Skip to main content
“แม่พระนำผู้รับใช้ของพระนางไปสู่สวรรค์”

การเป็นผู้รับใช้แม่พระช่างเป็นสัญลักษณ์แห่งความรอดที่แน่นอนเพียงไร? พระศาสนจักรนำเอาคำของพระคัมภีร์มาใช้กล่าวถึงพระนางซึ่งนับว่าเป็นที่ปลอบใจของผู้ที่รับใช้ของพระนางว่า “ในสิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าแสวงหาความพักผ่อน และข้าพเจ้าจะพักอยู่ในกองมรดกของพระสวามีเจ้า” เมื่อท่านคาร์ดีนัลฮูโกอธิบายคำประโยคนี้ ท่านกล่าวว่า “มหาบุญลาภแก่ผู้ที่ทำตนให้เป็นเสมือนบ้านซึ่งแม่พระใช้เป็นที่พักผ่อน” เพราะความรักที่แม่พระมีต่อเราพระนางจึงทำให้ความศรัทธาของพระนางครอบครองอยู่ในดวงใจของทุกคน มีคนเป็นจำนวนมากซึ่งไม่เคยมีความศรัทธานี้เลย หรือไม่เขาก็มิได้พากเพียรในความศรัทธานี้ “ข้าพเจ้าจะพักอยู่ในกองมรดกของพระสวามีเจ้า” ท่านพาชีอุนแชลลีกล่าวว่า ความหมายของประโยคนี้ก็คือ ข้าพเจ้าจะพำนักในผู้ที่เป็นเสมือนมรดกของพระสวามีเจ้า ความศรัทธาต่อแม่พระนั้นมีอยู่ในทุกคนที่เป็นมรดกของพระสวามีเจ้า คือผู้ที่จะสรรเสริญพระองค์ตลอดนิรันดร

            แม่พระกล่าวต่อไปตามคำของพระคัมภีร์ที่ได้กล่าวถึงข้างบนนี้ว่า “ผู้ที่ทรงสร้างข้าพเจ้า ได้ทรงพำนักในพลับพลาของข้าพเจ้า และตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า ขอให้เจ้าอาศัยอยู่ในยาก๊อบ ขอให้มรดกของเจ้าอยู่ในอิสราแอลและจงฝังรากในผู้ที่เราเลือกสรร” ซึ่งหมายความว่า “พระผู้สร้างได้ทรงพักพิงในอ้อมอกของข้าพเจ้า และทรงปราถนาให้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในดวงใจของผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรทุก ๆ คน (ซึ่งเป็นเสมือนกองมรดกของข้าพเจ้า และมียาก๊อบเป็นสัญลักษณ์) และพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ว่า ความศรัทธาและความไว้ใจในตัวข้าพเจ้านั้นจะฝังในบรรดาผู้ที่ถูกเลือกให้ไปสวรรค์

            มีนักบุญกี่องค์ซึ่งคงจะมิได้ไปถึงสวรรค์ ถ้าแม่พระมิได้นำท่านไปที่นั่นด้วยคำเสนอวิงวอนอันทรงอำนาจของพระนาง ท่านคาร์ดีนัลฮูโกได้ใช้คำในพระคัมภีร์กล่าวแก่แม่พระว่า “เราได้โปรดให้มีแสงสว่างที่จะไม่หมดหายไปปรากฏขึ้นในสรวงสวรรค์ เราได้โปรดให้มีแสงสว่างนิรันดรฉายแสงในสวรรค์เท่ากับจำนวนผู้รับใช้ของเรา” ท่านคาร์ดินัลยังเสริมต่อไปว่า “เพราะคำเสนอวิงวอนของแม่พระนี่แหละที่ทำให้มีนักบุญเป็นจำนวนมากมายในสวรรค์ทุกวันนี้ ซึ่งคงจะไปไม่ถึงนั้น ถ้ามิใช่เพราะพระนาง”

