาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าและจุมพิตที่ชายเสื้อคลุมของมารีย์

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

ท่านกำลังอ่าน

“ นางซูซานนาผู้เสียสติ ”