Skip to main content
Articles
3 เครื่องหมายที่บอกว่า "เราเป็นของพระเจ้า"

บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว
มธ 22:15-21

ครั้งนั้น ชาวฟาริสีปรึกษากันเพื่อจับผิดพระวาจาของพระเยซูเจ้า จึงส่งศิษย์ของตนพร้อมกับคนที่นิยมกษัตริย์เฮโรดมาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนเที่ยงตรง สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง โดยไม่ลำเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร ดังนั้น โปรดบอกเราเถิดว่า ท่านมีความเห็นว่าการเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์เป็นการถูกต้องหรือไม่” พระเยซูเจ้าทรงหยั่งรู้เจตนาร้ายของเขา จึงตรัสว่า “พวกคนเจ้าเล่ห์ เจ้ามาทดลองเราทำไม จงนำเงินที่ใช้เสียภาษีมาให้ดูสักเหรียญหนึ่ง” เขาก็นำเงินเหรียญมาถวาย พระองค์จึงตรัสถามว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาตอบว่า “เป็นของพระจักรพรรดิซีซาร์” พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”

 

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงให้หลักเกณฑ์อันลึกซึ้งเกี่ยวกับตัวตนและการเป็นเจ้าของ เมื่อมีคนนำเหรียญเงินมาถามพระองค์ พระองค์ทรงถามกลับว่า “รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร?” เมื่อเขาทอบว่าเป็นของซีซาร์ พระองค์จึงตรัสว่า “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้า”

เหรียญเงินถูกประทับตราด้วยรูปของประมุขทางโลก แต่ตัวเราและวิญญาณของเรานั้น ถูกเนรมิตสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า เราไม่ได้เป็นของโลกใบนี้ ไม่ได้เป็นของความวิตกกังวล หรือความสำเร็จที่ประตักประตอย แต่เราเป็นของพระเจ้า

การพูดด้วยปากว่า “ฉันเป็นของพระเจ้า” นำมาซึ่งความอุ่นใจ แต่คำถามสำคัญคือ ในชีวิตประจำวันของเรา มีเครื่องหมายอะไรบ้างที่พิสูจน์ว่าเราเป็นของพระองค์จริง ๆ?

เราสามารถมองเห็นเครื่องหมายแห่งการเป็นของพระเจ้าได้ผ่าน 3 สภาวะในหัวใจของเรา ดังนี้ครับ:

1. สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข 

"ความสุขตื้น ๆ" หรือ "ความสุขลึกซึ้งในดวงวิญญาณ"

“พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” — (สดุดี 23:1)

ความสุขในชีวิตเราแบ่งออกเป็นสองประเภทอย่างชัดเจน:

  • ความสุขชั่วคราวทางโลก: เกิดจากการตอบสนองอีโก้ ปล่อยตัวตามกิเลส หรือความต้องการเอาชนะ เช่น การได้แก้แค้น การนินทา หรือความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยาม สิ่งเหล่านี้ให้ความสะใจเพียงแวบเดียว แต่จะทิ้งความว่างเปล่าและความกังวลไว้ในใจ
  • ความสุขที่ลึกซึ้งในดวงวิญญาณ: เกิดจากการดำเนินชีวิตตามพระคุณ (Grace) ของพระเจ้า เช่น การเลือกที่จะ ให้อภัย แทนการแก้แค้น ในตอนแรกอาจขัดกับใจเรา แต่นำมาซึ่งสันติสุขที่แท้จริงและเบาสบายในจิตวิญญาณ

คนที่เป็นของพระเจ้าไม่ได้มีความสุขเพราะมีทุกสิ่งในโลก แต่มีความสุขเพราะรู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดู หัวใจจึงอิ่มเอม วางใจ และขอบพระคุณพระองค์ได้ในทุกสถานการณ์

 

2. สิ่งที่ทำให้เรามีความทุกข์

"ความทุกข์เพราะกิเลส" หรือ "การแบกกางเขน"

“ถ้าผู้ใดอยากตามเรามา ก็จงปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตนทุกวันและตามเรามา” — (ลูกา 9:23)

การที่เราต้องเหน็ดเหนื่อยหรือดิ้นรน ไม่ได้แปลว่าพระเจ้าทิ้งเรา แต่มักเป็นเครื่องหมายสำคัญว่า เรากำลังเดินอยู่บนทางของพระองค์ ผ่านสองมิติสำคัญ:

  1. ภาระหน้าที่ของการเป็นคริสตชน: การทำมาหากินด้วยความสุจริตในโลกที่คดโกง การเป็นพ่อแม่ที่อดทน การซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิต และการยึดมั่นในความถูกต้อง แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่นี่คือ น้ำหนักของกางเขนที่เราแบกด้วยความรัก
  2. การต่อสู้กับสิ่งล่อลวง: การที่เราต้องสู้กับความบาปและความบกพร่องในตนเองอยู่เสมอ พิสูจน์ว่า จิตวิญญาณของเรายังมีชีวิตและกำลังต่อสู้เพื่อพระเจ้า เพราะโจรจะไม่เสียเวลาว่างวนงัดบ้านที่ไม่มีทรัพย์สมบัติ แต่มารจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อดึงคนที่ "เป็นของพระเจ้า" ให้หลุดออกจากทางของพระองค์

