Skip to main content
Other Articles
คาทอลิก ใช้โซเชียลอย่างไร ไม่ให้เสียศูนย์?
 
ในฐานะผู้จัดการฝ่ายสื่อสารที่ต้องดูแลบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เป็นงานประจำ ฉันต้องพยายามและเรียนรู้วิธีการจัดการเวลาที่ใช้บนสื่อสังคมออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าตื่นเต้นและพัฒนาอยู่เสมอสำหรับการแบ่งปันและรับข่าวสาร แต่ฉันก็พบว่าสื่อสังคมออนไลน์สามารถสูบพลังงานและทำให้ฉันละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปได้เช่นกัน

ในช่วงปีที่ผ่านมา ฉันสังเกตว่าตัวเองใช้เวลาตั้งแต่สี่ชั่วโมงขึ้นไปต่อวันไปกับสื่อสังคมออนไลน์และการท่องอินเทอร์เน็ต ฉันเห็นชัดเจนว่าชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของฉันกำลังได้รับผลกระทบ ดังนั้นในช่วงเทศกาลมหาพรตที่ผ่านมา ฉันจึงตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อจัดการกับความไม่สมดุลดังกล่าว ฉันรู้ดีว่าตนเองยังจำเป็นต้องใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการทำงาน และในที่สุดฉันก็ได้ค้นพบวิธีแก้ปัญหา

ด้วยการใช้การตั้งค่าจำกัดเวลาหน้าจอและโหมดห้ามรบกวนบนโทรศัพท์มือถือ ฉันพบว่าตัวเองสามารถจำกัดเวลาการเสพสื่อสังคมออนไลน์ไว้ที่หนึ่งชั่วโมงต่อวันได้ เวลาที่เหลือจากการจัดสรรเพื่อการทำงาน ฉันสามารถนำไปใช้กับสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวได้ ซึ่งในแต่ละวัน ฉันมักจะใช้เวลา 45 นาที หรือเต็มหนึ่งชั่วโมงไปกับการทำงานเพียงอย่างเดียว

ฉันเริ่มตระหนักและรู้สึกยินดีที่ได้ใช้เวลาไปกับสิ่งอื่นๆ อย่างเกิดประโยชน์มากขึ้น ฉันใช้เวลาที่เหลือไปกับการสวดภาวนาเพิ่มเติม การอ่านหนังสือ การไปวัด การพูดคุยกับเพื่อนฝูง และกิจกรรมที่น่ารื่นรมย์อื่นๆ สมองของฉันไม่รู้สึกขุ่นมัวและกระจัดกระจายไปด้วยข้อมูลสุ่มๆ ที่มักจะทำให้ฉันหลงทางจากเป้าหมายส่วนตัว เป้าหมายทางอาชีพ และเป้าหมายทางจิตวิญญาณอีกต่อไป

หลังจบเทศกาลมหาพรต ฉันได้ยกเลิกการตั้งค่าจำกัดเวลาหน้าจอและโหมดห้ามรบกวนบนโทรศัพท์เนื่องจากมีงานในช่วงเย็น แต่หลังจากนั้น ฉันก็กลับมาเปิดใช้งานมันอีกครั้ง ประสบการณ์ของการทบทวนตัวเองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในครั้งนี้ ทำให้ฉันระลึกได้ว่าทำไมพระเจ้าจึงประทานพระบัญญัติให้แก่เรา นั่นก็เพื่อปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากบาป และเพื่อเปิดโอกาสให้เรากลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในแบบที่พระองค์ทรงสร้างให้เราเป็น ด้วยการตระหนักรู้ในตนเองที่มากขึ้นและการกำหนดขอบเขตให้ตัวเอง เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ดีได้ดียิ่งขึ้น

ต่อไปนี้คือคำถามเชิงลึกเพื่อการพิจารณา ซึ่งฉันพบว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยประเมินเวลาที่ใช้ไปบนสื่อสังคมออนไลน์:

(1) คุณใส่ใจและอยู่กับคนรอบข้าง
   ในขณะนั้นหรือไม่?

การที่ผู้คนก้มหน้าใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็นแนวโน้มที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น และนับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราควรเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นลง และมอบความสนใจรวมถึงเวลาให้กับคนที่อยู่ตรงหน้าเรา การอยู่กับคนที่เราร่วมใช้เวลาด้วยแบบต่อหน้าอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าเรากำลังลงทุนในความสัมพันธ์และให้การยืนยันในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา การอยู่กับคนรอบข้างอย่างแท้จริง ถือเป็นการเคารพและเชิดชูศักดิ์ศรีของพวกเขา

(2) คุณปล่อยให้สื่อสังคมออนไลน์
    ทำให้คุณไขว้เขวจากพระเจ้า
       และคนอื่นๆ ในชีวิตหรือไม่?

