Skip to main content

เตรียมเผชิญ

ค ว า ม ต า ย

บทที่ 31 จงเจริญในความประพฤติ

1. จำเป็นต้องประพฤติดี

 

นักบุญฮีเอโรนีดม กล่าวว่า “คนเป็นอันมากได้เริ่มต้นด้วยดีแต่มีน้อยคนนักทึ่ประพฤติดีตลอดไป” (1) คนเช่น กษัตริย์ ซาอุล, ยูดาส, แตร์ตูเลี่ยนเหล่านี้เป็นผู้ได้เริ่มต้นด้วยดี แต่ได้ลงปลายอย่างไม่ดี เพราะมิได้คงเจริญถือดีอยู่เรื่อยไป นักบุญฮีเอโรนีโม กล่าวเสริมว่า “สำหรับคริสตังค์ ไม่ใช่ต้องถามหาถึงการเริ่มต้น แต่ต้องถามหาถึงการลงปลาย” (2) ท่านกล่าวต่อไปว่า “พระสวามีเจ้าไม่ทรงขอร้องเพียงให้เริ่มชีวิตด้วยดีเท่านั้น พระองค์ยังทรงขอร้องให้ลงปลายด้วยดีอีกด้วย: ช่วงปลายนั้นแหละ จะนำบำเหน็จรางวัลมาให้” นักบุญ บอนาแวนตูราก็กล่าวว่า “การประพฤติดีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ จะได้รับรางวัล” (3) ดังนั้นนักบุญเลาแรนซีโอ ยูสตีนีอาโน จึงเรียกการคงเจริญในความประพฤติดี ว่าประตูสวรรค์ (4) เป็นอันว่าผู้ใด ไม่พบประตูช่องเข้าผู้นั้นก็จะเข้าสวรรค์ไม่ได้

            พี่น้องที่รัก บัดนี้ท่านได้สละละบาปแล้ว จึงเป็นการถูกต้องที่ท่านจะวางใจว่าท่านได้รับการอภัยบาปแล้วด้วย เป็นอันว่า ท่านกำงังเป็นสหายของพระเป็นเจ้า, ถึงกระนั้น ก็จงตระหนักเถิด ว่าท่านยังไม่ได้รอด ท่านจะรอดเมื่อไรเล่า?- เมื่อท่านจะประพฤติดีเรื่อยไปจนถึงที่สุดนั่นเอง “ผู้ใดประพฤติดีจนถึงที่สุด ผู้นั้นจะเอาตัวรอด” (มธ. 24, 13) ตัวท่านเริ่มประพฤติตนอยู่ในแนวทางที่ดีแล้ว จงสมนาคุณพระเป็นเจ้าเถิด แต่ยังต้องสำนึกถึงคำเตือนใจของนักบุญเบอร์นาร์ดอีกว่า “พระเป็นเจ้าทรงสัญญาจะประทานรางวัลแก่ผู้ที่เริ่มลงมือเท่านั้น พระองค์จะทรงประทานรางวัลให้จริง ก็เฉพาะแก่ผู้ที่ประพฤติดีจนถึงที่สุด” (5) การวิ่งไปทางจุดหมายเท่านั้น ยังหาเพียงพอไม่ แต่ต้องวิ่งไปจนบรรลุถึงจุดหมายให้ได้ตามคำเตือนใจของท่านอัครสาวกว่า “ท่านต้องวิ่งจนคว้าเอารางวัลจนได้” (1 คร. 9, 24)

            ตัวท่านได้ลงมือจับคันไถแล้ว ได้เริ่มบำเพ็ญชีพอย่างดีแล้ว ถึงกระนั้นในขณะนี้ท่านยังต้องกลัวและต้องสะดุ้งตัวสั่นยิ่งกว่าขณะใด ๆ “จงพยายามเอาตัวรอดด้วยความกลัวจนตัวสั่นเถิด” (ฟป. 2, 12) เหตุใดจึงต้องทำดังนี้?- เหตุว่าหากท่านหันกลับไปมองข้างหลัง หรือท่านกลับไปประพฤติชั่วอีก (ซึ่งขอพระเป็นเจ้าโปรดอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย) พระเป็นเจ้าจะทรงขัดข้องมิให้ท่านเข้าสู่สวรรค์ “ไม่มีใครที่เอามือจับคันไถแล้ว เหลียวไปดูข้างหลัง จะเหมาะสมเพื่อได้รับพระราชัยของพระเป็นเจ้า” (ลก. 9, 62) ขณะนี้ท่านจงพึ่งพระหรรษทานของพระสวามีเจ้าเถิด จงหนีท่าทางอบายมุข จงแก้บาปรับศีลบ่อย ๆ จงรำพึงทุกวันเถิด จะเป็นบุญลาภของท่านหากท่านปฏิบัติดังกล่าวนี้เรื่อยไปจนถึงวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาพิพากษาท่าน “เป็นบุญลาภของคนใช้ เมื่อนายกลับมาจะพบเขากำลังเฝ้าอยู่” (มธ. 24, 16) ขณะนี้ ท่านกำลังตั้งหน้าปรนนิบัติพระเป็นเจ้าจงอย่าเชื่อว่าการประจญจะหมดไปหรือจะลดน้อยลง ท่านจงสดับฟังพระวาจาของพระจิตเจ้าเถิด พระองค์ตรัสว่า “ลูกเอ๋ยเมื่อเจ้าเข้ามาปรนนิบัติพระเป็นเจ้าจงตั้งตัวอยู่ในความยุติธรรมและความกลัวไว้จงเตรียมวิญญาณของเจ้าไว้ต่อกรกับการประจญล่อลวงเถิด” (บสร. 2, 1) จงรู้ไว้เถิด ท่านต้องเตรียมตัวต่อสู้ ในขณะนี้มากกว่าขณะใด ๆ เพราะว่าพวกศัตรู คือปีศาจ โลกและเนื้อหนัง มันเตรียมอาวุธไว้ต่อกรกับท่าน ในขณะนี้ยิ่งกว่าในขณะใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยหวังจะให้ท่านเสียสิ่งที่ท่านเพิ่งได้มา ท่านดีโอนีซีโอ ฤษีชาร์- เตรอส์ กล่าวว่า “ผู้ใดยิ่งพยายามฝากตัวไว้กับพระเป็นเจ้า ปีศาจยิ่งจะหาทางมาต่อกรกับเขามากขึ้น” (6) ที่จริงเรื่องนี้พระวรสารโดยนักบุญลูกา ได้กล่าวถึงอย่างแจ้งชัดแล้วว่า “เมื่อปีศาจถูกขับไล่ออกจากวิญญาณใดแล้ว

