Skip to main content

“ ชีวิตคืออะไร “

ความตาย

วันอังคารก่อนวันพุธรับเถ้าเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ความสุข และความรื่นเริงในนิวออร์ลีนส์ มันคือวันมาร์ดิกราส์ของเมืองทางใต้ที่โด่งดังแห่งนี้ แต่ท่ามกลางขบวนพาเหรดและเสียงหัวเราะ กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญแอบแฝงตัวเข้ามา นั่นคือความตาย หนังสือพิมพ์กรอบบ่ายพาดหัวข่าวการพบศพผู้เสียชีวิตขณะกำลังเตรียมตัวสนุกสนานกับวันหยุดก่อนเทศกาลมหาพรต แม้จะเป็นร่างที่ไม่มีใครอยากต้อนรับ แต่ก็ไม่ใช่ผู้มาเยือนที่ผิดคาดแต่อย่างใด ดังที่ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีได้กล่าวไว้ว่า "มีใครบ้างที่มีชีวิตอยู่แล้วจะไม่พบกับความตาย"

ในวันพุธรับเถ้า พระศาสนจักรเริ่มต้นการเข้าเงียบประจำปี หรือเทศกาลมหาพรต 40 วัน โดยการเจิมเถ้าเสกบนหน้าผากของเรา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการพลีกรรม เถ้าที่ย้ำเตือนให้เราระลึกถึงจุดเริ่มต้นและจุดจบของเราว่า "มนุษย์เอ๋ย จงจำไว้ว่าเจ้าคือผงคลีดิน และจะต้องกลับกลายเป็นผงคลีดิน"

พระศาสนจักรไม่ได้ต้องการทำลายความสุขของเรา แต่ต้องการมอบความชื่นชมยินดีที่ยั่งยืนกว่าให้กับวันเวลาของเราต่างหาก โดยการวางคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตไว้ตรงหน้าเรา เป็นตาชั่งที่คอยรักษาสมดุลของทุกสิ่งทั้งเล็กและใหญ่ และชีวิตของเราก็ถูกรักษาสมดุลและประเมินค่าด้วยความตายนั่นเอง

ทุกสิ่งที่เราทำสำเร็จล้วนถูกวัดด้วยมาตรฐานสองด้าน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมักถูกมองจากมุมมองสองฝั่งที่ตรงข้ามกัน แนวคิดต่างๆ มักมาเป็นคู่เพื่อรักษาสมดุลซึ่งกันและกัน เราจะเห็นคุณค่าของสุขภาพที่ดีมากขึ้นก็ต่อเมื่อเราเพิ่งหายป่วย เรารับรู้ถึงความเลวร้ายได้ก็เพราะเรามีความรู้เรื่องความดีงาม เราจะรู้สึกว่าความยากจนเป็นภาระที่หนักอึ้งมากขึ้นหากเราเคยเสวยสุขกับความร่ำรวยมาก่อน ความสุขช่วยบรรเทาความเศร้า ในขณะที่รอยยิ้มก็ถูกเจือด้วยคราบน้ำตา เมื่อวานเราเฉลิมฉลอง วันนี้เราจำศีลอดอาหาร เราจะสามารถประเมินการกระทำแต่ละอย่างได้ดีขึ้น หากเราชั่งน้ำหนักและประเมินมันด้วยมาตรฐานทั้งสองด้าน ทั้งในมุมที่สุขใจและมุมที่เจ็บปวด

เรารักการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ว่าชีวิตในตัวมันเองเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหนมากมายนักเมื่อเสน่ห์ของมันจางหายไป เมื่อความสดใสในวัยเยาว์หรือความสง่างามในวัยกลางคนถูกบดบังด้วยกางเขนอันหนักอึ้ง ถึงกระนั้น เราก็ยังคงเดินหน้าต่อไปสู่การหลับใหลที่เป็นบทสรุปของชีวิต วันนี้พระศาสนจักรต้องการนำเสนอความคิดเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตที่คุ้มค่า การมีชีวิตที่ทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งและทะนุถนอมมันอย่างดี เข้าใจถึงความรับผิดชอบของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะที่ด้านหลังของฉากชีวิต พระศาสนจักรได้ทิ้งฉากสีดำสนิทลงมา และบนฉากนั้นก็คือภาพตัวแทนของความตาย ความคิดนี้เองที่ช่วยให้ชีวิตรักษาสมดุลไว้ได้ เพราะเมื่อเราก้าวข้ามฉากนั้นไปแล้ว จะไม่มีการหวนกลับมาอีก

