ไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ เราก็ต้องทนทุกข์ มีบางคนที่ทนทุกข์เหมือนโจรกลับใจ และคนอื่นๆ เหมือนโจรใจร้าย ทั้งสองคนทนทุกข์เท่าๆ กัน แต่คนหนึ่งรู้วิธีที่จะทำให้ความทุกข์ทรมานของตนมีคุณค่า เขายอมรับมันด้วยจิตตารมณ์แห่งการชดใช้ และเมื่อหันไปหาพระเยซูเจ้าที่ถูกตรึงกางเขน เขาก็ได้รับถ้อยคำอันงดงามเหล่านี้จากพระโอษฐ์ของพระองค์ว่า “วันนี้ ท่านจะอยู่กับเราในสวรรค์” ในทางตรงกันข้าม อีกคนหนึ่งร้องตะโกน พ่นคำสาปแช่งและคำดูหมิ่นพระเจ้า และสิ้นใจไปในความสิ้นหวังอันน่าสะพรึงกลัวที่สุด การทนทุกข์มีสองวิธี คือ ทนทุกข์ด้วยความรัก และ ทนทุกข์โดยปราศจากความรัก บรรดานักบุญทนทุกข์ทุกสิ่งด้วยความยินดี ความอดทน และความเพียรพยายาม เพราะพวกท่านมีความรัก ส่วนพวกเรา เราทนทุกข์ด้วยความโกรธ ความหงุดหงิด และความเหนื่อยหน่าย เพราะเราไม่มีความรัก หากเรารักพระเจ้า เราก็จะรักกางเขน เราจะปรารถนามัน เราจะพึงพอใจในมัน... เราจะมีความสุขที่ได้มีโอกาสทนทุกข์เพื่อความรักต่อพระองค์ ผู้ทรงทนทุกข์เพื่อเราด้วยความรัก แล้วเราจะบ่นไปเพื่ออะไร? อนิจจา! คนต่างศาสนาผู้น่าสงสาร ซึ่งไม่มีความสุขที่ได้รู้จักพระเจ้าและความน่ารักอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ พวกเขาก็มีกางเขนแบบเดียวกับเรา แต่พวกเขาไม่มีการเล้าโลมใจแบบเดียวกับเรา ลูกบอกว่ามันยากหรือ? ไม่เลย มันง่าย มันให้ความบรรเทาใจ มันหอมหวาน มันคือความสุข เพียงแต่เราต้องมีความรักในขณะที่เราทนทุกข์ และทนทุกข์ในขณะที่เรามีความรัก
บนหนทางแห่งกางเขน ลูกเห็นไหมลูกเอ๋ย มีเพียงก้าวแรกเท่านั้นที่เจ็บปวด กางเขนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราก็คือความกลัวต่อกางเขนนั่นเอง... เราไม่มีความกล้าหาญที่จะแบกกางเขนของเรา และเราก็คิดผิดมหันต์ เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร กางเขนก็ยึดเราไว้แน่น เราไม่สามารถหนีพ้นมันไปได้ ถ้าเช่นนั้น เรามีอะไรต้องเสีย? ทำไมเราไม่รักกางเขนของเรา และใช้มันเพื่อนำเราไปสวรรค์ล่ะ? แต่ในทางตรงกันข้าม มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะหันหลังให้กางเขน และวิ่งหนีไปต่อหน้าพวกมัน ยิ่งพวกเขาวิ่งหนี กางเขนก็ยิ่งไล่ตาม ยิ่งมันโบยตีและบดขยี้พวกเขาด้วยภาระอันหนักอึ้ง... หากลูกเป็นคนฉลาด ลูกก็คงจะเดินเข้าไปหามันเหมือนนักบุญอันดรูว์ ผู้ซึ่งกล่าวเมื่อเห็นกางเขนที่เตรียมไว้สำหรับท่านและถูกยกขึ้นไปในอากาศว่า “ข้าขอวันทากางเขนผู้ประเสริฐ! โอ้ กางเขนอันน่าชื่นชม! โอ้ กางเขนอันน่าปรารถนา! จงรับข้าพเจ้าไว้ในอ้อมแขนของท่าน ดึงข้าพเจ้าออกจากหมู่มวลมนุษย์ และคืนข้าพเจ้าให้แก่พระอาจารย์ของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งไถ่กู้ข้าพเจ้าผ่านทางท่าน”