มันไม่หยุดยั้ง มันหาช่องทุกทางจะเข้าไปใหม่จึงไปเรียกพวกพ้องมาช่วยกัน และหากมันเข้าไปใหม่ได้ ความพินาศของวิญญาณนั้นในครั้งหลังนี้ ก็ร้ายกว่าคราวแรกมากนัก” (ลก. 11, 24)

ฉะนั้น ท่านจึงต้องพิเคราะห์ดูให้ดีว่า จะต้องใช้อาวุธชนิดใดต่อสู้กับศัตรูเหล่านั้น ท่านจึงจะสามารถดำรงอยู่ในพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า

            สำหรับการเอาชนะต่อปีศาจ ไม่มีทางป้องกันอย่างอื่น นอกจากคำภาวนานักบุญเปาโลสอนว่า: ไม่ใช่ว่า เราต้องต่อกรกับหมู่มนุษย์ ที่มีเลือดเนื้อเหมือนกับเรา แต่เราต้องต่อกรกับพวกหัวหน้านรกต่างหาก “ไม่ใช่เราต้องต่อสู่กับเนื้อและเลือด แต่ต้องต่อสู้กับเจ้านายผู้มีอำนาจ และผู้ปรครองโลกอันมืดมน” (อฟ. 6, 12) ที่ท่านอัครสาวกกล่าวดังนี้ ท่านใคร่จะเตือนเราว่า เราไม่มีกำลังจะต้านทานกับผู้มีฤทธิ์อำนาจมากดังนั้น เราจึงต้องการความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า แต่เมื่อพระเป็นเจ้าทรงช่วยเหลือเราแล้ว เราก็สามารถทำได้ทุกสิ่ง “ข้าพเจ้าทำได้หมดทุกสิ่ง โดยอาศัยท่านผู้ทรงค้ำชูกำลังของข้าพเจ้า” (ฟป. 4, 13) ท่านอัครสาวกพูดเช่นนี้ ชาวเราทุกคนก็ต้องพูดดังนี้เหมือนกัน แต่พระคุณความช่วยเหลือของพระเป็นเจ้านั้นเราจะไม่ได้รับ หากเราไม่วิงวอนขอพระองค์ โดยอาศัยคำภาวนา “ท่านจงขอเถิดและจะได้รับ” (ยน. 16, 24) ฉะนั้น ชาวเราจงอย่าวางใจในความตั้งหน้าของเราเอง มิฉะนั้นเราจะพินาศไปแน่ แต่เมื่อปีศาจมาประจญ ชาวเราต้องวางใจเฉพาะในการช่วยเหลือของพระเป็นเจ้า โดยการฝากตัวไว้กับพระเยซูคริสต์และพระแม่มารีอา เราจะต้องทำดั่งนี้ เป็นต้นเมื่อถูกประจญในเรื่องความบริสุทธิ์เพราะด้วยว่าการประจญในเรื่องนี้ เป็นการประจญชนิดที่ร้ายกาจกว่าการประจญอื่นใดหมด และโดยมากปีศาจมักจะมีชัยอยู่เสมอ ตัวเราเองไม่มีกำลังจะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ฉะนั้นจึงต้องให้พระเป็นเจ้าทรงประทานพละกำลังให้พระเจ้าซาโลมอนตรัสว่า “เมื่อข้าพเจ้าทราบว่า ตนไม่สามารถจะถือความบริสุทธิ์ หากพระเป็นเจ้าไม่ทรงช่วยเหลือ ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปกราบวิงวอนขอพึ่งพระสวามีเจ้า” (ปชญ. 8, 21) ฉะนั้นเมื่อเราถูกประจญดังนี้ จึงจำเป็นจะต้องขอพึ่งพระเยซูคริสต์ และพระมารดาของพระองค์ในทันที พลางออกพระนามเยซูและมารีอาบ่อย ๆ ผู้ใดปฏิบัติดังนี้ผู้นั้นจะมีชัย ผู้ใดไม่ปฏิบัติผู้นั้นจะพินาศ

