“ ชีวิตคืออะไร “
ในหมู่เกาะทะเลใต้ที่สวยงาม ซึ่งธรรมชาติได้มอบพรอย่างอุดมสมบูรณ์ให้กับทุกสรรพสิ่ง มนุษยชาติกลับต้องเผชิญกับคำสาปแห่งโรคร้ายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด นั่นคือโรคเรื้อน เมื่อพูดถึงการต่อสู้กับโรคนี้ ชื่อหนึ่งที่ผูกพันอย่างแยกไม่ออกบนเกาะโมโลไก และแทบจะทั่วทั้งโลกก็คือ ความทรงจำถึงผู้รับใช้ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ป่วยโรคเรื้อน คุณพ่อดาเมียน
หลายศตวรรษที่ผ่านมาโรคเรื้อนได้สร้างความทุกข์ทรมานให้กับมนุษย์ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงยุคของเรา ผู้ป่วยโรคเรื้อนมักจะถูกมองว่าเป็นคนนอกคอก ถูกลืม และถูกทอดทิ้งแม้กระทั่งจากคนสายเลือดเดียวกัน โรคระบาดนี้เดินทางมาจากยุโรปและเติบโตอย่างรวดเร็วบนหมู่เกาะ เริ่มแรกมันแพร่กระจายอย่างช้าๆ แต่ไม่นานก็เข้าครอบงำและสร้างความพินาศให้กับชาวเกาะในแบบที่ไม่เคยมีที่ไหนในโลกต้องเผชิญมาก่อน
ความพยายามที่ผิดพลาดของมนุษย์ ความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเจ้าหน้าที่ที่พยายามจะแยกคนตายทั้งเป็นเหล่านี้ออกไปอย่างสูญเปล่า กลับยิ่งเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับโรคนี้ ในที่สุด ด้วยความสิ้นหวัง บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์โฮโนลูลูฉบับวันที่ 15 เมษายน 1873 ได้เขียนไว้ว่า "หากมีนักเทศน์ บาทหลวง หรือซิสเตอร์ชาวคริสต์ผู้สูงส่งคนใด ได้รับแรงบันดาลใจให้ก้าวออกไปและยอมสละชีวิตเพื่อปลอบประโลมคนผู้น่าสงสารเหล่านี้ จิตวิญญาณอันสูงส่งนั้นจะทอแสงประกายตลอดกาลบนบัลลังก์ที่สร้างขึ้นจากความรักของมนุษย์ ความรักเช่นนี้ต้องการความกล้าหาญที่หาที่เปรียบไม่ได้ และความรักที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความกล้าหาญเช่นนั้นได้ ย่อมต้องมาจากอำนาจเหนือธรรมชาติ" บทบรรณาธิการนี้กำลังจะผลิดอกออกผลอันล้ำค่า
บาทหลวงหนุ่มชาวเบลเยียมที่เพิ่งมาอยู่บนเกาะได้เพียงไม่กี่ปีเป็นผู้ได้ยินเสียงเรียกนั้น เขาพูดว่า "ฉันจะไปที่โมโลไก และทำงานเพื่อผู้ป่วยโรคเรื้อนที่น่าสงสาร สภาพอันน่าเวทนาทั้งทางร่างกายและจิตใจของพวกเขามักจะทำให้หัวใจของฉันต้องหลั่งเลือด" ในขณะนั้นมีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ในท่าพร้อมที่จะแล่นไปยังโมโลไกโดยมีผู้ป่วยโรคเรื้อนห้าสิบคนเป็นผู้โดยสาร และเพียงสองชั่วโมงหลังจากที่เสนอตัว คุณพ่อดาเมียนก็ขึ้นเรือที่มุ่งหน้าไปยังนิคมผู้ป่วยโรคเรื้อน โดยไม่มีแม้แต่ชุดเปลี่ยน ไม่มีของใช้ส่วนตัว และไม่ได้บอกลาเพื่อนๆ สักคนเลย
เย็นวันนั้นเรือกลับมาโดยไม่มีเขา มันทิ้งเขาไว้โดยไม่มีเสบียงหรือเสื้อผ้าสำรอง เขาต้องนอนใต้ต้นไม้ ด้วยความกล้าหาญอย่างเปี่ยมล้นและความไว้วางใจในพระเจ้าซึ่งเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวของเขา เขากำลังจะทำให้ชื่อนิคมผู้ป่วยโรคเรื้อนของเขาโด่งดังไปทั่วโลก เขาเข้าไปในฐานะบาทหลวงที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อเขาจากไปเพราะเสียชีวิตจากโรคเรื้อนเสียเอง ชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในหมู่ชื่อของนักบุญและวีรบุรุษแห่งมวลมนุษยชาติ
เขาต้องใช้ความกล้าหาญมากเพียงใด ความเข้มแข็งของจิตวิญญาณที่ทำให้เขาสามารถเผชิญหน้ากับอันตรายได้โดยปราศจากความกลัว แม้จะรู้ดีถึงอันตรายทั้งหมดที่รออยู่ก็ตาม
