Skip to main content

“ ชีวิตคืออะไร “

พระเจ้า

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติคือมหากาพย์แห่งการแสวงหาความสุข แรงจูงใจนี้เอง ความปรารถนาที่ว่าความรู้จะนำมาซึ่งความสุขที่มากขึ้น ได้ทำให้เอวาตกเป็นเหยื่อของเล่ห์เหลี่ยมงูร้าย และความหวังที่จะได้พบกับความสุขสมบูรณ์ที่ยังไปไม่ถึงนี้เอง ที่ทำให้อาดัมทรยศต่อลูกหลานของตน ตลอดหลายยุคหลายสมัย การแสวงหานี้เป็นแรงผลักดันความพยายามของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดความดีงามมากมาย แต่ก็ถูกบดบังด้วยความชั่วร้ายที่มนุษย์ค้นพบเช่นกัน การค้นหานี้ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น มอบสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ให้กับโลก แต่กลับเพิ่มพูนความสุขที่แท้จริงได้เพียงน้อยนิด ยิ่งไปกว่านั้น! เราต้องยอมรับอย่างถ่อมตนว่า ความสำเร็จของมนุษย์กลับไปจบลงที่ความทุกข์ยากทั่วโลกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงปัจจุบัน นั่นก็เพราะเราพยายามค้นหาความสุขที่แยกตัวออกห่างจากพระเจ้านั่นเอง

บางทีมวลมนุษยชาติอาจถูกนำเสนอได้ดีที่สุดผ่านเรื่องราวของนักบุญออกัสตินผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเคยแสวงหาความสุขที่โลกนี้ไม่สามารถให้ได้อย่างสูญเปล่า และพบเพียงความขยะแขยงในความสุขที่ฉาบฉวยและไม่จีรัง ท่านค้นหาในหนังสือ ในใจมิตรสหาย ในสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้ แต่ท้ายที่สุด เมื่อสิ้นหวัง ท่านก็ต้องร้องตะโกนออกมาว่า

"จิตใจของเราถูกสร้างมาเพื่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า และมันจะไม่มีวันสงบสุขจนกว่าจะได้พักพิงในพระองค์"

แต่หากเพียงครั้งเดียวที่มนุษย์เข้าใจว่าความสุขของตนนั้นพบได้ในพระเจ้า และหัวใจที่ว้าวุ่นสามารถพบสันติสุขและการเล้าโลมใจได้ในพระองค์ การแสวงหาของเขาก็จะสิ้นสุดลง ขอเพียงเขาพูดกับตัวเองว่า

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้านอนพักในทุ่งหญ้าเขียวขจี แม้ข้าพเจ้าจะต้องเดินไปในหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพเจ้าก็จะไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพเจ้า คทาและธารพระกรของพระองค์ช่วยเล้าโลมใจข้าพเจ้า พระกรุณาและความรักมั่นคงของพระองค์จะติดตามข้าพเจ้าไปตลอดวันคืนแห่งชีวิต และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระเจ้านิเวศขององค์พระผู้เป็นเจ้าสืบไปเป็นนิตย์"

ในพระเจ้ามีความสุขที่เราเฝ้าตามหา พระเจ้าคือจุดสิ้นสุดของการแสวงหา ถึงกระนั้น เรื่องราวของแต่ละคนก็มักจะซ้ำรอยเดิมเมื่อเราได้ยินบทกวีที่ว่า "ข้าพเจ้าวิ่งหนีพระองค์ไปในยามทิวาและราตรี ข้าพเจ้าวิ่งหนีพระองค์ไปตามซุ้มโค้งแห่งกาลเวลา ข้าพเจ้าวิ่งหนีพระองค์เข้าไปในเขาวงกตแห่งความคิดของตนเอง และท่ามกลางหยาดน้ำตา ข้าพเจ้าก็ยังหลบซ่อนจากพระองค์" และเราจะได้ยินเสียงสะท้อนที่ตามมาว่า "ทุกสิ่งจะทรยศเจ้า ผู้ซึ่งทรยศเรา"

แต่เราก็ยังคงร้องคร่ำครวญว่า "ความทุกข์ทรมานนี้ช่างแสนสาหัส!" เมื่อมรสุมชีวิตกดทับเราจนแทบจมดิน เมื่อความทุกข์ยากของการมีชีวิตอยู่ดูเหมือนจะเรียกร้องเอาเลือดในหัวใจของเรา เมื่อเพื่อนฝูงทอดทิ้งเรา เมื่อโชคร้ายดูเหมือนจะปกคลุมวันเวลาของเรา และน้ำตากลายเป็นเพื่อนในยามค่ำคืน เราตะโกนถามว่า "พระองค์ทรงอยู่ที่ใด พระเจ้าน้า? พระองค์อยู่ที่ไหนในยามที่ลูกต้องการพระองค์มากที่สุด? ทำไมพระองค์ถึงทอดทิ้งลูก? ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้ลูกต้องเผชิญสิ่งนี้เพียงลำพัง?"