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าขับไล่ข้าพเจ้าพ้นจากพระพักตร์ของพระองค์เลย พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าทราบว่า หากในครั้งก่อนข้าพเจ้ามิได้ทอดทิ้งพระองค์พระองค์ก็คงจะไม่ได้ทอดทิ้งข้าพเจ้าเป็นอันขาด แต่ข้าพเจ้ามองเห็นความอ่อนแอของตนเอง จัดเจนมาแล้ว จึงรู้สึกกลัว ๆ อยู่ว่า ข้าพเจ้าจะทอดทิ้งพระองค์ไปก่อนอีก! พระสวมรเจ้าข้า พระองค์เท่านั้นทรงสามารถประทานพละกำลัง เพื่อให้ข้าพเจ้าต่อสู่กับนรกได้ มันกำลังตั้งท่าน จะมาลากข้าพเจ้าไปเป็นทาสของมันอีกแล้ว! โอ! โปรดเห็นแก่ความรัดของพระองค์ต่อพระเยซูคริสต์เถิด และประทานพละกำลังอันนั้นให้แก่ข้าพเจ้า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระมหาไถ่ โปรดจัดตั้งสันติภาพอันถาวรระหว่างข้าพเจ้ากับพระองค์เถิด ขออย่าให้มีวันต้องแตกสลายจากกันอีกเลย ตลอดนิรันดรภาพ พระเจ้าข้า โปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์เถิดเพราะว่า “ผู้ใดไม่รักพระองค์ ผู้นั้นก็กำลังอยู่ในความตาย” (ยน. 3, 14) โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าพ้นจากความตายอันนี้เถิดพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าเคยพินาศมาแล้ว พระองค์ทรงทราบดี เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ที่ข้าพเจ้ากลับคืนมาสู่พระหรรษทานที่ข้าพเจ้าเจ้ากำลังมีอยู่ ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าหวังว่าจะคงดำรงอยู่ต่อไป พระเจ้าข้า โปรดเถิด พระเยซูเจ้าข้าขอให้เห็นแก่การสิ้นพระชนม์อันขมขื่น ที่พระองค์ได้ทรงรับทนเพื่อข้าพเจ้า อย่าทรงปล่อยให้ข้าพเจ้า เสียพระหรรษทานของพระองค์ไปอีกเลย พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ยิ่งกว่าอะไร ๆ ทั้งหมดแล้ว และหวังว่าข้าพเจ้าจะติดแนบ จะตาย และจะดำรงชีพชิดสนิทกับความรักของพระองค์อันนี้ ตลอดนิรันดรภาพ พระเจ้าข้า

            โอ้ พระนางมารีอา! ท่านคือผู้ทรงพระนามว่า พระมารดาแห่งความคงเจริญในความดี ท่านคือผู้จำหน่ายพระหรรษทานแห่งความคงเจริญในความดีข้าพเจ้ากราบวิงวอน กรุณาประทานพระคุณประการนี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดข้าพเจ้าไว้ใจมั่นว่าท่านจะประทานแก่ข้าพเจ้าเป็นแน่แท้

2. ต้องต่อสู้กับโลก

            บัดนี้ชาวเราจงพิเคราะห์ดูว่า จะต้องเอาชนะต่อโลกอย่างไร ปีศาจเป็นศัตรูร้าย แต่โลกยังร้ายกว่าอีก หากปีศาจไม่ใช้โลก ใช้คนชั่ว (ซึ่งอยู่ในความหมายของโลก) แล้ว มันคงจะไม่ได้ชัยชนะ เท่าที่มันได้อยู่ทุกวันนี้ พระมหาไถ่ทรงเตือนให้ชาวเราระวังปีศาจ ไม่มากเท่าให้ระวังมนุษย์ “ท่านจงระวังพวกมนุษย์เถิด” (มธ. 10, 17) หลายต่อหลายครั้ง มนุษย์ยังร้ายกาจกว่าปีศาจเสียอีก เพราะว่าเมื่อเราสวดภาวนา เราออกพระนามเยซูและมารีอา ปีศาจก็เปิดหนี แต่เมื่อเพื่อนชั่วมาล่อลวงให้ทำบาป แม้เราจะใช้คำศักดิ์สิทธิ์ในพระศาสนาขับไล่ เขาก็ไม่ไป กลับมาล่อลวงให้ทำบาป แม้เราจะใช้คำศักดิ์สิทธิ์ในพระศาสนาขับไล่ เขาก็ไม่ไป กลับมาล่อลวงหนักขึ้น เขาจะเยาะเย้ยเรียกเราว่า: คนถ่อย คนบ้องตื้น หรือบางทีเขาไม่รู้จะว่าอย่างไรก็เลยหาว่า เราเป็นคนเทียมใจบุญ แกล้งทำเป็นคนใจศรัทธาคนที่ใจอ่อน ไม่อยากได้ยินคำถากถาง หรือเยาะเย้ยที่พวกลูกสมุนของลูซีแฟร์ย่อมกระทำ เลยกลับหันไปกินสิ่งที่ตนได้สำรอกออกมาแล้ว!

            พี่น้องที่รัก โปรดเชื่อเถิด หากท่านใคร่จะดำรงชีพเป็นคนดีแล้ว ทำอย่างไรเสีย ท่านก็จะหนีการถูกคนชั่วเยาะเย้ย หรือประมาทดูหมิ่นไม่พ้น ทั้งนี้เพราะว่า “พวกคนอธรรมเกลียดชังบุคคลที่เดินตามทางที่ถูกเป็นอย่างยิ่ง” (ปชญ. 29, 27) ผู้ใดประพฤติชั่วผู้นั้นไม่สามารถจะทนดูผู้ประพฤติดี เพราะเหตุใด?- เหตุว่า การประพฤติดีนั้นตำหนิติเตียนเขาเสมอ เขาจึงต้องการให้ทุกคนทำตามอย่างเขา ดังนี้มโนธรรมจึงจะไม่ติเตียนเขา โดยความประพฤติดีของผู้อื่นท่านอัครสาวกเตือนว่า: หนีไม่พ้นหรอก คนที่ปรนนิบัติพระเป็นเจ้า จะต้องถูกโลกเบียดเบียน “คนทุกคน ที่ใคร่จะดำรงชีพอย่างดีในพระคริสต์เจ้าจะต้องถูกเบียดเบียน” (2 ทม. 3, 12) นักบุญทุก ๆ องค์ ก็ได้ถูกเบียดเบียน และใครหนอจะศักดิ์สิทธิ์กว่าพระเยซูคริสต์? ถึงกระนั้นโลกได้เบียดเบียนพระองค์ถึงกับหลั่งพระโลหิต ปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์บนไม้กางเขนทีเดียว?