            นักบุญโบนาเวนตูรากล่าวว่า ประตูสวรรค์จะเปิดต้อนรับมนุษย์ทุกคนที่ไว้วางใจในความคุ้มครองของแม่พระ และด้วยความคิดเห็นเช่นเดียวกันนี้ นักบุญเอเฟรมได้กล่าวไว้ว่า ความศรัทธาต่อแม่พระนั้น เปิดทางไปยังสวรรค์ พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับพระแม่” ดังนั้นเราจึงต้องใช้คำสวดของนักบุญอัมโบรซีโออยู่เสมอไปที่ว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดเปิดสวรรค์ให้แก่ชาวเรา เพราะพระแม่มีกุญแจอยู่ในมือ” พระแม่มารีอาเจ้าข้า โปรดเปิดประตูสวรรค์ให้แก่ชาวเรา เพราะพระแม่คือผู้รักษากุญแจ ที่จริงพระแม่คือทางเข้าสวรรค์นั่นเองทีเดียว เพราะพระศาสนจักรเรียกพระแม่ว่า “ประตูสวรรค์”

            ดังนั้นพระมารดาผู้สูงศักดิ์แห่งพระเป็นเจ้าจึงได้ชื่อว่า “ดาวประจำรุ่ง” นักบุญโทมัสกล่าวว่า แม่พระเป็นผู้นำคริสตังค์เข้าสู่สวรรค์แบบเดียวกับที่ดวงดาวนำทางให้กัปตันพาเรือเข้าสู่ท่า

            ในทำนองเดียวกัน นักบุญดามีอาโนเรียกพระนางว่า “บันไดแห่งสวรรค์” ตามความคิดเห็นของท่านนักบุญองค์นี้พระเป็นเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์โดยอาศัยพระนาง เพื่อว่ามนุษย์จะได้สามารถขึ้นจากแผ่นดินนี้ไปยังสวรรค์โดยอาศัยพระนางนักบุญอานัสตาซีโอกล่าวว่า “พระแม่เปี่ยมด้วยหรรษทานจนกระทั่งเป็นถนนที่นำให้เราบรรลุถึงความรอดและหนทางให้เราไปสู่สวรรค์บ้านแท้ของเรา ด้วยความคิดเห็นดังนี้นักบุญเบอร์นาร์โดเรียกพระนางว่า “เครื่องบรรทุกเราไปสวรรค์” และนักบุญยวง เยโอเมตรา สดุดีพระนางด้วยคำว่า “วันทา ราชรถอันสุกใส” ซึ่งหมายความว่า พระนางคือหนทางซึ่งผู้รับใช้ของรพะนางจะถูกนำตัวไปสวรรค์ บุญลาภแก่ผู้ที่รู้จักพระแม่ โอ้มารดาพระเป็นเจ้า นักบุญโบนาเวนตูรากล่าวขึ้น การรู้จักพระนั้นก็คือหนทางที่จะนำไปสู่ชีวิตซึ่งไม่มีวันตาย และการป่าวประกาศฤทธิ์กุศลของพระแม่นั้นก็คือถนนที่จะนำเราไปสู่ความรอดนิรันดร

            ในบทบันทึกของคณะฟรันซีสกัน มีเรื่องเล่ากันว่า ภราดาเลโอได้เห็นบันไดสีแดง พระเยซูเจ้าประทับอยู่บนยอดบันได้นั้นและแม่พระอยู่บนยอดของบันไดสีขาว ท่านเห็นมนุษย์บางคนพยายามที่จะไต่บันไดสีแดง แต่แล้วก็ตกลงบนพื้นดินหลังจากที่ได้ไต่ไปไม่กี่ขั้น เขาพยายามแล้วพยายามอีกแต่ก็ตกลงมาทุกครั้งไป แล้วก็มีคนแนะให้ไต่บันไดสีขาว เขาก็ไต่ขึ้นโดยมิได้มีความลำบากแต่ประการใดเลย เพราะแม่พระได้ยื่นมือของพระนางมาช่วยนำเขาไปสู่ความรอดแห่งสวรรค์