คุณติดนิสัยเช็กโทรศัพท์ทุกๆ สองสามนาที หรือรู้สึกเหมือนโทรศัพท์สั่นเตือนทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรแจ้งเตือนหรือเปล่า? คุณเคยเลื่อนดูฟีดสื่อสังคมออนไลน์ไปเรื่อยๆ อย่างอัตโนมัติ หรือดำดิ่งไปกับการค้นหาอินเทอร์เน็ตและวิดีโอจนมารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปหนึ่ง สาม หรือหลายชั่วโมงแล้วหรือไม่? การพึ่งพาโทรศัพท์เช่นนี้สร้างความไขว้เขวอย่างมากในชีวิต และทำให้เราอ่อนแอต่อการถูกล่อลวง เราควรพยายามเปิดรับความเงียบสงบเพื่ออยู่กับตัวเองและกับพระเจ้า ด้วยการจัดสรรเวลาเพื่อปลีกวิเวกอยู่กับพระเจ้าในการสวดภาวนา หรือให้เวลาตัวเองได้ทำสิ่งสร้างสรรค์ เราจะได้รับรู้ถึงเส้นทางที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เรา และรับรู้ว่าพระองค์ทรงเรียกให้เรามอบความรักของตนเองแก่ผู้อื่นได้อย่างไร

(3) ถามตัวเองว่า
  "คุณจำเป็นต้องแชร์ช่วงเวลานี้จริงๆ หรือ?"

ด้วยการที่เราสามารถเข้าถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวันอย่างเจาะลึกได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ดูเหมือนว่าเราจะสูญเสียความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวและความถ่อมตนไป ก่อนจะโพสต์เนื้อหาใดลงบนโลกออนไลน์ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของช่วงเวลานั้นๆ หากมีครอบครัว เพื่อน หรือคนสำคัญอยู่ในภาพหรือเนื้อหา ลองสอบถามพวกเขาดูก่อนว่าเหมาะสมที่จะโพสต์หรือไม่ จงเคารพพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาและของคุณเอง ลองถามตัวเองดูว่าทำไมคุณถึงอยากโพสต์เนื้อหาที่ต้องการจะแชร์ และหมั่นตรวจสอบแรงจูงใจของคุณเองเสมอ

(4) คุณมองสื่อสังคมออนไลน์ว่า
   เป็นช่องทางที่ขโมยความสุขของคุณไป
   หรือเป็นช่องทางสำหรับแบ่งปันความชื่นชมยินดี?

คำกล่าวที่ว่า "การเปรียบเทียบคือหัวขโมยความสุข" นั้นเป็นความจริงอย่างยิ่ง การเปรียบเทียบตัวเราเอง ทรัพย์สิน รูปร่างหน้าตา หน้าที่การงาน ความมั่งคั่ง และความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น จะขัดขวางไม่ให้เรารู้สึกขอบคุณสำหรับพระพรที่เราได้รับ และอาจทำให้เราหลงทางจากเป้าหมายส่วนตัวได้ การขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งดีๆ อย่างน้อยวันละหนึ่งสิ่ง จะช่วยปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งความชื่นชมยินดี ทำให้เราสามารถเฉลิมฉลอง เรียนรู้ และรู้สึกมีความสุขไปกับคนรอบข้างได้

(5) คุณรู้สึกโดดเดี่ยว
   เมื่อใช้เวลาบนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่?

สื่อสังคมออนไลน์อาจเป็นช่องทางที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมต่อกับชุมชนคาทอลิก โดยส่วนตัวแล้ว ฉันชอบการพูดคุยและมิตรภาพที่เติบโตขึ้นจากในกลุ่มเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวังการถูกล่อลวงให้กลายเป็น "ฤๅษีเทคโนโลยี" ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนไว้ในสาส์นเนื่องในวันสื่อสารมวลชนโลกปี 2019 หรือการโพสต์เพียงเพื่อยอดไลก์บนอินสตาแกรม ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นที่เห็นแก่ตัว

(6) คุณปฏิบัติต่อผู้อื่น
   บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างไร?

สิ่งที่เราพูดบนสื่อสังคมออนไลน์และในช่องแสดงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตนั้นมีความสำคัญ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงสนับสนุนให้คริสตชนคาทอลิกดำเนินชีวิตตามความเชื่อผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ในฐานะพระกายของพระคริสตเจ้า ด้วยการให้การต้อนรับผู้อื่น ตามแนวทางด้านสื่อสังคมออนไลน์ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐอเมริกา (USCCB) เราในฐานะพระศาสนจักรสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ ให้ความเคารพ เสวนา และสร้างความสัมพันธ์ที่ซื่อสัตย์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการสร้าง 'มิตรภาพที่แท้จริง' ด้วยการดำเนินชีวิตตามความเชื่อผ่านแบบอย่างในการส่งมอบความรักแก่ผู้อื่นบนสื่อสังคมออนไลน์จากโพสต์และความคิดเห็นของเรา เรากำลังเปิดเผยให้ผู้อื่นได้เห็นถึงพระคริสตเจ้า
 
 
จาก... Balancing Social Media Use with Our Faith Lives

by Dana Edwards