Skip to main content

“ พ่อเจ้าอาวาส แห่งอาร์ส “

บทที่ 20 คำสอนว่าด้วยคุณธรรมหลัก

 

ความรอบคอบแสดงให้เราเห็นว่าสิ่งใดเป็นที่พอพระทัยพระเจ้ามากที่สุด และมีประโยชน์ที่สุดต่อความรอดพ้นของวิญญาณของเรา เราต้องเลือกสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดเสมอ มีกิจการดีสองอย่างปรากฏขึ้นให้เราทำ อย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนที่เรารัก อีกอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนที่เคยทำร้ายเรา เอาล่ะ เราต้องเลือกให้ความสำคัญกับคนหลังก่อน ไม่มีคุณงามความดีใดๆ ในการทำความดี เมื่อความรู้สึกตามธรรมชาตินำพาเราให้ทำเช่นนั้น สุภาพสตรีท่านหนึ่ง ปรารถนาที่จะรับหญิงม่ายมาอยู่ด้วยเพื่อดูแล จึงได้ขอให้นักบุญอธานาซิอุสช่วยหาหญิงม่ายในหมู่คนยากจนให้เธอสักคน ในเวลาต่อมา เมื่อพบกับพระสังฆราช เธอได้ต่อว่าท่านว่าท่านปฏิบัติกับเธอไม่ดี เพราะผู้หญิงคนนี้เป็นคนดีเกินไป และไม่ทำให้เธอต้องเหน็ดเหนื่อยอะไรเลยที่จะช่วยให้เธอได้ไปสวรรค์ เธอจึงขอร้องให้ท่านหาคนใหม่มาให้เธอ นักบุญจึงเลือกคนที่แย่ที่สุดเท่าที่ท่านจะหาได้ เป็นคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียว ขี้บ่น และไม่เคยพอใจกับสิ่งที่คนอื่นทำให้เลย นี่คือวิธีที่เราต้องปฏิบัติ เพราะไม่มีคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ใดๆ ในการทำความดีต่อผู้ที่เห็นคุณค่าของมัน ผู้ที่ขอบคุณเราและกตัญญูต่อเรา

มีบางคนที่คิดว่าพวกเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีพอ พวกเขาทำตัวราวกับว่ามีสิทธิ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาไม่เคยพอใจกับสิ่งที่คนอื่นทำให้ พวกเขาตอบแทนทุกคนด้วยความเนรคุณ... เอาล่ะ! คนเหล่านั้นแหละคือผู้ที่เราควรให้ความสำคัญในการทำความดีให้ เราต้องมีความรอบคอบในทุกการกระทำของเรา และไม่แสวงหาความพึงพอใจของตนเอง แต่แสวงหาสิ่งที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าผู้ประเสริฐมากที่สุด สมมติว่าลูกมีเงินหนึ่งฟรังก์ที่ตั้งใจจะถวายเพื่อขอมิสซา แต่ลูกเห็นครอบครัวยากจนกำลังเดือดร้อนและต้องการขนมปัง มันดีกว่าที่จะให้เงินของลูกแก่ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ เพราะอย่างไรเสียพิธีบูชามิสซาก็ยังคงได้รับการถวาย พระสงฆ์จะไม่ละเว้นการทำมิสซาศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่คนยากจนเหล่านี้อาจจะหิวตายได้... ลูกอาจปรารถนาที่จะสวดภาวนาต่อพระเจ้าผู้ประเสริฐ โดยการใช้เวลาทั้งวันในวัด แต่ลูกคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์มากที่จะไปทำงานให้กับคนยากจนบางคนที่ลูกรู้จัก ซึ่งกำลังลำบากมาก นั่นย่อมเป็นที่พอพระทัยพระเจ้ามากกว่าการที่ลูกใช้เวลาทั้งวันอยู่หน้าตู้ศีลอันศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