            ท่านเดนนีสแห่งคณะคาร์ทูเซียนตั้งปัญหาถามว่า “ใครเล่าจะเอาตัวรอด? ใครเล่าจะได้เสวยสุขในสวรรค์?” แล้วท่านก็ตอบทันทีว่า  “ก็ผู้ที่ราชินีแห่งความเมตตาผู้นี้เป็นผู้ถายคำภาวนาให้นั่นเอง” แม่พระเป็นผู้เอ่ยขึ้นเอง เมื่อพระนางกล่าวว่า “กษัตริย์จะครองราชย์โดยอาศัยเรา” ด้วยอาศัยคำภาวนาของเรา บรรดาวิญญาณจะได้ครอบครองในโลกนี้ก่อน โดยการเอาชนะราคตัณหาของตนเอง และครอบครองตลอดนิรันดรในสวรรค์ ซึ่งทุก ๆ คนเป็นกษัตริย์ ตามคำกล่าวของนักบุญเอากูสตีโน ริชาร์ดแห่งนักบุญเลาเร็นซีโอกล่าวว่า สรุปความก็คือ แม่พระคือเจ้าภาพแห่งสวรค์ในสวรรค์พระนางออกคำสั่งตามใจชอบและพระนางจะนำใครเข้าไปก็ได้ ท่านนำเอาคำของพระคัมภีร์ไปใช้กับพระนางว่า “อำนาจของเราอยู่ในเยรูซาแลม” พร้อมกับเสริมว่า “กล่าวคือ อำนาจของเรานั้นอยู่กับการออกคำสั่งตามใจชอบและนำผู้ใดด็ตามที่เราพอใจเข้ามา” ในเมื่อแม่พระเป็นมารดาของพระสวามีเจ้าแห่งเมืองสวรรค์ ท่านเจ้าอาวาสกูสเอริคจึงพูดถุกแล้วเมื่อท่านกล่าวว่า พระนางคือเจ้าบ้านแห่งเมืองสวรรค์ “พูดกันตามอำนาจลิทธิ์ขาดแล้ว พระนางเป็นเจ้าของอาณาจักรแห่งพระบุตรของพระนาง

            นักบุญอันโตนีโนกล่าวแก่เราว่า ด้วยอาศัยคำภาวนาอันเปี่ยมด้วยอำนาจและความช่วยเหลือของพระนาง แม่พระได้เตรียมสวรรค์ไว้ให้แก่เราแล้วถ้าเราไม่นำอุปสรรคไปขวางทาง ท่านเจ้าอาวาสกูเอริคกล่าวว่า ผู้ใดที่รับใช้แม่พระและได้รับความช่วยเหลือจากการเสนอวิงวอนของพระนาง อาจจะแน่ใจในสวรรค์ได้ เหมือนกับว่าตนได้ไปถึงที่นั้นแล้ว นักบุญยวง ดามาซีนให้ความแน่ใจแก่เราว่า การรับใช้แม่พระและการอยู่ในขบวนบริพารของพระนางนั้นคือเกียรติสูงสุดที่เราอาจจะได้รับ และการอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระนางนั้น นับว่าดีกว่าการครอบครองเสียอีก “เกียรติที่สูงส่งก็คือ การรับใช้แม่พระและอยู่ในครอบครัวของพระนาง เพราะการรับใช้พระนางก็คือการครอบครอง การอยู่ภายใต้อำนาจของพระนางนั้นดีกว่าการมีอำนาจของกษัตริย์เสียอีก” ท่านนักบุญองค์นี้กล่าวต่อไปว่า ตรงกันข้าม ผู้ที่ไม่รับใช้แม่พระจะมิได้รับความรอดเพราะถ้าปราศจากความช่วยเหลือของมารดาผู้ยิ่งใหญ่นี้เสียแล้ว เขาก็จะถูกทอดทิ้งและขาดความช่วยเหลือจากพระบุตรและทุก ๆ คนในสวรรค์

            ขอให้พระเมตตาของพระเป็นเจ้าของเราจงเป็นที่สรรเสริญเถิด!  ท่านนักบุญเบอร์นาร์โดได้กล่าวไว้ ที่พระองค์ได้ประทานแม่พระมารีอาให้เป็นผู้เสนอวิงวอนของเราในสวรรค์ เพื่อว่าพระนางผู้เป็นทั้งมารดาของพระมหาตุลาการและมารดาแห่งความเมตตา จะได้สามารถทำให้งานใหญ่โตแห่งความรอดของเรามาประจบพบความสำเร็จลงโดยอาศัยคำเสนอวิงวอนของพระนาง ท่านยาโกเบ นักปราชญ์ชาวกรีกกล่าวว่า พระเป็นเจ้าทรงโปรดให้แม่พระเป็นสะพานแห่งความรอด เพื่อเราจะได้ผ่านทะเลพายุของโลกนี้ และบรรลุถึงความสุขแก่งสวรรค์ นักบุญโบนาเวนตูรากล่าวว่า “บรรดานานาชาติจงฟังเถิด ผู้ที่ปราถนาราชัยของพระเป็นเจ้า ก็จงรับใช้ให้เกียรติแก่แม่พระเถิด แล้วท่านก็จะได้รับชีวิตนิรันดรอย่างแน่นอน”