ความทุกข์ทางโลกทำให้เราขมขื่นและโดดเดี่ยว แต่ความทุกข์ของการแบกกางเขนตามพระเยซูเจ้า จะชำระจิตใจเราให้บริสุทธิ์และนำเราไปสู่ความยินดีแห่งการคืนชีพ

3. สิ่งที่เราโหยหาอยู่เสมอ

 "หัวใจที่ยังแสวงหาการเติบโต"

“จิตใจของข้าพเจ้าโหยหาพระยาห์เวห์” — (สดุดี 84:2)

เคยสังเกตไหมครับว่า ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จเพียงใด มีทรัพย์สินหรือความสะดวกสบายมากแค่ไหน ในลึก ๆ ของหัวใจเราจะยังรู้สึกเหมือน “มีบางอย่างขาดหายไปเสมอ” และยังมีพื้นที่ว่างที่รอการเติมเต็มอยู่ตลอดเวลา

นั่นไม่ได้แปลว่าชีวิตเราล้มเหลว แต่นี่คือ "ความโหยหาอันศักดิ์สิทธิ์" ที่พระเจ้าประทานไว้ในใจเรา

  • ชีวิตของคนที่เป็นของพระเจ้า คือการเดินทางไกลที่ต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เรายังมีพื้นที่ให้รักมากขึ้น ให้อภัยได้ลึกซึ้งขึ้น และรู้จักพระองค์มากขึ้นเสมอ
  • นักบุญออกัสตินเคยกล่าวไว้ว่า “ใจของข้าพเจ้าจะไม่มีวันสงบระงับ จนกว่าจะได้พักอาศัยอยู่ในพระองค์”

ความรู้สึกเหมือนยังขาดอะไรบางอย่าง จึงเป็นเครื่องเตือนใจอันอ่อนโยนว่า โลกนี้ไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเรา และจิตวิญญาณของเราจะไม่หยุดแสวงหา จนกว่าจะได้กลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์

บทสรุปและบทภาวนา

พี่น้องที่รัก การเป็นของพระเจ้าไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้ง แต่คืออิสรภาพและสันติสุขที่แท้จริง

  • ในยาม มีความสุข — ขอให้เราวางใจในพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้เลี้ยง
  • ในยาม มีความทุกข์ — ขอให้เราแบกกางเขนด้วยความอดทนและเคียงข้างพระองค์
  • ในยามที่ หัวใจโหยหา — ขอให้เราก้าวเดินต่อไปในเส้นทางแห่งความเชื่อและการเติบโต

 

“ข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นพระบิดา

พระองค์ทรงเนรมิตสร้างข้าพเจ้าทั้งหลายขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ และทรงตีตราประทับไว้ในดวงวิญญาณว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นของพระองค์

ในยามมีความสุข โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าทั้งหลายหลงเพลิดเพลินไปกับความสุขชั่วคราว การเอาชนะ หรือกิเลสตัณหา แต่ขอให้พบความสุขที่แท้จริงจากการเดินตามพระเกรซ การให้อภัย และการวางใจในพระองค์

ในยามมีความทุกข์  โปรดประทานกำลังแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในการแบกกางเขนประจำวัน ทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบ และการต่อสู้กับสิ่งล่อลวง ขอให้จำไว้เสมอว่าการดิ้นรนนี้จะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

ในยามที่หัวใจโหยหา เมื่อรู้สึกว่ายังมีบางสิ่งขาดหายไป โปรดอย่าให้ข้าพเจ้าทั้งหลายแสวงหาการเติมเต็มจากสิ่งของทางโลก แต่ขอให้ความโหยหานั้นดึงดูดข้าพเจ้าทั้งหลายให้เติบโตในความรักของพระองค์ทุก ๆ วัน

ในมิสซาวันนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายดวงใจ ชีวิต ความสุข ความทุกข์ และอนาคต คืนกลับไปเป็นของพระองค์ เพื่อให้ชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นของพระเจ้าอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ขอพึ่งพระบารมีพระเยซูคริสตเจ้า พระบุตรผู้ทรงชีวิตและเรืองฤทธิ์ ร่วมกับพระจิตเจ้า ตลอดนิรันดร

อาแมน”

3 เครื่องหมายที่บอกว่า "เราเป็นของพระเจ้า"

 

Fr Mบทความโดย 
บาทหลวง วรวุฒิ สารพันธุ์ C.Ss.R. JCL


Catholic Priest & Canonist  |  Author & Administrator  | Faith4Thai.com
*juris canonici licentiatus หรือ JCL เป็นปริญญาทางกฏหมายพระศาสนจักร
Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.FaceBook: Worawut Saraphan  |   Iine ID: mcssrsp