แม้แต่ปีศาจก็ยังมาที่อาร์ส อันที่จริงมันมีเหตุผลของมัน วันหนึ่ง มันได้ตะโกนบอกเจ้าอาวาสผ่านปากของผู้หญิงที่ถูกผีสิงว่า "แกทำให้ข้าทรมานเหลือเกิน! หากบนโลกนี้มีผู้ชายแบบแกแค่สามคน อาณาจักรของข้าคงพินาศย่อยยับ" คุณพ่อเวียนเนย์กำลังเอาชนะปีศาจจอมหยิ่งยโสด้วยการช่วยวิญญาณให้รอดเป็นจำนวนมาก อาณาจักรสวรรค์ดูเหมือนจะเติบโตเร็วกว่าอาณาจักรนรก ด้วยความคับแค้นใจ ปีศาจมักจะคำรามเหมือนวัวกระทิง ขู่เหมือนหมี หรือคำรามเหมือนสุนัขเพื่อพยายามข่มขู่เจ้าอาวาส มันจะตะโกนด้วยน้ำเสียงที่น่าสะพรึงกลัวว่า "เวียนเนย์! เวียนเนย์! ไอ้คนกินมันฝรั่ง! แกยังไม่ตายอีกหรือ! ข้าจะต้องจัดการแกให้ได้"
"ปีศาจ" ตามที่คุณพ่อตังเกอเรย์กล่าวไว้ "อิจฉาอิทธิพลของพระเจ้าที่มีต่อวิญญาณของบรรดานักบุญ มันจึงพยายามใช้อำนาจครอบงำหรือพูดให้ถูกคือการกดขี่มนุษย์ บางครั้งมันจะปิดล้อมวิญญาณจากภายนอกด้วยการโจมตีผ่านการประจญที่น่าสยดสยอง (ซึ่งเรียกว่าการถูกปีศาจรังควาน) ปีศาจสามารถโจมตีประสาทสัมผัสภายนอกทั้งหมดได้ เช่น ประสาทสัมผัสการได้ยิน โดยทำให้ได้ยินคำพูดหรือบทเพลงที่ลบหลู่พระเจ้าหรือลามกอนาจาร หรือสร้างเสียงที่น่าสะพรึงกลัว ดังเช่นที่เจ้าอาวาสแห่งอาร์สผู้ศักดิ์สิทธิ์เคยประสบในบางครั้ง" (จากหนังสือชีวิตฝ่ายจิตของคุณพ่ออดอล์ฟ ตังเกอเรย์)
เป็นเวลาประมาณสามสิบห้าปี (ค.ศ. 1824 - 1858) ที่ปีศาจพยายามทำให้เจ้าอาวาสท้อแท้ในงานช่วยวิญญาณอย่างสูญเปล่า ปีศาจต้องพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ เช่นเดียวกับลมที่พัดกระพือเปลวไฟให้ลุกโชนสว่างไสวมากขึ้น การสำแดงอำนาจของปีศาจเหล่านั้น แทนที่จะดับความพยายามของเจ้าอาวาส กลับยิ่งจุดประกายความกระตือรือร้นของท่านให้ลุกโชนยิ่งขึ้นไปอีก
ในตอนแรก เจ้าอาวาสคิดว่าฝูงหนูได้บุกเข้ามาในบ้านพักพระสงฆ์ ท่านจึงวางโกยส้อมไว้ใกล้หัวเตียง เมื่อตกกลางคืน เสียงประหลาดก็ตามมา ดูเหมือนว่าพวกหนูจะกัดฉีกม่านเตียงของท่านจนขาดวิ่น แต่เมื่อถึงตอนเช้า ท่านกลับพบว่าม่านทุกผืนยังคงอยู่ในสภาพเดิม ไม่นานนัก เจ้าอาวาสก็เริ่มกลัวที่จะอยู่คนเดียวในตอนกลางคืน ท่านจึงชวน แอนดรูว์ แวร์แชร์ ชายหนุ่มร่างบึกบึนในหมู่บ้านมาพักที่บ้านพักกับท่าน แต่เขาอยู่ได้เพียงคืนเดียวเท่านั้น พอถึงเวลาตีหนึ่ง ลูกบิดและกลอนประตูหน้าก็ถูกเขย่าอย่างรุนแรง จากนั้นก็มีเสียงทุบประตูดังสนั่นเหมือนถูกฟาดด้วยกระบอง ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมเหมือนเกวียนหลายคันวิ่งดังก้องไปทั้งบ้านพัก เจ้าอาวาสเล่าในภายหลังว่า "แวร์แชร์ผู้น่าสงสารตัวสั่นเทาด้วยความกลัว แม้เขาจะกำปืนไว้ในมือ แต่เขาก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองมีปืนอยู่"
ไม่นานนัก เจ้าอาวาสก็ตระหนักถึงต้นตอที่แท้จริงของความวุ่นวายนี้ ท่านยอมรับกับพระสังฆราชว่า "พ่อได้ข้อสรุปว่ามันคือปีศาจ เพราะพ่อรู้สึกกลัว พระเจ้าผู้ประเสริฐไม่เคยทำให้เราหวาดกลัว" เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนั้น เจ้าอาวาสจึงให้ผู้คุ้มกันกลับไป โยนโกยส้อมทิ้ง และเตรียมตัวเผชิญหน้ากับปีศาจเพียงลำพังด้วยความเชื่อที่เข้มแข็งเพื่อต่อต้านศัตรู อาวุธของท่านคือพระธาตุจำนวนมากที่บรรจุในผอบเงินใบใหญ่ การสวดภาวนา การทำเครื่องหมายมหากางเขน และถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยามปีศาจ เพื่อทำให้สถานการณ์ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ท่านได้ตั้งชื่อเล่นให้ปีศาจว่า "กรับแป็ง" คำตอบเรียบง่ายของท่านสำหรับคนที่มาถามก็คือ "คนเราชินกับทุกเรื่องได้นะเพื่อนเอ๋ย เจ้ากรับแป็งกับพ่อแทบจะกลายเป็นสหายกันไปแล้ว"
