คุณแม่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าเตาไฟที่กำลังร้อน ในตอนเช้าตรู่เธอต้องเตรียมตัวให้สมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในวัยทำงานพร้อมออกไปทำหน้าที่ของตน เด็กๆ ก็ต้องเตรียมตัวไปโรงเรียน มีงานมากมายรอให้เธอทำ เสียงถอนหายใจเล็ดลอดออกมาเมื่อเธอนึกถึงงานบ้านที่รออยู่ นึกถึงของที่ต้องไปซื้อ และวันอันยาวนานที่ไม่มีเวลาให้หยุดพักเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ดูเหมือนเธอพอจะมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง เด็กๆ ก็จะเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน และอีกไม่นานคุณพ่อก็จะกลับมาทานมื้อค่ำ กว่าเธอจะได้พักผ่อนก็ปาเข้าไปดึกดื่น องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ตรัสไว้ว่า "จงภาวนาอยู่เสมอ" แต่เธอคิดในใจว่า ฉันจะสวดภาวนาได้อย่างไรในเมื่อมีงานต้องทำมากมายขนาดนี้
ส่วนคุณพ่อที่กำลังมุ่งหน้าไปโรงงานที่เสียงเครื่องจักรดังกึกก้อง หรือไปออฟฟิศที่มีแต่ความวุ่นวายทางธุรกิจ ก็คิดขณะเดินไปว่า ฉันควรจะพยายามสวดภาวนาบ้างนะ แต่จะทำได้อย่างไรล่ะ ฉันไม่กล้าละสายตาจากงานตรงหน้าเพื่อหันไปหาพระเจ้าหรอก เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ หรือไม่งานของฉันก็อาจจะออกมาไม่ดี จะให้ฉันสวดภาวนาได้อย่างไร การสวดภาวนาเป็นเรื่องของคนที่มีเวลาเหลือเฟือและไม่มีอะไรให้ทำมากกว่าฉันต่างหาก แม้แต่ลูกสาวและลูกชาย หรือแม้แต่เด็กๆ ที่กำลังเดินไปโรงเรียนก็ยังพูดว่า "พวกเราไม่มีเวลาสวดภาวนาหรอก"
พวกเขาจะนึกถึงนักบุญเบเนดิกต์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ส่งบรรดานักบวชของท่านออกไปสู่โลกกว้างเพื่อกอบกู้อารยธรรมและรักษาวัฒนธรรมไว้บ้างไหม จากอารามบนยอดเขาซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ คนงานหนุ่มในสวนองุ่นของพระเจ้าเหล่านี้ได้นำความรู้เรื่องการทำฟาร์มและการเกษตรไปสอนให้กับพวกอนารยชนที่รู้จักแต่เรื่องสงครามและการล่าสัตว์ การรุกรานของอนารยชนระลอกแล้วระลอกเล่าที่โถมเข้าใส่ป้อมปราการฝ่ายจิตวิญญาณของคณะเบเนดิกติน ล้วนต้องล่าถอยกลับไปพร้อมกับการถูกขัดเกลา พวกเขานำความรู้เรื่องพระคริสต์และพระศาสนจักรของพระองค์กลับไปยังป่าทึบทางตอนเหนือของยุโรป กลับไปหาผู้คนที่เติบโตมากับดาบและโล่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความซาบซึ้งในคุณค่าฝ่ายจิตวิญญาณของการทำงาน นักบวชหนุ่มเบเนดิกตินในชุดเสื้อคลุมยาวลงไปทำงานในทุ่งนาเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกอนารยชนตลอดทั้งวัน และในตอนกลางคืนหลังจากสวดภาวนาช่วงสั้นๆ พวกเขาก็เอนกายลงบนที่นอนที่เรียบง่ายไม่ต่างจากที่นอนของชาวฮั่นหรือชาวกอธ ผู้ซึ่งพวกเขาได้นำความรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ไปมอบให้ งานของนักบวชเหล่านี้ไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องทำงานหนักอย่างยาวนาน และผลตอบแทนก็น่าท้อใจเมื่อเห็นผู้กลับใจเหล่านี้หวนกลับไปสู่ความป่าเถื่อนครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงมีกำลังใจในการจัดการงานต่างๆ ทั้งการดูแลการไถพรวน การหว่านเมล็ด และการเก็บเกี่ยว พวกเขามีกำลังใจจากคำสอนของนักบุญเบเนดิกต์ผู้เป็นบิดาฝ่ายจิตวิญญาณที่ว่า "จงสวดภาวนาและทำงานไปเถิดลูกเอ๋ย เพราะการทำงานก็คือการภาวนา"