ความรู้จักประมาณก็เป็นคุณธรรมหลักอีกประการหนึ่ง เราสามารถรู้จักประมาณในการใช้จินตนาการของเรา โดยไม่ปล่อยให้มันเตลิดไปไกลตามที่มันต้องการ เราสามารถรู้จักประมาณกับดวงตาของเรา รู้จักประมาณกับปากของเรา บางคนมักจะมีของหวานๆ และอร่อยๆ อยู่ในปากตลอดเวลา เราสามารถรู้จักประมาณกับหูของเรา โดยไม่อนุญาตให้มันฟังเพลงและการสนทนาที่ไร้ประโยชน์ รู้จักประมาณในการดมกลิ่น บางคนฉีดน้ำหอมมากเสียจนทำให้คนรอบข้างรู้สึกวิงเวียน รู้จักประมาณกับมือ บางคนมักจะล้างมือเสมอเมื่ออากาศร้อน และชอบลูบคลำสิ่งของที่นุ่มนวลเมื่อสัมผัส... สรุปก็คือ เราสามารถฝึกฝนความรู้จักประมาณกับร่างกายของเราทั้งหมด ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่น่าสงสารนี้ โดยไม่ปล่อยให้มันวิ่งเตลิดไปเหมือนม้าที่ปราศจากขลุมปากหรือสายบังเหียน แต่เราต้องคอยควบคุมและยับยั้งมันไว้ บางคนนอนฝังตัวอยู่ที่นั่น บนเตียงของพวกเขา พวกเขาดีใจที่ไม่ได้นอนหลับ เพื่อจะได้สัมผัสถึงความสบายนั้นได้ดียิ่งขึ้น บรรดานักบุญไม่ได้เป็นเช่นนั้น พ่อไม่รู้เลยว่าเราจะไปถึงในที่ที่พวกท่านอยู่ได้อย่างไร... เอาล่ะ! หากเราได้รับความรอดพ้น เราก็คงต้องอยู่ในไฟชำระไปอีกยาวนานอย่างหาที่สุดไม่ได้ ในขณะที่พวกท่านจะบินตรงไปยังสวรรค์เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าผู้ประเสริฐ

นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้น นักบุญคาร์โล บอร์โรเมโอ มีเตียงนอนของพระคาร์ดินัลที่สวยงามอยู่ในห้องของท่าน ซึ่งทุกคนมองเห็นได้ แต่ทว่า นอกจากเตียงนั้นแล้ว ยังมีอีกเตียงหนึ่งที่ไม่มีใครเห็นได้ ซึ่งทำมาจากมัดฟืน และนั่นคือเตียงที่ท่านใช้นอนจริงๆ ท่านไม่เคยผิงไฟให้ตัวเองอบอุ่นเลย เมื่อมีคนมาหาท่าน พวกเขาสังเกตเห็นว่าท่านจัดที่นั่งให้ตัวเองอยู่ในมุมที่จะไม่รู้สึกถึงความร้อนจากไฟ บรรดานักบุญก็เป็นเช่นนั้นแหละ พวกท่านดำเนินชีวิตเพื่อสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อโลกนี้ พวกท่านล้วนเป็นคนของสวรรค์ ส่วนพวกเรา เราล้วนเป็นคนทางโลก โอ้ พ่อชอบการทำพลีกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีใครเห็นเหล่านั้นเสียจริง เช่น การตื่นนอนให้เร็วขึ้นสักสิบห้านาที การลุกขึ้นมากลางดึกสักครู่เพื่อสวดภาวนา! แต่บางคนก็ไม่คิดอะไรเลยนอกจากการนอน เคยมีฤาษีผู้หนึ่งที่สร้างพระราชวังให้ตัวเองอยู่ในโพรงของต้นโอ๊ก เขาเอาหนามไปวางไว้ข้างใน และผูกก้อนหินสามก้อนไว้เหนือศีรษะ เพื่อที่เวลาเขาลุกขึ้นหรือพลิกตัว เขาจะได้รู้สึกถึงก้อนหินหรือหนามเหล่านั้น ส่วนพวกเรา เราไม่คิดถึงสิ่งใดเลยนอกจากการหาเตียงดีๆ เพื่อให้เราได้นอนอย่างสบาย