เสียงที่เงียบสงบและอ่อนโยนจะช่วยปลอบประโลมเรา "เราอยู่เคียงข้างเจ้าในยามทุกข์ยากและเจ็บปวดไปพร้อมกับเจ้า เราช่วยเจ้าแบกกางเขนเพราะเราเองก็เคยแบกกางเขนมาก่อน เราไม่เคยละทิ้งเจ้าไปไหนในยามที่เพื่อนทุกคนหันหลังให้ ในยามที่ไม่มีใครยื่นมือมาปกป้องเจ้า เพราะเรารู้ดีว่าการถูกทอดทิ้งและการที่เพื่อนฝูงเดินจากไปนั้นเป็นอย่างไร เรารู้ดีว่าการเดินท่องไปในโลกเพียงลำพังเพื่อตามหาหัวใจสักดวงที่จะให้ที่พักพิงแก่เรานั้นหมายถึงอะไร ดวงดาวทอดมองลงมาและสาดส่องแสงเป็นซุ้มโค้งให้ทางเดินของเรา เงามืดสั่นไหวด้วยความเคารพยำเกรง ต้นไม้ตื่นจากภวังค์ เหล่าดอกไม้ค้อมศีรษะลง ต้นหญ้าและพุ่มไม้ถวายความเคารพ และนกในอากาศก็ร้องเพลงอันไพเราะให้เรา มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ปล่อยให้เราเดินผ่านไปอย่างเดียวดาย ในขณะที่เราเดินทางผ่านกาลเวลานิรันดร์

"แต่สำหรับนก เรายังประทานปีกและที่พักพิง สำหรับดอกไม้ เรายังมอบความหอมและให้การปกป้อง แล้วเราได้มอบสิ่งต่างๆ ให้พวกเจ้ามากกว่านั้นสักเพียงใด โอ มนุษย์ผู้มีความเชื่อน้อย เราอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ หวังเพียงจะได้ยินเสียงเจ้าเรียกชื่อเรา แม้ว่าผู้เป็นแม่จะลืมลูกที่ตนคลอดมาได้ แต่เราจะไม่มีวันลืมเจ้า"

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร ไม่ว่าจะเป็นงานต่ำต้อยหรือยิ่งใหญ่ ไม่ว่าตำแหน่งในชีวิตของเราจะเป็นเพียงผู้ทนทุกข์อย่างเงียบๆ หรือคนทำงานที่แข็งขัน ในทุกๆ วัน เราแต่ละคนสามารถหันไปหาพระเจ้าและขอความช่วยเหลือรวมถึงพระพรจากพระองค์ได้ เราต้องเดินจูงมือไปกับพระเจ้าหากเราต้องการพบความพึงพอใจในงานและความสุข เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ เราสามารถมองขึ้นไปหาพระองค์ได้ทุกที่ เพราะหากปราศจากพระองค์แล้ว ก็จะไม่มีสันติสุขหรือความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืนเลย

และพระองค์ทรงเฝ้ารอเสียงเรียกของเรา ดังที่พระองค์ทรงยืนเคียงข้างเราตลอดชีวิต ไม่ว่าจะตอนทำงานหรือตอนพักผ่อน เราสามารถฟังเสียงที่ตรัสว่า "จงลุกขึ้น จับมือเราไว้ แล้วตามมา เราจะมอบความสุขที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ให้กับเจ้า เราคือพระเจ้าของเจ้า"

คำถามสะกิดใจ

1. วิ่งตามหาความสุขจนเหนื่อยหรือเปล่า?

เคยไหมที่เราพยายามหาความสุขจากสิ่งรอบตัว เช่น การอยากได้ของฮิตๆ การปั่นยอดไลก์ในโซเชียล หรือการพยายามทำให้เพื่อนยอมรับ แต่พอได้มาแล้วแป๊บเดียวก็กลับมารู้สึก "โหวงๆ" หรือว่างเปล่าเหมือนเดิม? น้องๆ คิดว่า "ความสงบสุขในใจ" ที่แท้จริงแบบที่ไม่ต้องพึ่งของนอกกาย น่าจะหน้าตาเป็นแบบไหน?

2. ฮีลใจในวันที่โลกใจร้าย

เวลาเจอเรื่องพังๆ กดดันเรื่องเรียน หรือมีดราม่าจนรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ การที่ได้รู้ว่าพระเจ้าทรงเข้าใจความรู้สึกของเราและคอยเดินอยู่ข้างๆ เสมอ (เพราะพระองค์ก็เคยถูกทิ้งและเจ็บปวดมาก่อน) สิ่งนี้ช่วย "ฮีลใจ" หรือดึงสติเราในวันที่รู้สึกแย่สุดๆ ได้ยังไงบ้าง?

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

ท่านกำลังอ่าน

“ พระเจ้า ”