            แม้ผู้ที่สมจะได้รับนรกก็ไม่ควรจะหมดหวังในอันที่จะบรรลุถึงสวรรค์ ขอแต่เพียงให้เขาได้รับใช้ราชินีผู้นี้ด้วยความซื่อสัตย์ก็แล้วกัน นักบุญเยอร์มานูสกล่าวว่า โอ้พระแม่เจ้า มีคนบาปเป็นจำนวนมากที่พยายามแสวงหาพระเป็นเจ้าโดยอาศัยพระแม่ และได้รับความรอดริชาร์ดแห่งนักบุญเลาเร็นซีโอรำลึกว่า นักบุญยวงวาดภาดแม่พระสวมมงกุฎดาว “และมีดาวสิบดวงเป็นมงกุฎอยู่บนศีรษะของนาง” แต่พระคัมภีร์วาดภาพพระนางสวมมงกุฎสัตว์ป่า เช่น สิงโตและเสือดาว “จงมาจากลีบานู้สเถิด ที่รักของเรา จงมาจากลีบานู้ส เจ้าจะได้รับมงกุฎ....จากถ้ำสิงโตและจากเทือกเขาของเสือดาว” ทำไมจึงเป็นเช่นนี้เล่า? ท่านให้คำตอบว่าสัตว์ป่าก็คือบรรดาคนบาป ผู้ได้กลับเป็นดาวสวรรค์ซึ่งนำความรุ่งเรืองมาสู่ราชินีแห่งความเมตตาผู้นี้มากกว่าดาวทั้งหลายในท้องฟ้า โดยอาศัยคำเสนอวิงวอนของพระนาง

            ในประวัติชีวิตของซีสเตอร์ เซราฟีนาแห่งคาปรี เราจะอ่านพบว่า ครั้งหนึ่งในระหว่างที่เธอทำนพวานเตรียมฉลองแม่พระเสด็จขึ้นสวรรค์ เธอวอนขอแม่พระให้คนบาปเป็นจำนวนหนึ่งพันคนได้หลับใจ ภายหลังเธอเกรงว่าได้ขอมากเกินไป แต่แม่พระปรากฏตัวมาแก่เธอพลางกล่าวว่า “ลูกกลัวทำไม? ลูกคิดว่าเราไม่มีอำนาจพอที่จะขอให้พระบุตรของเราโปรดให้คนบาปหนึ่งพันคนกลับใจหรือ? ดูเถิดเราได้วอนขอความช่วยเหลือนี้ให้แก่ลูกแล้ว” เมื่อกล่าวดังนั้นแล้วแม่พระก็นำจิตของเธอไปยังสวรรค์และได้แสดงให้เธอเห็นคนบาปเป็นจำนวนมากมายซึ่งเหมาะสมที่จะตกนรก แต่กลับได้รับความรอดโดยอาศัยคำเสนอวิงวอนของพระนาง และบัดนี้กำลังมีความสุขตลอดนิรันดร

            ถูกแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะแน่ใจในความรอดของตนในชีวิตนี้ “มนุษย์ไม่ทราบว่าตนสมแก่ความรักหรือความเกลียดชัง ทุกสิ่งถูกปิดบังมิให้แน่นนอน พระสวามีเจ้าข้า ใครจะพำนักในพลับพลาของพระองค์?” นักบุญโบนาเวนตูราตอบว่า “ให้คนบาปเดินตามแบบแม่พระและกราบอยู่แทบเท้าของพระนางเถิด เราจงเกาะพระนางไว้ให้แน่นอย่าได้ปล่อยเป็นอันขาด จนกระทั่งเราสมที่จะได้รับพรจากพระนาง” ซึ่งหมายความว่า บรรดาคนบาปทั้งหลาย เราจงเดินตามรอยแม่พระและหมอบกราอบอยู่แทบเท้าอันศักดิ์สิทธิ์ของพระนางเถิด เราอย่าได้พลาดจากพระนางไปจนกว่าพระนางจะให้พรแก่เราเพราะพรของพระนางนั้นจะทำให้เราแน่ใจว่าจะได้สวรรค์ นักบุญอันแซลโม