            แน่นอน ไม่มีทางจะประสานสมานไมตรีกันได้ ทั้งนี้เพราะคติพจน์ของโลก ตรงข้ามกับคติพจน์ของพระเยซูคริสต์ สิ่งที่โลกนิยมนับถือ พระคริสต์ทรงเรียกว่า เป็นความบ้า “ความดำริของโลกนี้ คือ ความโง่บัดซบเฉพาะพระพักตร์ของพระเป็นเจ้า” (1 คร. 3, 19) ตรงกันข้าม สิ่งที่พระคริสต์ทรงยกย่องโลกกลับเรียกว่า เป็นความบ้าบอ เช่น กางเขน ความทุกข์ร้อน การถูกหมิ่นประมาท “คำสอนแห่งกางเขน เป็นความโง่บัดซบสำหรับบุคคลที่กำลังพินาศ” (คร. 1, 18) ช่างเถิด ชาวเราทั้งหลาย จงบรรเทาตัวของเราเอง แม้คนชั่วจะด่าว่าเรา จะประมาทดูหมิ่นเรา พระเป็นเจ้าทรงอำนวยพระพร” (สดด. 108, 28) ที่เราได้รับคำชมเชยจากพระเป็นเจ้า จากพระแม่มารีอา จากนิกรเทวดา จากบรรดานักบุญอรหันต์ และจากสาธุชนนั้น ยังไม่พอดอกหรือ? ช่างเถิด คนบาปอยากพูดอยากว่าอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถิด ส่วนชาวเราจงหาความชอบของพระเป็นเจ้าต่อไปอย่ากลัว พระองค์ทรงพระทัยดี และทรงสัตย์ซื่อต่อข้าบริการของพระองค์ ยิ่งเราจะได้รับความยากลำบาก และถูกอุปสรรคขัดข้องในการประพฤติดีมากเท่าไร เราก็ยิ่งจะมีความชอบต่อพระเป็นเจ้ามาก และยิ่งจะมีบุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น ชาวเราจงคิดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไร นอกจากพระเป็นเจ้า และตัวเราเท่านั้น ก็แล้วกัน เมื่อพวกคนอันธพาลจะมาเยาะเย้ยถากถาง ชางกราจงฝากตัวไว้กับพระสวามีเจ้า ให้สมนาพระคุณของพระองค์ที่ได้ทรงโปรดให้เราแลเห็นแสงสว่าง แต่มิได้ทรงโปรดแก่พวกเขาคนอาภัพ แล้วให้ชาวเราเดินตามทางของเราต่อไป จงอย่าอายในการแสดงตัวเป็นคริสตังค์เลย เพราะมิฉะนั้น จะถูกโทษตามคำที่พระเยซูคริสต์ทรงขู่ไว้ คือพระองค์จะทรงอายต่อเราในวันพิพากษา และจะไม่ทรงให้เราอยู่ข้างพระหัตถ์ขวาของพระองค์ “ผู้ใดอายเรา อายพระโอวาทของเรา พระบุตรแห่งมนุษย์จะทรงอายผู้นั้น ในเมื่อพระองค์จะเสด็จมาพร้อมด้วยพระมหิทธิศักดิ์ของพระองค์” (ลก. 9, 26)

            หากชาวเราอยากเอาตัวรอด ก็จำเป็นต้องตกลงปลงใจสู้ทน และออกแรงกว่านั้นอีกต้องใช้กำลังข่มบังคับเอา “หากที่นำไปสู่ชีวิต เป็นทางอันคับแคบ” (มธ. 7, 14) “พระราชัยแห่งสวรรค์นั้น จะยึดเอาได้ ก็จำเป็นต้องออกกำลังและผู้กล้าแข็งนั่นแหละ จะช่วงชิงเอาได้” (มธ 11, 12) ผู้ใดไม่ออกกำลัง ผู้นั้นจะไม่รอด ไม่มีทางอื่นจะเลี่ยงได้ เพราะหากเราอยากจะประพฤติดี ก็จะต้องต่อสู้กับธรรมชาติของเรา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อเรา เราจะต้องออกแรง เป็นต้นในตอนแรกทั้งนี้เพื่อถอนความเคยชินทางชั่วออก แล้วปลูกฝังความเคยชินทางดีแทนที่ ทั้งนี้เพราะว่าเมื่อเราเคยชินในทางดีแล้ว การประพฤติตามพระบัญญัติก็เป็นของง่ายกว่านั้นอีก เป็นของหวานฉ่ำ พระสวามีเจ้าได้ตรัสแก่นักบุญบรียิตว่า “ในการประพฤติตามทางฤทธิ์กุศล ใครมีมานะเพียรทนหนามทิ่มแทงในคราวแรก ๆ ก่อนต่อภายหลังหนามนั้นจะกลายเป็นดอกกุหลาบไป