เป็นความคิดที่น่าเศร้าสำหรับการเริ่มต้นเทศกาลมหาพรตใช่ไหม แน่นอน แต่มันก็เป็นความคิดเรื่องความตายนี่แหละ ที่นำคนบาปให้กลับใจ และนำพานักบุญไปหาพระเจ้า ความตายคือสิ่งที่ทำให้ความอยุติธรรมทั้งปวงในชีวิตกลับมาเท่าเทียมกัน และเป็นจุดสิ้นสุดของความโศกเศร้าและความเจ็บปวด ความคิดที่ดูมืดมนนี้เองที่นำเราไปสู่ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตอย่างดี การทำงานหรือการเผชิญความทุกข์ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะเรากำลังทำเพื่อพระเจ้า ผู้ประพันธ์เพลงสดุดีย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า "จงระลึกถึงวาระสุดท้ายของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่มีวันทำบาป"

ลองมองชีวิตโดยมีฉากหลังเป็นความตายดูสิ คุณพอใจกับชีวิตที่คุณมีอยู่ พอใจกับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้ และวิธีที่คุณใช้ชีวิตนั้นหรือไม่ คุณรู้สึกว่าพระองค์พอพระทัยหรือเปล่า หากค่ำคืนนี้พรากคุณไปจากชีวิต จะมีมิตรแท้คนไหนฝังร่างคุณลงหลุมและเขียนข้อความเหนือหลุมศพของคุณว่า "ขอบคุณสำหรับชีวิต และจากไปอย่างสงบ" ได้บ้างหรือไม่ ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตจะโดดเด่นที่สุดเมื่ออยู่บนฉากหลังของความตาย หรือคุณจะร้องขอเวลาเพิ่มเพื่อจะได้ทิ้งผลงานที่ยั่งยืนไว้ ขอเวลาเพื่อสร้างความหวังที่พังทลายในชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมขึ้นมาใหม่ ขอเวลาสำหรับโอกาสอีกสักครั้งที่จะทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นความหวังที่คุณเคยมีเมื่อตอนเริ่มต้นชีวิต แต่ก็คงมีเพียงเสียงสะท้อนตอบกลับมาว่า "คืนนี้พวกเขาจะมาเอาวิญญาณของเจ้าไป" ดังนั้น จงใช้ชีวิตในแบบที่คุณจะไม่ต้องหวาดกลัวความตายเลย

คำถามชวนคิด

1. มองความตายให้เป็น "นาฬิกาปลุก"

คนวัยเยาว์มักคิดว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัวและน่ากลัว แต่ถ้าเราลองมองมุมใหม่ว่า ความตายคือ "ตัวเตือนเวลา" ที่คอยสะกิดบอกว่าชีวิตเรามีเวลาจำกัด คิดว่าความจริงข้อนี้จะช่วยเปลี่ยนวิธีที่เราใช้เวลาในแต่ละวัน เช่น การแบ่งเวลาเล่นโซเชียล การใส่ใจคนในครอบครัว หรือการลงมือทำตามความฝัน ให้คุ้มค่าและมีความหมายมากขึ้นได้อย่างไร

2. บทละครชีวิตที่ไม่อยากขอ "แก้ตัว"

บทความนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ถ้าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของชีวิต เราจะรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ทำมาทั้งหมดหรือยัง ถ้าลองจินตนาการว่าชีวิตคือบทละครหนึ่งเรื่อง ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะปรับเปลี่ยนการกระทำหรือคำพูดกับคนรอบข้างอย่างไรบ้าง เพื่อให้ตอนจบของละครเรื่องนี้ เราสามารถบอกตัวเองได้เต็มปากว่า "ฉันทำดีที่สุดแล้วและไม่มีอะไรต้องเสียดายเลย"

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

ท่านกำลังอ่าน

“ ความตาย ”