ดังนั้น ในขณะที่คุณแม่ยืนอยู่หน้าเตาไฟในตอนเช้า เธอสามารถหันหัวใจของเธอ แม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้น ไปยังพระบัลลังก์ของพระเจ้าและกล่าวว่า "ทุกสิ่งที่ลูกทำในวันนี้ ข้าแต่พระเจ้า ลูกทำเพื่อพระองค์ ลูกอาจจะวุ่นวายกับหน้าที่มากมาย ลูกอาจจะลืมหันไปหาพระองค์ แต่ทุกสิ่งที่ลูกทำในวันนี้ ลูกขอถวายแด่พระองค์ ลูกอยากให้ทุกๆ การกระทำของลูกเป็นบทภาวนา" นักธุรกิจที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยกองเอกสารในตอนเช้า หรือคนงานในโรงงานที่ยืนอยู่หน้าเครื่องจักร หรือพนักงานพิมพ์ดีดตัวเล็กๆ ที่นั่งหลังตรงพิมพ์คำนับพันๆ คำท่ามกลางเสียงเครื่องที่ดังรัวตลอดหลายชั่วโมง หรือผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส หรือคนไข้ติดเตียงที่เตียงนอนคือโลกทั้งใบของเธอ ทุกคนสามารถพูดคำสั้นๆ ที่ทำให้ทุกความพยายามกลายเป็นบทภาวนาได้ว่า "เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า"
แต่ฉันไม่ต้องคุกเข่าลงในตอนเช้าและตอนกลางคืนเพื่อสวดบทภาวนายาวๆ หรอกหรือ หากคุณทำได้ คุณก็ควรทำ แต่การสวดภาวนาแบบเพ่งพินิจเป็นเวลานานๆ อาจไม่เหมาะกับคุณที่ต้องใช้ชีวิตทางโลกและวุ่นวายกับธุรกิจ การถวายตัวอย่างเร่งรีบในตอนเช้า การระลึกถึงพระเจ้าบ่อยๆ ขณะอยู่บนรถไฟหรือรถไฟใต้ดินต่างหากที่สำคัญ และทุกบทภาวนาก็ย่อมได้รับพระหรรษทานพิเศษซึ่งเป็นความช่วยเหลือจากพระองค์ หรือบางที นอกเหนือจากการถวายตัวในแต่ละวันหรือแต่ละชั่วโมงแล้ว คุณอาจจะหันไปหาพระเจ้าและพระมารดาของพระองค์ด้วยคำภาวนาสั้นๆ ที่เปล่งออกมาจากใจ หรือพกพาวัดน้อยๆ ติดตัวไปด้วย นั่นคือสายประคำแบบพกพา ซึ่งเปรียบเสมือนวัดที่มีภาพธรรมล้ำลึกทั้งสิบห้าประการประดับอยู่บนผนัง
ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนกลางคืน ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือบนท้องถนน เราทุกคนสามารถสวดภาวนาได้เสมอ เพื่อรับพระพรที่ประเสริฐสุดจากพระเจ้าโดยการกล่าวว่า "สิ่งนี้เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า" และบทภาวนาของเราก็จะลอยขึ้นสู่พระเจ้าเบื้องบน ดั่งควันกำยานที่ลอยขึ้นสู่ยอดโดมของวิหาร เพราะทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกหน้าที่การงาน สามารถเป็นบทภาวนา และเป็นบทภาวนาที่ดีเยี่ยมได้ เมื่อเราถวายกิจวัตรประจำวันของเราแด่พระองค์
คำถามชวนคิด
1. "ไม่มีเวลา" หรือ "ลืมคิดถึง"
หลายครั้งที่เรามักจะบ่นว่า "ไม่มีเวลาสวดเลย" เพราะต้องทำนู่นทำนี่ หรือแม้แต่เวลาพักก็หมดไปกับการไถโซเชียล จากบทความนี้ที่บอกว่า "การทำงานคือการภาวนา" คิดว่าเราจะเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่แสนจะธรรมดา (หรือน่าเบื่อ) เช่น การนั่งทำงานบ้าน การจัดห้อง หรือการเดินไปที่ต่าง ๆ ให้กลายเป็น "บทภาวนา" ในแบบของเราได้อย่างไรบ้าง?
2. เปลี่ยนความเหนื่อยให้เป็นพลัง
ลองจินตนาการว่าวันนี้เป็นวันที่เหนื่อยมากๆ เจอเรื่องที่โรงเรียนมา ที่ทำงาน จนแทบหมดพลัง การได้ลองพูดสั้นๆ ในใจว่า "ขอยกความเหนื่อยหรือความตั้งใจนี้ถวายให้พระเจ้านะ" คิดว่าประโยคสั้นๆ แค่นี้ จะช่วยเปลี่ยนมุมมองหรือความรู้สึกหงุดหงิดในใจเรา ให้กลายเป็นความสบายใจหรือมีกำลังใจฮึดสู้ต่อได้อย่างไรบ้าง?
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com