            ฉะนั้น คริสตชนที่รัก ท่านจงระวังตัวเถิด ขณะนี้พระเยซูคริสต์กำลังตรัสแก่ท่าน ดังที่พระองค์ได้ตรัสแก่คนง่อยว่า “นี่แน่ะ เจ้าหายดีแล้ว อย่าไปทำบาปอีก เพราะน่ากลัวว่าเจ้าจะประสบภัยที่ร้ายยิ่งขึ้น” (ยน. 5, 14) นักบุญเบอร์นาร์ดยังเตือนว่า “จงระวังตัวไว้ หากเป็กรรม ท่านกลับหกล้มอีก จงรู้ไว้เถิดว่าหายนะคราวหลังนี้ ร้ายกว่าคราวก่อน ๆ ทั้งหมด” (7) พระสวามีเจ้าตรัสว่า: เวรกรรมของบรรดาคนที่ได้เดินตามทางของพระเป็นเจ้าแล้วภายหลังมาละทิ้ง “กรรม เจ้าพวกคนหนีทัพ” (อสย. 30, 1) คนจำพวกนี้ต้องถูกโทษ อย่างเดียวกับพวกที่ต่อสู้กับความสว่าง (โยบ. 24, 13) พระอาชญาโทษสำหรับคนที่ได้รับความสว่างมาก ๆ แต่แล้วได้ทรยศต่อพระองค์ คือเขาจะกลายเป็นคนตาบอดและจะตายไปในบาปของตน “หากผู้ใคร่ธรรมออกนอกทางความยุติธรรม...เขาจะมีชีวิตได้หรือ? กิจการดีทั้งหลาย ที่เขาได้สร้างไว้จะถูกลืมหมด...เขาจะพินาศไปในบาปของเขา” (อสค. 18, 24)

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            อา! พระผู้เป็นเจ้า เจ้าข้า ข้าพเจ้าก็สมควรจะได้รับพระอาชญาโทษดังนี้ หลายครั้งแล้ว เพราะได้รับความสว่าง และได้ละทิ้งบาป แต่แล้ว กรรมแท้ ๆ ได้กลับไปทำบาปอีก ขอสมนาพระคุณเป็นล้นพ้น ที่มิได้ทรงปล่อยให้ข้าพเจ้าจมอยู่ในความบอดมืดดังนั้น พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าเป็หนี้พระเดชพระคุณของพระองค์เหลือประมาณ หากข้าพเจ้ายังจะหันหลังให้พระองค์อีก ข้าพเจ้าจะเป็นคนใจดำเนรคุณถึงขั้นไหนเล่า? ไม่เอาแล้ว พระมหาไถ่เจ้าข้า ข้าพเจ้าหวังว่าตลอดชีวิตที่ข้าพเจ้ายังมีอยู่นี้ และตลอดนิรันดรภารพ ข้าพเจ้าจะได้ขับร้องสาธุการพระทัยเมตตากรุณาของพระองค์อยู่เสมอ (สดด. 88, 1) จะได้รักพระองค์เสมอทั้งจะไม่ไร้พระหรรษทานของพระองค์ต่อไปอีกเลย พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้แสดงใจดำต่อพระองค์มามากมายแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าเกลียดชังและสาปแช่งมัน มันจะทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาตกอยู่เสมอ เพราะได้ทำเคืองพระทัย มันจะเร้าใจข้าพเจ้าให้รักพระองค์ พระเป็นเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า แม้ว่าข้าพเจ้าได้ทำผิดต่อพระองค์มากมายเท่าไร ๆ พระองค์ก็ยังได้ทรงพระกรุณาประทานพระหรรษทานให้เป็นอันมากเรื่อยมา! เป็นความสัตย์จริง พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ผู้ทรงน่ารักหาที่สุดมิได้! นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระองค์ผู้เดียวเป็นความรักของข้าพเจ้า พระองค์ผู้เดียวเป็นคุณงามความดีของข้าพเจ้าแล้ว ข้าแต่พระบิดา ผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดร ด้วยเดชะพระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าวิงวอนขอพระองค์โปรดประทานให้ข้าพเจ้าคงเจริญในพระหรรษทาน และความรักต่อพระองค์จนถึงที่สุดเถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าทราบว่า หากข้าพเจ้าวิงวอนขอพระองค์อยู่เสมอ พระองค์จะทรงอนุญาตตามแต่ใครหนอจะประกันได้ว่า ข้าพเจ้าจะเอาใจใส่ วิงวอนขอความคงเจริญดังนี้เรื่อยไป? ฉะนั้น พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนขอความคงเจริญ และขอพระหรรษทาน ช่วยให้ข้าพเจ้าวิงวอนขอความคงเจริญอยู่เสมอ พระเจ้าข้า

            โอ้ พระนางมารีอา สรณะ และที่วางใจของข้าพเจ้า โปรดช่วยเสนอให้ข้าพเจ้าเฝ้าวิงวอน ขอความคงเจริญในความดีเรื่อยไปจนถึงที่สุด จากพระเป็นเจ้าเถิด โปรดเห็นแก่ความรักของท่านต่อพระเยซูคริสต์ และช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับความคงเจริญในความดีเถิด

3. ต้องต่อสู้กับเนื้อหนัง

            บัดนี้ ศัตรูจำพวกที่สาม คือ เนื้อหนัง ซึ่งเป็นศัตรูที่ร้ายกาจกว่าหมดชาวเราจงพิเคราะห์ดูว่าจะต้องต่อสู้กับมันอย่างไร วิธีแรก คือต้องสู้กับมันด้วยคำภาวนา ซึ่งเรากล่าวมาแล้ว วิธีที่สอง คือ ต้องหลีกเลี่ยงท่าทางบาป ซึ่งเราใคร่จะพิจารณาดูอย่างละเอียด ณ ที่นี้