จงฟังสิ่งนี้ให้ดี ลูกเอ๋ย ผู้ที่เดินไปพบกับกางเขน ย่อมเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับกางเขน เขาอาจจะพบมัน แต่เขาก็ยินดีที่จะพบ เขารักมัน เขาแบกมันด้วยความกล้าหาญ กางเขนหลอมรวมเขาเข้ากับพระเยซูเจ้า มันชำระเขาให้บริสุทธิ์ มันปลดปล่อยเขาจากโลกนี้ มันขจัดอุปสรรคทั้งหมดออกจากหัวใจของเขา มันช่วยให้เขาผ่านพ้นชีวิตนี้ไปได้ เหมือนสะพานที่ช่วยให้เราข้ามน้ำได้... จงดูบรรดานักบุญสิ เมื่อพวกท่านไม่ถูกเบียดเบียน พวกท่านก็เบียดเบียนตนเอง วันหนึ่ง นักบวชที่ดีคนหนึ่งบ่นกับพระเยซูเจ้าว่าเขาถูกเบียดเบียน เขากล่าวว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำอะไรลงไปถึงต้องถูกกระทำเช่นนี้?” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “แล้วเราล่ะ เราได้ทำอะไรลงไปเมื่อเราถูกนำไปที่เขากัลวารีโอ?” เมื่อนั้น นักบวชก็เข้าใจ เขาร้องไห้ เขาขอขมา และไม่กล้าบ่นอีกเลย ชาวโลกจะเป็นทุกข์เมื่อมีกางเขน และคริสตชนที่ดีจะเป็นทุกข์เมื่อไม่มีกางเขน คริสตชนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางกางเขน เหมือนปลาที่อาศัยอยู่ในทะเล
จงดูนักบุญคาทารินาสิ เธอมีมงกุฎสองวง คือมงกุฎแห่งความบริสุทธิ์และมงกุฎแห่งการเป็นมรณสักขี ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร นักบุญองค์น้อยที่รัก ที่เลือกทนทุกข์ทรมานมากกว่าจะยินยอมทำบาป! เคยมีนักบวชคนหนึ่งที่รักความทุกข์ทรมานมากเสียจนเขาเอาเชือกตักน้ำจากบ่อมาผูกไว้รอบเอว เชือกเส้นนี้เสียดสีผิวหนังจนถลอก และค่อยๆ ฝังลึกลงไปในเนื้อ จนมีหนอนไชออกมา เพื่อนนักบวชของเขาขอให้ส่งตัวเขาออกจากคณะ เขาจากไปอย่างมีความสุขและยินดี เพื่อไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำหิน แต่ในคืนเดียวกันนั้น อธิการได้ยินพระเยซูเจ้าตรัสกับท่านว่า “เจ้าได้สูญเสียขุมทรัพย์แห่งบ้านของเจ้าไปแล้ว” จากนั้นพวกเขาก็ไปรับนักบุญผู้ประเสริฐท่านนี้กลับมา และพวกเขาต้องการเห็นว่าหนอนเหล่านี้มาจากไหน อธิการสั่งให้ถอดเชือกออก ซึ่งต้องใช้วิธีแหวกเนื้อออก ในที่สุดเขาก็หายเป็นปกติ
ใกล้ๆ นี้เอง ในเขตวัดเพื่อนบ้าน มีเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ร่างกายเต็มไปด้วยแผลพุพอง ป่วยหนัก และน่าสงสารมาก พ่อพูดกับเขาว่า “เด็กน้อยผู้น่าสงสารของพ่อ ลูกกำลังทรมานมากเลยนะ!” เขาตอบพ่อว่า “ไม่ครับคุณพ่อ วันนี้ผมไม่รู้สึกเจ็บเหมือนเมื่อวานแล้ว และพรุ่งนี้ผมก็จะไม่ทรมานกับความเจ็บปวดที่ผมมีในตอนนี้ครับ” “ลูกอยากจะหายป่วยไหม?” “ไม่ครับ ก่อนที่ผมจะป่วย ผมเป็นเด็กดื้อ และผมอาจจะเป็นแบบนั้นอีก ผมเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วครับ” เราไม่เข้าใจสิ่งนั้น เพราะเรายึดติดกับโลกมากเกินไป เด็กๆ ที่มีพระจิตเจ้าประทับอยู่ทำให้เราต้องรู้สึกละอายใจ