กล่าวว่า “ข้าแต่พระแม่มารีอา พระแม่เพียงแต่ปราถนาที่จะช่วยเราเท่านั้นก็พอแล้ว เพราะเมื่อนั้นแหละเราจะได้รับความรอด นักบุญอันโตนีโนให้ความแน่ใจแก่เราว่า วิญญาณที่แม่พระเป็นผู้คุ้มครองนั้นจะได้รับความรอดอย่างแน่นอน

            “ดูเถิด ต่อไปในภายหน้า ทุกยุคทุกสมัยจะเรียกเราว่าเป็นผู้มีบุญ” นักบุญอิลเดฟอนโซเชื่อแน่ว่า แม่พระมีเหตุผลหลายประการที่ได้ทำนายว่า ทุกยุคทุกสมัยจะเรียกพระนางว่า มีบุญเพราะบรรดานักบุญทั้งหลายนั้นบรรลุถึงสวรรค์ได้ก็โดยอาศัยแม่พระ “ข้าแต่มารดาผู้ยิ่งใหญ่ พระแม่คือการเริ่มต้น กึ่งกลางและจุดหมายปลายทางความสุขของเรา” ตามที่นักบุญเมโทดีอูสได้กล่าวไว้พระนางคือการเริ่มต้น เพราะพระนางวอนขอการอภัยโทษบาปของเราพระนางคือกึ่งกลางหรือหนทาง เพราะพระนางโปรดให้เรามีความพากเพียรในพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า และพระนางคือจุดหมายปลายทาง  เพราะในที่สุดพระนางจะวอนขอสวรรค์ให้แก่เรา นักบุญเบอร์นาร์โดกล่าวว่า “สวรรค์เปิดอก นรกว่างเปล่า และเราได้สวรรค์กลับมาอีกครั้งหนึ่งก็โดยอาศัยพระแม่” สรุปความก็คือ มนุษย์ผู้น่าสงสารเป็นจำนวนมาซึ่งสมควรจะได้รับความตายตลอดนิรันดรแล้วกลับได้รับชีวิตนิรันดร

            แต่สิ่งที่ควรจะทำให้เรามีกำลังใจมากกว่าหมดในความหวังที่จะเอาตัวรอดก็คือ คำสัญญาของแม่พระเองแก่ผู้ที่ให้เกียรติแก่พระนาง โดยเฉพาะผู้ที่พยายามทำให้พระนางเป็นที่รู้จักและสรรเสริญของผู้อื่นด้วยตัวอย่างหรือคำพูดก็ตาม “ผู้ที่ทำงานข้าง ๆ เราจะไม่ทำบาป ผู้ที่อธิบายเราจะได้รับชีวิตินิรันดร” นักบุญโบนาเวนตูรากล่าวว่า ผู้ที่แสวงหาความช่วยเหลือจากแม่พระจึงนับว่าโชคดีมาก “พวกเพื่อน ๆ เขาจะรู้ได้ทันทีว่า คน ๆ นั้นมีโชคดี” ผู้ที่สวมเครื่องแบบผู้รับใช้ของแม่พระนั้นย่อมนับว่ามีโชคดี เพราะเขาจะถูกบันทึกได้ในหนังสือแห่งชีวิต ดังนั้น การำปเป็นห่วงถึงความคิดเห็นของนักเทวศาสตร์ว่า พระเป็นเจ้าทรงเจาะจงให้มนุษย์ไปสวรรค์ก่แนหรือหลังจากเขาได้ทำบุญกุศลไว้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ถ้าเราเป็นผู้รับใช้ของแม่พระและได้รับความคุ้มครองจากพระนางแล้วชื่อของเราก็จะถูกบันทึกไว้ในหนังสือแห่งชีวิตแน่ นับบุญยวง ดามาซีนกล่าวว่า “พระเป็นเจ้าประทานความศรัทธาต่อพระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงปราถนาจะให้บรรลุถึงความรอดเท่านั้น คำนี้คล้องกับสิ่งที่พระคริสตเจ้าพระองค์เองทรงไขแสดงแก่นักบุญยวงว่า “สำหรับผู้ที่ได้ชัยชนะ.....................เราจะจารึกพระนามของพระเป็นเจ้าไว้เหนือเขา พร้อมทั้งชื่อของเมืองแห่งพระเป็นเจ้าของเราด้วย” ผู้ที่ได้ชัยชนะและได้รับความรอดย่อมจะมีตราชื่อเมืองของพระเป็นเจ้าจารึกไว้ในดวงใจของตน  เมื่อนักบุญเกรโกรีโออธิบายคำพูดของดาวิดที่ว่า “โอ้เมืองของพระเป็นเจ้าเขาพูดกันแต่เรื่องที่รุ่งโรจน์เกี่ยวกับเจ้าเท่านั้น” ท่านตั้งคำถามว่า ก็ใครอีกเล่าที่เป็นเมืองของพระเป็นเจ้านอกไปจากแม่พระ?