            นักบุญ แบร์นาร์ดีโน แห่งซีเอนา ยืนยันว่า คำตักเตือนของพระคริสต์ที่สำคัญกว่าหมดและแทบจะต้องถือว่าเป็นรากฐานของพระศาสนาทีเดียว คือคำตักเตือนเรื่องการหลีกเลี่ยงท่าทางบาป (8) คราวหนึ่ง ขณะทำพิธีขับไล่ผีปีศาจบอกว่า: ในกระบวนบทเทศนาทั้งหลาย มันเกลียดกัณฑ์เทศนาที่กล่าวถึงการหลีกเลี่ยงท่าทางบาปมากที่สุด ต้องเป็นจริงดังนี้ เพราะว่า เมื่อคนบาปกลับใจแต่ไม่ละทิ้งท่าทางบาป ถึงแม้เขาจะตั้งหน้าและให้คำมั่นสัญญาต่าง ๆ ก็ทำเนาปีศาจจะหัวเราะเยาะเอา ท่าทางบาป เฉพาะอย่างยิ่งท่าทางบาปในความสนุกทางเบญจประสาทคล้ายกับม่านบังตา ทำให้คนเรามองไม่เห็นความตั้งหน้าดีที่ตนทำไว้ทำให้มองไมเห็นแสงสว่างที่ตนได้รับ และอัตถ์ความจริงชั่วนิรันดรด้วย พูดสั้น ๆ คือ มันทำให้เราลืมหมดทุกสิ่ง และให้กลายเป็นคนตาบอดไป การไม่หลีกเลี่ยงท่าทางบาปนี้เอง ได้เป็นเหตุให้บิดามารดาเดิมของเราเสียที พระเป็นเจ้าทรงห้ามมิให้แตะต้องผลไม้นั้นด้วย เอวาเองได้พูดกับงูว่า “พระเป็นเจ้าทรงห้ามมิให้เราแตะต้อง” แต่ท่านเบาความมาก “ได้ไปมองดู ไปเก็บและกิน” (ปฐก. 3, 3 ฯลฯ) ทีแรกท่านเริ่มด้วยการมองดูผลไม้ แล้วเอามือเก็บที่สุดได้กินเข้าไป ผู้ใดวางตนอยู่ในภัย ผู้นั้นจะพินาศไปในภัยนั้นแล “ผู้ใดรักภัยผู้นั้นจะฉิบหายไปในภัย” (บสร. 3, 27) นักบุญเปรโตตักเตือนว่า “ปีศาจวิ่งวนเวียนอยู่รอบข้างคอยหาเหยื่อ” (1 ปต. 5, 8) นักบุญชีปรีอาโน ถามว่า: มันทำอย่างไรจึงจะเข้าไปสู่วืญญาณที่มันถูกขับไล่ออกแล้วได้ใหม่? มันหาช่องเข้านะซิ (9) วิญญาณใดเปิดช่องให้ศัตรู มันได้ท่าก็เข้าไปและขบกินเขา ท่านอธิการแกวริโกกล่าวว่า: เมื่อลาซาโรกลับคืนชีพนั้น มือเท้าของท่านยังถูกผูกมัดอยู่และเพราะท่านได้กลับคืนชีพด้วยอาการดังนี้ ภายหลังจึงได้ตายไปอีก (10) ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ก็เพราะอยากจะสอนเราว่า: ผู้ใดลุกขึ้นออกจากบาป แต่ยังมีท่าทางบาปที่ผูกมัดตัวอยู่ผู้นั้นแม้ได้กลับคืนชีพ ก็จะตายไปใหม่ เหตุฉะนั้นใครต้องการเอาตัวรอดจริง ๆ ผู้นั้นจำต้องละทิ้งทั้งบาป ทั้งท่าทางอันนำไปสู่บาปนั้นด้วย กล่าวคือ ต้องละทั้งเพื่อนคนนั้น บ้านหลังนั้น การติดต่อกับคนนั้น

            บางคนจะค้านว่า: ฉันได้เปลี่ยนความประพฤติแล้ว ไม่มีความมุ่งทางชั่วกับคนนั้นต่อไป ทั้งไม่มีการประจญด้วย ข้าพเจ้าขอตอบท่านดังนี้: มีเรื่องเล่าว่า ที่ประเทศเมารีตาเนีย (ประเทศแขกมัวร์) มีหมีชนิดหนึ่ง เที่ยวไล่จับลิงกินเป็นอาหาร พอลิงแลเห็นหมี มันก็วิ่งขึ้นต้นไม้ ฝ่ายหมีทำอย่างไร? มันแสร้งเหยียดตัวทำเป็นนอนตายใต้ต้นไม้ ครั้นมันแลเห็นลิง ค่อย ๆ เขยิบเข้ามาใกล้ มันก็ลุกขึ้นตะครุบลิงกินเป็นอาหาร ปีศาจก็ทำกับคนเราดั่งนี้แหละ ทำให้เราเห็นเหมือนว่าการประจญหมดไปแล้ว แต่เมื่อใครเข้าไปใกล้ท่าทาง มันก็ปลุกให้ลุกฮือขึ้นแล้วตะครุบจับเขากินเสียนั้นแล

            โอ้ อนิจจา! กี่คนแล้ว ที่ได้เคยบำเพ็ญภาวนา เคยได้รับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ จนควรได้ชื่อว่านักบุญ แต่เพราะได้ปล่อยตัวอยู่ในท่าทางบาป ที่สุดจึงได้ตกเป็นเหยื่อนรกไป! ประวัติศาสตร์แห่งพระศาสนจัก มีเรื่องเล่าว่า: สุภาพสตรีผู้หนึ่ง เป็นคนใจศรัทธา เคยทำการปลงศพมาร์ตีร์จำนวนมาก มาคราวหนึ่งเธอได้พบมาร์ตร์องค์หนึ่ง ถูกทิ้งไว้ ยังไม่ตาย จึงได้นำไปรักษาพยาบาลที่บ้านที่สุดก็หายเป็นปรกติ แล้วเรื่องเป็นอย่างไร? นักบุญทั้งบสอง (คราวแรกทั้งสองคนควรได้รับนามอย่างนี้โดยแท้) เนื่องจากท่าทางบาปและการอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมได้เสียพระหรรษทานไปก่อน และตกที่สุดได้เสียความเชื่อไปเลย!