หากพระเจ้าผู้ประเสริฐทรงส่งกางเขนมาให้เรา เราก็ต่อต้าน เราบ่น เราพร่ำพรรณนา เรารังเกียจทุกสิ่งที่ขัดใจเราเสียจนเราอยากจะอยู่ในกล่องที่บุด้วยสำลีตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้วเราควรจะถูกจับไปอยู่ในกล่องที่เต็มไปด้วยหนาม เราไปสวรรค์ได้ก็ด้วยไม้กางเขน ความเจ็บป่วย การประจญ ความทุกข์ยาก ล้วนเป็นกางเขนมากมายที่นำเราไปสู่สวรรค์ ทั้งหมดนี้จะจบลงในไม่ช้า... จงดูบรรดานักบุญสิ ผู้ซึ่งไปถึงที่นั่นก่อนเรา... พระเจ้าผู้ประเสริฐไม่ได้เรียกร้องให้เราเป็นมรณสักขีทางร่างกาย พระองค์เพียงเรียกร้องให้เราเป็นมรณสักขีทางจิตใจ และทางความตั้งใจ... พระเยซูเจ้าคือแบบอย่างของเรา ให้เราแบกกางเขนของเรา และเดินตามพระองค์ไปเถิด ให้เราทำเหมือนทหารของนโปเลียน พวกเขาต้องข้ามสะพานภายใต้ห่ากระสุนปืนใหญ่ ไม่มีใครกล้าข้ามไป นโปเลียนถือธงประจำกองทัพ เดินนำหน้าข้ามไปก่อน และพวกเขาทั้งหมดก็ตามไป ให้เราทำเช่นเดียวกัน ให้เราเดินตามพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเสด็จล่วงหน้าเราไปแล้ว
วันหนึ่งมีทหารคนหนึ่งเล่าให้พ่อฟังว่า ระหว่างการสู้รบ เขาต้องเดินย่ำไปบนซากศพเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง แทบจะไม่มีที่ให้เหยียบเลย พื้นดินถูกย้อมไปด้วยเลือด ในทำนองเดียวกัน บนหนทางแห่งชีวิต เราก็ต้องเดินย่ำไปบนกางเขนและความทุกข์ยาก เพื่อจะไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่แท้จริงของเรา กางเขนคือบันไดสู่สวรรค์... ช่างเป็นความบรรเทาใจเสียนี่กระไร ที่ได้ทนทุกข์ภายใต้สายพระเนตรของพระเจ้า และสามารถกล่าวได้ในตอนเย็น เมื่อเราพิจารณามโนธรรมของเราว่า “มาเถิด วิญญาณของฉัน! วันนี้เจ้าได้มีความคล้ายคลึงกับพระเยซูคริสตเจ้าเป็นเวลาสองหรือสามชั่วโมง เจ้าได้ถูกเฆี่ยนตี ถูกสวมมงกุฎหนาม ถูกตรึงกางเขนร่วมกับพระองค์!” โอ้ ช่างเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าสำหรับชั่วโมงแห่งความตายเสียนี่กระไร! ช่างหอมหวานเหลือเกินที่จะตาย เมื่อเราได้ดำเนินชีวิตอยู่บนกางเขน! เราควรจะวิ่งตามหากางเขนเหมือนคนตระหนี่ที่วิ่งตามหาเงิน... ไม่มีสิ่งใดนอกจากกางเขนที่จะทำให้เราอุ่นใจในวันพิพากษา เมื่อวันนั้นมาถึง เราจะมีความสุขในความโชคร้ายของเรา ภาคภูมิใจในความอัปยศของเรา และร่ำรวยในการเสียสละของเรา!