            ในที่นี้เราอาจจะกล่าวกับนักบุญเปาโลได้ว่า “เมื่อมีเครื่องหมายนี้แล้ว พระสวามีเจ้าทรงทราบว่าผู้ใดเป็นของพระองค์” ผู้ใดที่มีเครื่องหมายนี้คือความศรัทธาต่อแม่พระจะเป็นเหตุให้พระเป็นเจ้าทรงจำได้ว่าเขาเป็นของพระองค์ ดังนั้น นักบุญเบอร์นาร์โดจึงเขียนไว้ว่า “ความศรัทธาต่อมารดาพระเป็นเจ้านั้นเป็นเครื่องหมายแน่นแนของความรอด”

            เมื่อท่านบุญราศีแอลลันกล่าวถึงบท “วันทามารีอา” ท่านกล่าวว่า ผู้ที่สรรเสริญแม่พระด้วยบทสรรเสริญของเทวดาบทนี้มีข้อประกันที่ดีว่า เขาคือผู้ใดได้รับเลือก เกี่ยวกับการสวดสายประคำทุกวัน ท่านกล่าวว่า “ถ้าท่านพากเพียรในการสวดสายประคำทุกวัน นี่แหละจะเป็นสัญลักษณ์ที่แน่นอนแห่งความรอดนิรันดรของท่าน” ในหนังสือเกี่ยวกับความรักของแม่พระ คุณพ่อนิเรมเบิร์กกล่าวว่า ผู้รับใช้ของแม่พระนั้นไม่เพียงแต่จะได้รับสิทธิ์และความช่วยเหลือพิเศษบนโลกนี้เท่านั้น แต่เขาจะได้รับเกียรติเป็นพิเศษในเมืองสวรรค์อีกท่านกล่าวด้วยว่า คนเหล่านี้จะสวมอาภรณ์สูงค่าพิเศษ ซึ่งทำให้ผู้อื่นรู้ว่าเขาเป็นผู้รับใช้ของราชินีแห่งสวรรค์ และเป็นบริพารของพระนาง ตามคำของพระคัมภีร์ที่ว่า “ผู้ที่อยู่ในบ้านของนางสามอาภรณ์สองชั้น”

            นักบุญมารีอา มักดาเลนาแห่งปัสซีเห็นภาพเนรมิตรของผู้รับให้แม่พระบนเรือลำหนึ่งซื่งแม่พระเป็นนายเรือและนำพวกเขาเข้าฝั่งโดยปลอดภัย ท่านนักบุญเข้าใจถึงความหมายของภาพเนรมิตนี้ว่าเป็นบรรดาผู้อาศัยอยู่ในความคุ้มครองของแม่พระ ซึ่งจะได้รอดพ้นจากเรือล่มคือบาป และความหายนะตลอดนิรันดร เพราะเขาจะได้ถูกนำตัวเข้าไปในท่าแห่งสวรรค์ด้วยความปลอดภัย ดังนั้น เราจงเข้าไปในเรือศักดิ์สิทธิ์นี้เถิด เพื่อจะได้แน่ใจว่า จะได้รับอาษาจักรของบรรดาผู้ที่ได้รับเลือก พระศาสนจักรกล่าวในบทขับว่า “ข้าแต่พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้า ผู้ที่จะได้มีส่วนในความสุขตลอดนิรันดรอาศัยอยู่กับพระแม่และความคุ้มครองของพระแม่”