            พระสวามีเจ้าทรงรับสั่งให้อิสิยาห์เทศนาว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นเหมือนหญ้าแห้ง” (อสย. 40, 6) ตรงนี้ นักบุญยวง คริสซอสโตม ให้อัตถาธิบายว่า: มันจะเป็นไปได้หรือ เมื่อเอาไฟไปใส่ที่หญ้าแห้ง แล้วไฟจะไม่ลุก? (11) นักบุญชีปรีอาโน กล่าวทำนองคล้ายคลึงกันว่า “เป็นไปไม่ได้ ที่ผู้อยู่ในไฟ แล้วจะไม่ให้ไฟไหม้” (12) ท่านประกาศกเตือนว่า กำลังของเรา “เป็นเหมือนกำลังของฟ่อนหญ้าแห้ง” ที่อยู่ในไฟ (อสย. 1, 31) ซาโลมอนได้นิพนธ์ไว้เช่นเดียวกันว่า “ต้องเป็นคนบ้า จึงจะอ้างได้ว่า เดินบนเหล็กแดงได้ โดยที่ฝ่าเท้าไม่ไหม้” (สภษ. 6, 28) ฉะนั้น จึงต้องนับว่าเป็นคนบ้าดุจกัน คนที่อ้างว่าการอยู่ในท่าทางบาป แล้วจะไม่ทำบาป เหตุฉะนั้น ชาวเราต้องหนีบาป ดุจหนีงูร้ย (บสร. 21, 2) ท่านวัลฟริดสอนว่า: เราต้องหนี ไม่ใช่เพียงไม่ให้งูกัด ไม่ใช่เพียงการแตะต้องงู แต่เราต้องหนีแม้การเข้าไกล้มันด้วย (13)

            แต่ท่านจะแก้ว่า: ฉันได้ประโยชน์มาก เมื่อเกี่ยวข้องกับย้นหลังนั้นเมื่อผูกมิตรกับคนนั้น ถึงแม้จะได้ประโยชน์อย่างไรก็ตาม หากท่านเห็นว่า “บ้านหลังนั้นเป็นทางนำท่านไปสู่นรก” (ปชญ. 7, 27) และท่านต้องการเอาตัวรอดจริงก็ไม่มีทางอื่น ท่านจำต้องปลีกตัวออกให้จงได้ พระสวามีเจ้าเองตรัสสอนว่า แม้ท่านมองเห็นว่าตาของท่านเองเป็นเหตุให้ท่านต้องพินาศ ก็จงควักมันออกและชว้างมันทิ้งให้ห่างไกลจากตัวท่าน พึงสังเกต “ห่างไกลจากตัวท่าน” ซึ่งหมายความว่า ต้องรื้อถอนท่าทางบาปทั้งหมดทุกอย่างทีเดียว

            นักบุญฟรันซิส อัสซีซี สอนว่า: ปีศาจมาประจญคนใจศรัทธา ผู้ถวายตัวแด่พระเป็นเจ้า ไม่เหมือนกับมาประจญคนชั่ว ทีแรกมันไม่ใช้เชือกมะนิลาดอกมันใช้เพียงเอาเส้นผมมาผูกก่อน แล้วค่อย ๆ เอาด้าย เอาเชือกที่สุดถึงเอาเชือกมะนิลามาล่าม แล้วก็ลากเขาไปสู่บาปด้วยประการฉะนี้ จึงว่าใครต้องการจะพ้นจากภัยอันนี้ แต่แรกทีเดียวเขาก็ต้องตัดเส้นผมออกเสียให้หมด ก่อนกล่าวคือต้องตัดท่าทางบาปออกให้สิ้น เช่น การยิ้มคำนับ การรับของขวัญ จดหมาย ฯลฯ เมื่อพูดถึงผู้ที่เคยชินในพยศชั่วความอุลามกแล้วคนเช่นนี้จะหลีกเลี่ยงเพียงท่าทางบาปใกล้ชิดเท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องหนีท่าทางอันห่างไกลอีกด้วยมิฉะนั้น ก็จะพลาดตกในบาปอีก

            สรุปความ: ผู้ต้องการเอาตัวรอดจริง ๆ จำต้องวางหลักความตั้งหน้าและพื้นความตั้งหน้านี้เนือง ๆ ว่าตนจะไม่ยอมพรากจากพระเป็นเจ้า โดยพูดย้ำคติพจน์ของนักบุญบ่อย ๆ ว่า “เสียอะไรเสียไป แต่ไม่ยอมเสียพระเป็นเจ้าเป็นอันขาด” แต่จะมีแต่คยามตั้งหน้าไม่ยอมเสียพระเป็นเจ้าเท่านั้นยังไม่พอ ยังจะต้องใช้วิธีการที่ช่วยไม่ให้เสียพระองค์ไปอีกด้วย