เจ้ากรับแป็งมีงานต้องทำ และมันก็ทำตามนั้น ทุกค่ำคืนมันจะมาหาเจ้าอาวาส คอยก่อกวนท่านด้วยเสียงดังอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด เสียง เสียง แล้วก็เสียง นั่นคืออาวุธลับของมัน มันทำเสียงเหมือนค้อนตอกตะปูลงบนพื้นไม้ เคาะโต๊ะ และร้องเพลงเสียงแหลมแสบแก้วหู "เจ้ากรับแป็งเสียงน่าเกลียดมากจริงๆ" เจ้าอาวาสกล่าวติดตลกหน้าตาย บางครั้งท่านจะรู้สึกเหมือนมีมือมาลูบใบหน้า หรือมีฝูงหนูวิ่งพล่านไปตามตัว บางทีท่านก็ถูกกระชากตกลงจากเตียง แล้วบางครั้งท่านก็รู้สึกว่าเตียงที่แข็งกระด้างกลับกลายเป็นเตียงที่นุ่มนวล ชวนหลงใหลและเย้ายวน บ้านพักพระสงฆ์ทั้งหลังดูเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของปีศาจพอๆ กับความมืดมิดของยามค่ำคืน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วิญญาณชั่วร้ายพยายามจุดไฟเผาเตียงของท่าน เจ้าอาวาสเพียงแค่กล่าวว่า "เจ้ากรับแป็งตัวร้าย! มันจับนกไม่ได้ มันก็เลยเผากรงทิ้งเสียเลย"
เพื่อนพระสงฆ์บางคนพูดเป็นนัยว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่จินตนาการของเจ้าอาวาสไปเอง บางคนถึงกับบอกว่า "สมองของท่านกำลังเล่นตลกกับท่านแล้วล่ะ!" อย่างไรก็ตาม ในเวลาไม่นานพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิด มีการเทศน์เนื่องในโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์ที่วัดใกล้เคียง และเจ้าอาวาสแห่งอาร์สก็ได้รับเชิญไปด้วย เนื่องจากระยะทางที่ไกล พระสงฆ์หลายรูปจึงพักค้างคืนที่นั่น รวมถึงคุณพ่อเวียนเนย์ด้วย หลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้ว ความเงียบสงัดในยามค่ำคืนก็ถูกทำลายลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงดังกึกก้องเหมือนเกวียนบรรทุกของหนักวิ่งผ่าน บ้านพักสั่นสะเทือน มีเสียงโวยวายดังขึ้นจากห้องของคุณพ่อเวียนเนย์ "เจ้าอาวาสแห่งอาร์สกำลังถูกฆ่า!" บรรดาพระสงฆ์รีบวิ่งไปที่ห้องของท่าน เปิดประตูพรวดพลาดเข้าไป แต่กลับพบว่าเจ้าอาวาสผู้แสนดีกำลังนอนพักผ่อนอย่างสงบอยู่บนเตียง "มันคือเจ้ากรับแป็งน่ะ" ท่านกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม "พ่อขอโทษด้วยที่ลืมเตือนพวกท่านล่วงหน้า แต่นี่เป็นสัญญาณที่ดีนะ พรุ่งนี้จะมีปลาตัวใหญ่มาติดร่างแห" และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ บรรดาพระสงฆ์จึงเชื่ออย่างสนิทใจ
ในไม่ช้า เจ้ากรับแป็งก็กลายเป็นเหมือนผู้นำสารมาบอกล่วงหน้าถึงการมาของคนบาปหนา เมื่อใดที่ปีศาจล่วงรู้ว่าคนบาปคนสำคัญกำลังจะกลับมาแก้บาป ด้วยความอิจฉา มันจะมาระบายความแค้นกับเจ้าอาวาสแห่งอาร์ส ครั้งหนึ่งหลังจากผ่านค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมจากนรก เจ้าอาวาสได้เปรยกับชาวบ้านคนหนึ่งว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในขณะนี้ กำลังมีคนบาปบางคนเดินทางมาที่อาร์ส" ปีศาจไม่มีวันชนะ และด้วยความขี้ขลาดของมัน ในที่สุดมันก็ค่อยๆ ล้มเลิกการมาเยือนในยามค่ำคืนไป นรกยังน่าอยู่กว่าความพ่ายแพ้ ไฟนรกยังแผดเผาน้อยกว่าศักดิ์ศรีที่แหลกสลาย ดังนั้นปีศาจจึงกลับลงสู่นรก และเจ้าอาวาสก็ยังคงเดินหน้าช่วยวิญญาณต่อไปที่อาร์ส
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com