- ตัวอย่าง -

            เซซารีโอแห่งไฮสเตอร์บัคเล่าเรื่องเกี่ยวกับฤษีคณะซีสเตอร์เซียนผู้มีความศรัทธาต่อแม่พระ และมีความปราถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นพระนาง ท่านวอนขอความช่วยเหลือประการนี้เสมอไป วันหนึ่งท่านเดินเข้าไปในสวนและมองดูท้องฟ้าในขณะที่ท่านกำลังสวดวิงวอนและหวังว่าจะได้พบราชินีของท่าน ท่านก็เห็นหญิงผู้หนึ่งแวดล้อมไปด้วยแสงสว่างกำลังมาจากสวรรค์ หญิงนั้นกล่าวแก่ท่านว่า “โทมัส เธออยากฟังเพลงของฉันไหม?” เขาก็ตอบว่า “อยากมากครับ”แล้วหญิงองค์นั้นก็ร้องเพลงอย่างอ่อนหวานจนกระทั่งนักบวชใจศรัทธาผู้นั้นคิดว่าตนได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เมื่อเพลงจบแล้วเธอก็หายจากไป ปล่อยให้ท่านมีความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะรู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วทันใดนั้นก็มีหญิงอีกคนหนึ่งมายืนอยู่ต่อหน้าท่าน สวยงามเช่นกันและขอให้ท่านฟังเพลงของเธอถึงตอนนี้ท่านไม่อาจจะทนอยู่ได้จึงถามไปว่าเธอคือใคร เธอตอบว่า “ผู้ที่ท่านเห็นเมื่อสักครู่นี้คือคัทธารีนา ฉันคืออักเนส เราเป็นมรณสักขีของพระเยซูคริตเจ้าและแม่พระได้ส่งให้เรามาปลอบใจท่าน จงโมทนาคุณแม่พระเถิด และเตรียมตัวรับพระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก” กล่าวดังนี้แล้วเธอก็หายตัวไป นักบวชผู้นั้นก็ยิ่งมีความหวังมากขึ้นที่จะได้เห็นราชินีของท่าน และท่านก็มิได้ผิดหวัง เพราะต่อมาอีกไม่นาน ท่านก็ได้แลเห็นแสงสว่างใหญ่โต ท่านรู้สึกดวงใจเต้นด้วยความดีใจ ในทันใดนั้น ในท่ามกลางแสงสว่าง ท่านก็ได้เห็นมารดาพระเป็นเจ้าแวดล้อมไปด้วยเทวดา พระนางสวยกว่านักบุญทั้งสองที่ได้ปรากฏตัวมาให้แก่ท่านอย่างไม่มีที่เปรียบ พระนางกล่าวแก่ท่านว่า “ลูกรักและผู้รับใช้ที่รักของเรา เราพอใจในความศรัทธาของลูกที่มีต่อเรา และเราได้รับฟังคำภาวนาของลูก ลูกอยากจะเห็นเรา เราก็อยู่ที่นี่แล้ว บัดนี้เราอยากจะให้ลูกได้ยินเพลงของเราด้วย”แล้วแม่พระก็เริ่มร้องเพลง พระนางร้องอย่างไพเราะอ่อนหวานจนกระทั่งนักบวชศรัทธาผู้นั้นหมดความรู้สึก เป็นลมแน่นิ่งอยู่บนพื้นนั่นเอง ระฆังดังขึ้นเพื่อเรียกฤษีให้ไปสวดภาวนา เมื่อบรรดาฤษีมิได้เห็นโทมัสก็ออกไปแสวงหาที่ในห้องของท่านและในที่อื่น ๆ ในที่สุดก็พากันไปในสวนและได้พบโทมัสนอนแน่นิ่งอยู่คล้ายกับได้สิ้นใจไปแล้ว เมื่อได้ยินคำสั่งให้นบนอบ ท่านก็กลับฟื้นคืนสติ และได้เล่าถึงความช่วยเหลือที่แม่พระได้ประทานให้แก่ท่าน