หากมีคนพูดกับลูกว่า “ฉันอยากจะรวย ฉันต้องทำอย่างไร?” ลูกก็คงจะตอบเขาว่า “คุณต้องทำงาน” เอาล่ะ เพื่อที่จะไปสวรรค์ เราก็ต้องทนทุกข์ทรมาน พระเยซูเจ้าทรงแสดงหนทางให้เราเห็นในบุคคลของซีโมนชาวไซรีน พระองค์ทรงเรียกเพื่อนของพระองค์ให้แบกกางเขนของพระองค์ตามพระองค์ไป พระเจ้าผู้ประเสริฐทรงปรารถนาให้เราไม่ละสายตาจากไม้กางเขนเลย ดังนั้นมันจึงถูกตั้งไว้ทุกหนทุกแห่ง ริมถนน บนที่สูง ในจัตุรัสสาธารณะ เพื่อที่ว่าเมื่อเราเห็นมัน เราจะได้กล่าวว่า “ดูสิว่าพระเจ้าทรงรักเรามากเพียงใด!” ไม้กางเขนโอบกอดโลกไว้ มันถูกฝังไว้ที่มุมทั้งสี่ของโลก มีส่วนแบ่งของมันสำหรับทุกคน กางเขนอยู่บนหนทางสู่สวรรค์เหมือนสะพานหินที่งดงามทอดข้ามแม่น้ำ เพื่อใช้ข้ามไป คริสตชนที่ไม่ทนทุกข์ข้ามแม่น้ำสายนี้ด้วยสะพานที่เปราะบาง สะพานที่ทำจากเส้นลวด ซึ่งพร้อมที่จะพังทลายลงใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาเสมอ
ผู้ที่ไม่รักกางเขนอาจจะรอดพ้นได้ก็จริง แต่ด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เขาจะเป็นเพียงดวงดาวดวงเล็กๆ ในท้องฟ้า แต่ผู้ที่ได้ทนทุกข์และต่อสู้เพื่อพระเจ้าของเขา จะส่องประกายเหมือนดวงอาทิตย์ที่งดงาม กางเขนที่ถูกเปลี่ยนรูปด้วยเปลวไฟแห่งความรัก เปรียบเสมือนมัดหนามที่ถูกโยนเข้าไปในกองไฟ และถูกไฟเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน หนามนั้นแข็งกระด้าง แต่เถ้าถ่านนั้นอ่อนนุ่ม โอ้ วิญญาณที่อุทิศตนทั้งหมดเพื่อพระเจ้าจะสัมผัสได้ถึงความหอมหวานมากเพียงใดเมื่อต้องทนทุกข์ทรมาน! มันเหมือนกับส่วนผสมที่คนเราใส่น้ำมันลงไปเป็นจำนวนมาก น้ำส้มสายชูก็ยังคงเป็นน้ำส้มสายชู แต่น้ำมันจะช่วยลดความขมของมันลง จนแทบจะไม่รู้สึกถึงความขมนั้นเลย
หากลูกนำองุ่นชั้นดีไปใส่ในเครื่องคั้นไวน์ ก็จะได้น้ำองุ่นที่แสนอร่อย วิญญาณของเรา เมื่ออยู่ในเครื่องคั้นแห่งไม้กางเขน ก็จะให้น้ำผลไม้ที่ช่วยหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับมัน เมื่อเราไม่มีกางเขน เราก็แห้งแล้ง แต่หากเราแบกรับมันด้วยความยอมจำนน เราจะรู้สึกถึงความชื่นชมยินดี ความสุข และความหอมหวาน!... มันคือจุดเริ่มต้นของสวรรค์ พระเจ้าผู้ประเสริฐ พระนางพรหมจารีศักดิ์สิทธิ์ บรรดาทูตสวรรค์ และนักบุญ ต่างรายล้อมเราอยู่ พวกท่านอยู่เคียงข้างเรา และมองเห็นเรา การเดินทางไปสู่โลกหน้าของคริสตชนที่ดีซึ่งถูกทดลองด้วยความทุกข์ยาก เปรียบเสมือนการถูกหามไปบนเตียงกุหลาบ หนามส่งกลิ่นหอม และไม้กางเขนก็พ่นความหอมหวานออกมา แต่เราต้องบีบหนามนั้นไว้ในมือของเรา และกดไม้กางเขนให้แนบแน่นกับหัวใจ เพื่อที่พวกมันจะได้ปล่อยน้ำผลไม้ที่บรรจุอยู่ออกมา