เราอาจจะงดเว้นจากการผิงไฟให้ความอบอุ่นแก่ตนเอง หากเรานั่งไม่สบาย เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามขยับตัวให้นั่งสบายขึ้น หากเราเดินอยู่ในสวน เราอาจจะงดเว้นจากการกินผลไม้บางอย่างที่เราอยากกิน ในเวลาเตรียมอาหาร เราไม่จำเป็นต้องหยิบเศษอาหารเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ากินเข้าปาก เราอาจจะงดเว้นจากการมองดูสิ่งที่สวยงาม ซึ่งดึงดูดสายตาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามถนนในเมืองใหญ่ๆ มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งที่บางครั้งก็มาที่นี่ เขาสวมแว่นตาถึงสองอัน เพื่อที่เขาจะมองไม่เห็นอะไรเลย... แต่ศีรษะของบางคนกลับส่ายไปมาอยู่เสมอ สายตาของบางคนก็มักจะคอยสอดส่ายไปรอบๆ... เมื่อเราเดินไปตามถนน ให้เราจับจ้องสายตาไปที่พระเยซูเจ้าผู้ทรงแบกกางเขนนำหน้าเรา ไปที่พระนางพรหมจารีศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงกำลังทอดพระเนตรเรา ไปที่อารักขเทวดาของเราผู้ซึ่งอยู่เคียงข้างเรา ชีวิตภายในนี้ช่างงดงามเสียนี่กระไร! มันเชื่อมโยงเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าผู้ประเสริฐ... ดังนั้น เมื่อปีศาจเห็นวิญญาณที่กำลังพยายามจะบรรลุถึงสิ่งนี้ มันก็จะพยายามเบี่ยงเบนเขาออกจากมัน ด้วยการเติมเต็มจินตนาการของเขาด้วยภาพลวงตานับพัน คริสตชนที่ดีจะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขามุ่งไปข้างหน้าสู่ความสมบูรณ์แบบเสมอ เหมือนปลาที่ดำดิ่งลงสู่ความลึกของท้องทะเล... สำหรับพวกเราแล้ว อนิจจา! เราได้แต่ลากตัวเองไปข้างหน้าเหมือนปลิงในโคลนตม

เคยมีนักบุญสองท่านในทะเลทรายที่เย็บหนามติดไว้ในเสื้อผ้าทั้งหมดของพวกท่าน ส่วนเรากลับไม่แสวงหาสิ่งใดเลยนอกจากความสะดวกสบาย! แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังอยากจะไปสวรรค์ พร้อมกับความหรูหราฟุ้งเฟ้อทั้งหมดของเรา โดยไม่ต้องมีความยากลำบากใดๆ เลย นั่นไม่ใช่วิธีการที่บรรดานักบุญปฏิบัติ พวกท่านแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อทำพลีกรรมทรมานตนเอง และท่ามกลางความขัดสนทั้งมวลนั้น พวกท่านก็ได้ลิ้มรสความหอมหวานอันหาที่สุดมิได้ ผู้ที่รักพระเจ้าผู้ประเสริฐช่างมีความสุขเสียนี่กระไร! พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้โอกาสในการทำความดีหลุดมือไปแม้แต่ครั้งเดียว คนตระหนี่ใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติของตน พวกเขาก็ทำเช่นเดียวกันนั้นเพื่อความมั่งคั่งของสวรรค์—พวกเขามักจะสะสมมันให้พอกพูนขึ้นเสมอ เราจะประหลาดใจอย่างยิ่งในวันพิพากษา ที่จะได้เห็นวิญญาณเหล่านั้นร่ำรวยถึงเพียงนี้!

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

ท่านกำลังอ่าน

“ บทที่ 20 คำสอนว่าด้วยคุณธรรมหลัก ”