- คำภาวนา -

            ข้าแต่ราชินีแห่งสวรรค์ มารดาศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักในเมื่อพระแม่เป็นผู้ที่น่ารักที่สุด เป็นผู้ที่พระองค์รักและรักพระองค์มากที่สุด โปรดให้คนบาปน่าสงสารผู้ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ผู้ใดพ้นจากนรกเพราะความช่วยเหลือของพระแม่ และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระแม่โดยที่ตัวเองไม่เหมาะสมได้มีโอกาสได้รักพระแม่ด้วย คนบาปผู้นี้ได้หลงรักคุณความดีของพระแม่ และได้ฝากความหวังทั้งสิ้นไว้ในพระแม่ ข้าแต่พระแม่มารีอา ลูกรักพระแม่ และลูกอยากจะรักพระแม่มากกว่าบรรดานักบุญทั้งหลายที่ได้มีความศรัทธาต่อพระแม่

            ถ้าเป็นไปได้แล้ว ลูกอยากจะให้มนุษย์ที่ไม่รู้ว่าพระแม่เหมาะสมแก่ความรักมากมายเพียงใดได้รู้ เพื่อเขาจะได้รักและสรรเสริญพระแม่ ลูกเองก็ภูมิใจที่จะได้ตายเพื่อพระแม่ เพื่อป้องกันศีลพรหมจรรย์ของพระแม่ เพื่อป้องกันศักดิ์สิทธิ์การเป็นมารดาพระเป็นเจ้าและการปฏิสนธินิรมลของพระแม่ ถ้ามีความจำเป็นที่ลูกจะต้องสละชีวิตเพื่อป้องกันเกียรติศักดิ์เหล่านี้ของพระแม่

            ข้าแต่พระมารดาน่ารักยิ่ง โปรดรับความรักของลูก และอย่าได้ปล่อยให้ผู้รับใช้ซึ่งรักพระแม่ต้องมาเป็นศัตรูของพระเป็นเจ้าผู้ได้ทรงรักลูกมากมายหนักหนาเลย ถูกแล้ว ครั้งหนึ่งเป็นโชคร้ายของลูกที่ได้เป็นศัตรูของพระองค์ เมื่อลูกได้ทำผิดต่อพระองค์ แต่ในขณะนั้นลูกมิได้รักพระแม่และมิได้แสวงหาความรักจากพระแม่เลย พระแม่เจ้าแต่บัดนี้ นอกเหนือไปจากพระหรรษทานของพระเป็นเจ้าแล้ว ลูกไม่ปราถนาสิ่งใด นอกจากจะรักพระแม่และทำตัวให้เป็นที่รักของพระแม่เท่านั้น โอ้พระมารดาผู้มีใจเมตตาปราณีและอ่อนหวาน โปรดอย่าได้ปฏิเสธที่จะรักคนบาปหยาบช้าผู้รักพระแม่ โปรดให้ความรักของพระแม่เอาชนะทุก ๆ คน

            ข้าแต่ราชินีผู้น่ารักยิ่ง ลูกปราถนาจะรักพระแม่ในสวรรค์เมื่ออยู่แทบเท้าของพระแม่ ลูกจะเข้าใจได้ดีกว่าว่าพระแม่สมควรแก่ความรักเพียงไร และพระแม่ได้กระทำอะไปบ้างในอันที่ช่วยให้ลูกเอาตัวรอดและในขณะนั้นลูกจะได้รักพระแม่ด้วยความรักที่มากไปกว่านี้เสียอีก ลูกจะรักพระแม่ตลอดนิรันดร โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหยุดรักพระแม่อีก พระแม่เจ้าข้า ด้วยความช่วยเหลือของพระแม่ ลูกแน่ใจว่าได้รับความรอดแล้ว โปรดอ้อนวอนพระเยซูเจ้าเพื่อลูกด้วยเถิด ไม่มีสิ่งใดแล้วที่จำเป็นมากไปกว่านี้ พระแม่ต้องช่วยให้ลูกรอดพระแม่คือความหวังของลูก ดังนั้นลูกจะขับร้องเสมอว่า “โอ้พระแม่มารีอา ความหวังของลูก พระแม่นั่นแหละที่จะต้องช่วยให้ลูกรอด”

ท่านกำลังอ่าน

“ แม่พระนำผู้รับใช้ของพระนางไปสู่สวรรค์ “