ไม้กางเขนนำสันติภาพมาสู่โลก และมันต้องนำสันติสุขมาสู่หัวใจของเรา ความทุกข์ยากทั้งหมดของเรามาจากการที่เราไม่รักมัน ความกลัวต่อกางเขนยิ่งทำให้มันเพิ่มมากขึ้น กางเขนที่แบกอย่างเรียบง่าย และปราศจากการรักตัวเองที่ทำให้ปัญหาดูใหญ่เกินจริง จะไม่เป็นกางเขนอีกต่อไป การทนทุกข์อย่างสันติ จะไม่ใช่การทนทุกข์อีกต่อไป เราบ่นเรื่องความทุกข์ทรมาน! เราน่าจะมีเหตุผลให้บ่นมากกว่าหากเราไม่ได้ทนทุกข์ทรมาน เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราเป็นเหมือนพระเยซูเจ้าได้มากไปกว่าการแบกกางเขนของพระองค์ โอ้ ช่างเป็นการหลอมรวมกันอันงดงามของวิญญาณกับพระเยซูคริสตเจ้าของเรา โดยผ่านความรักและคุณงามความดีแห่งกางเขนของพระองค์! พ่อไม่เข้าใจเลยว่าคริสตชนจะเกลียดกางเขนและวิ่งหนีจากมันได้อย่างไร! นั่นเท่ากับว่าเขากำลังวิ่งหนีจากพระองค์ ผู้ทรงยอมให้ถูกตรึงบนนั้นและสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ในเวลาเดียวกันไม่ใช่หรือ?
อุปสรรคขัดขวางนำเราไปสู่แทบเชิงกางเขน และกางเขนก็นำเราไปสู่ประตูสวรรค์ เพื่อให้เราไปถึงที่นั่น เราต้องถูกเหยียบย่ำ เราต้องถูกทำให้ไร้ค่า ถูกดูหมิ่น ถูกบดขยี้... ไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่มีความสุข นอกเสียจากผู้ที่ได้เพลิดเพลินกับความสงบในจิตใจท่ามกลางความทุกข์ยากของชีวิต พวกเขาได้ลิ้มรสความชื่นชมยินดีของบรรดาบุตรของพระเจ้า... ความเจ็บปวดทั้งหมดล้วนหอมหวานเมื่อเราทนทุกข์ทรมานเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า... การทนทุกข์! มันมีความหมายอะไรหรือ? มันเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น หากเราสามารถไปใช้เวลาสักหนึ่งสัปในสวรรค์ เราคงจะเข้าใจคุณค่าของช่วงเวลาแห่งการทนทุกข์นี้ เราคงจะพบว่าไม่มีกางเขนใดที่หนักเกินไป ไม่มีการทดลองใดที่ขมขื่นเกินไป... กางเขนคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่บรรดาเพื่อนของพระองค์
ช่างงดงามเสียนี่กระไร ที่เราจะมอบถวายตัวเราเองทุกเช้าเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าผู้ประเสริฐ และยอมรับทุกสิ่งเพื่อเป็นการชดใช้บาปของเรา! เราต้องทูลขอให้มีความรักต่อกางเขน แล้วกางเขนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นความหอมหวาน
พ่อเคยลองทำมาแล้วสี่ถึงห้าปี พ่อถูกใส่ร้ายอย่างหนัก ถูกขัดขวางอย่างหนัก ถูกทำร้ายอย่างหนัก โอ้ พ่อมีกางเขนจริงๆ! พ่อมีกางเขนเกือบจะมากเกินกว่าที่พ่อจะแบกรับไหว! จากนั้นพ่อก็หันมาสวดขอความรักต่อกางเขน แล้วพ่อก็มีความสุข พ่อบอกกับตัวเองว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีความสุขใดเลยนอกจากสิ่งนี้! เราต้องไม่คิดว่ากางเขนมาจากไหน เพราะพวกมันมาจากพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานหนทางนี้ให้เราเพื่อพิสูจน์ความรักของเราที่มีต่อพระองค์เสมอ
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com