ความกล้าหาญฝ่ายจิตวิญญาณคือสิ่งที่เราพบได้ในนักบุญทุกยุคทุกสมัย เพราะการเป็นนักบุญต้องใช้ความกล้าหาญ ความกล้าหาญนี้เองที่นำพานักบุญแบร์นาแด็ตแห่งลูร์ดให้นำเรื่องราวการประจักษ์ไปเล่าให้เจ้าอาวาสที่น่าเกรงขามฟัง นำพานักบุญโจนออฟอาร์คจากทุ่งนาอันเงียบสงบในดงเรมีไปสู่สงคราม ไปสวมชุดทหาร และไปสู่ความตายเมื่อเธอรู้ว่าสิ่งที่เธอทำนั้นถูกต้อง หากวันนี้มีนักบุญในโลกน้อยลง ก็เป็นเพราะมีผู้ชายและผู้หญิงที่มีความกล้าหาญน้อยลงเช่นกัน มันต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวของจิตวิญญาณ ความเข้มแข็งของความตั้งใจขั้นสูง เพื่อจะยืนหยัดในสิ่งที่เรารู้ว่าถูกต้อง ว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แม้ว่าคนทำชั่วจะดูเหมือนได้ดีก็ตาม ความกล้าหาญ โดยเฉพาะความกล้าหาญฝ่ายจิตวิญญาณ คือหัวใจสำคัญของความก้าวหน้า เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ไป ก็จะไม่มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณเลย
คุณพ่อดาเมียนไปหาผู้ป่วยโรคเรื้อนเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและให้คำปรึกษา แต่ท่านกลับพบว่าตัวเองต้องกลายเป็นผู้นำ ผู้ปกป้อง และบิดาฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่สำหรับคริสตชนคาทอลิกของท่านเท่านั้น แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อนทั้งแปดร้อยคนในนิคมนั้นด้วย
แม้จะไม่พร้อมทางร่างกาย แต่ด้วยความมั่นใจฝ่ายจิตวิญญาณว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมให้ ท่านจึงลงมือทำงาน เพราะท่านรู้ว่าผู้ป่วยโรคเรื้อนของท่านมีค่ามากกว่านกในอากาศหรือดอกไม้ในทุ่งนา
พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่วางใจในพระองค์และมีหัวใจที่กล้าหาญ ยิ่งเราร้องขอมากเท่าไหร่ พระองค์ก็ยิ่งพอพระทัยที่จะตอบรับคำขอของเรามากขึ้นเท่านั้น เราอาจจะมีความยากลำบาก ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ดาเมียนเผชิญ แต่ถ้าเราจับคันไถลงมือทำงานเหมือนกับท่าน รางวัลของเราก็จะเป็นความสำเร็จในโลกนี้และสิริรุ่งโรจน์ในโลกหน้าเช่นเดียวกับท่าน
คุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณในนักบุญทุกคน หรือบุรุษและสตรีของพระเจ้าทุกคนนี่แหละ ที่นำพาพวกเขาไปหาพระองค์ในยามที่ทุกอย่างมืดมนและสิ้นหวัง ความกล้าหาญในตัวคุณพ่อดาเมียนและในนักบุญทุกคน สะท้อนให้เห็นในเสียงตะโกนของโคลัมบัสที่ว่า "แล่นเรือต่อไป" แม้แต่สายลมก็ยังลืมทิศทาง และดูเหมือนพระเจ้าจะทรงหายไปจากท้องทะเลอันน่าสะพรึงกลัว แต่แล้วก็มีเสียงตะโกนว่า "มีแสงสว่าง เจอแผ่นดินแล้ว" นายพลเรือผู้กล้าหาญไม่เพียงแต่ได้พบโลกใหม่ แต่ยังมอบบทเรียนแห่งความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับโลกใบนี้ด้วยคำว่า "แล่นเรือต่อไป"
ภายใต้การนำทางของผู้ที่เป็นดั่งอัครสาวกของผู้ป่วยโรคเรื้อน ขอให้เราได้พบแบบอย่าง และด้วยความกล้าหาญของพวกเขา ขอให้เราคอยส่งเสียงสะท้อนคำว่า "แล่นเรือต่อไป" ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราอยู่เสมอ จนกว่าวันหนึ่งเสียงตะโกนว่า "แล่นเรือต่อไป" จะเปลี่ยนเป็น "เจอแผ่นดินแล้ว" และเราก็จะได้ทอดสมอพักพิงอย่างปลอดภัยในท่าเรืออันสงบสุขแห่งสรวงสวรรค์
คำถามชวนคิด
1. กล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง
ในยุคนี้ที่ใครๆ ก็อยากกลมกลืนไปกับกลุ่มเพื่อน หรือบางครั้งการทำผิดก็กลายเป็นเรื่องปกติที่ทำตามๆ กัน การกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องอาจทำให้เราถูกมองว่าแปลก น้องๆ คิดว่าเราจะสร้าง "ความกล้าหาญ" เพื่อยืนหยัดในความถูกต้องในสังคม หรือในกลุ่มเพื่อน เหมือนที่คุณพ่อดาเมียนกล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบากได้อย่างไรบ้าง?
2. ก้าวข้ามความกลัวด้วยคำว่า "แล่นเรือต่อไป"
ตอนที่คุณพ่อดาเมียนตัดสินใจกระโดดขึ้นเรือไปช่วยคนป่วย ท่านไม่ได้เตรียมอะไรไปเลยนอกจากใจที่พึ่งพาพระเจ้า หากวันนี้มีเรื่องยากๆ ต้องทำ เช่น การเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ การไปขอโทษเพื่อนก่อน หรือการก้าวออกจากเซฟโซนเพื่อทำตามความฝัน การบอกตัวเองว่า "แล่นเรือต่อไป" และวางใจในพระเจ้า จะช่วยให้ ก้าวข้ามความกลัวและลุยต่อไปได้อย่างไร?
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com
ท่านกำลังอ่าน