            วิธีการที่ต้น คือการหนีท่าทางบาปดังเราได้อธิบายมาแล้ว

            วิธีการที่สอง คือการรับศีลแก้บาปและรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ เรือนใดเจ้าของกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ เรือนนั้นก็ไม่สกปรก ศีลแก้บาปรักษาความบริสุทธิ์ของวิญญาณ ไม่เพียงแต่ลบล้างบาปเท่านั้นยังช่วยให้ต่อสู้กับการปรจญได้อีกด้วย ศีลมหาสนิทซึ่งยังมีนามว่า “ปังแห่งสวรรค์” ทั้งนี้เพราะว่าร่างกายเราจะดำรงชีพอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยอาหารฝ่ายโลกฉันใด วิญญาณจะดำรงชีพอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยอาหารแห่งสวรรค์ฉันนั้น “หากท่านไม่รับประทานพระกายแห่งบุตรมนุษย์และไม่ดื่มโลหิตของพระองค์ไซร้ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่ในตัวท่าน” (ยน. 6, 54) ตรงข้าม ผู้ใดรับประทานปังอันนี้บ่อย ๆ ผู้นั้นจะได้มีชีวิตตลอดนิรันดร” (ยน. 6, 59) ฉะนั้นพระสังคายนาเมืองเตรนท์ จึงขนานนามศีลมหาสนิทว่า เป็นโอสถแก้บาปเบาและเป็นโอสถป้องกันบาปหนัก (14)

            วิธีการที่สามคือ การรำพึง หรือจิตภาวนา “จงระลึกถึงปลายทางของเจ้าเถิด และเจ้าจะไม่ทำบาปเป็นอันขาด” (บสร. 7, 40) ผู้ได้วางข้อความจริงชั่วนิรันดรไว้ต่อหน้าต่อตาตน เช่น ความตาย การพิพากษา นิรันดรภาพ ผู้นั้นจะไม่ตกในบาป ในเวลารำพึง พระเป็นเจ้าทรงโปรดให้เราแลเห็นแสงสว่าง “จงเข้าไปใกล้พระองค์ และท่านจะแลเห็นความสว่า” (สดด. 33, 6) ในเวลารำพึงพระเป็นเจ้าตรัสแกี่เรา และทำให้เราทราบว่า เราต้องหลีกเลี่ยงอะไร ต้องทำอะไร? “เราจะนำเขาไปสู่ที่สงัด และจะพูดกับดวงใจของเขา” (ฮชย. 2, 4) นอกนั้นการรำพึงยังเป็นเหมือนเตาไฟ ที่ปลุกความรักต่อพระเป็นเจ้าให้ลุกฮือขึ้น ที่สุดเป็นเรื่องที่เราได้พิเคราะห์มาหลายครั้งแล้วคือ เพื่อจะรักษาพระหรรษทานไว้ได้เราจำเป็นที่สุด จะต้องภาวนา และวิงวอนขอพระคุณานุคุณที่เราต้องการผู้ใดไม่รำพึง ผู้นั้รก็ภาวนาได้โดยยากนักหนา และหากไม่ภาวนา ก็จะพินาศไปเป็นแน่แท้

            เป็นอันว่า จำเป็นจะต้งอใช้วิธีการเพื่อทำให้ตัวของตัวรอด และต้องจัดการดำเนินชีพให้เป็นระเบียบ เวลาเช้าเมื่อตื่นนอน ต้องทำกิจวัตรอย่างคริสตัง เช่นสมนาคุณ แสดงความรัก มอบถวายตัว กำหนดข้อตั้งใจ และวิงวอนขอพระเยซูและพระแม่มารีอา ทรงช่วยปกปักษ์รักษาตัวให้พ้นจากบาปในวันนั้นแล้วให้รำพึงและไปฟังมิสซา ในช่วงวันก็ให้อ่านหนังสือศรัทธา เฝ้าศีลมหาสนิท เยี่ยมแม่พระมารีอา ตอนเย็นให้พิจารณาบาป และสวดลูกประคำ จงรับศีลมหาสนิทสัปดาห์ละหลาย ๆ ครั้ง ตามแต่คุณพ่อวญญาณจะแนะนำ และให้ปฏิบัติทุกสิ่งดังกล่าวมาโดยสุจริต นอกนั้นจะเป็นประโยชน์มากหากจะไปเข้าเงียบที่อารามฤษีแห่งใดแห่งหนึ่ง พึงแสดงความภักดีต่อพระนางมารีอาเป็นพิเศษ โดยปรนนิบัติพระนางอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อดอาหารในวันเสาร์ พระนางทรงพระนามว่าเป็นชนนีแห่งความคงเจริญในความดี ทั้งพระนางเองก็ทรงสัญญาว่าจะประทานความคงเจริญในความดีแก่ข้าบริการของพระนาง “บุคคลใดออกแรงทำงานเพื่อเรา บุคคลนั้นจะไม่ทำบาป” (ปสร. 24, 30) ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ จะต้องวิงวอนขอพระเป็นเจ้าโปรดประทานความคงเจริญในการประพฤติถือดีตลอดไปเป็นต้น ในคราวถูกประจญล่อลวง ทั้งนี้โดยออกพระนามศักดิ์สิทธิ์: เยซูและมารีอาบ่อย ๆ ตลอดเวลาที่การประจญยังดำเนินอยู่ หากท่านปฏิบัติดั่งนี้ท่านจะเอาตัวรอดแน่ แต่หากท่านไม่ปฏิบัติท่านจะไปนรกแน่

            ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา ขอสมนาพระคุณ ที่ได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าแลเห็นความสว่าง และทราบถึงวิธีการต่าง สำหรับการเอาตัวรอด ข้าพเจ้าขอสัญญากับพระองค์ว่า จะปฏิบัติตามโดยสุจริต และวิงวอนขอพระองค์ช่วยให้ปฏิบัติตามนั้นด้วยสัตย์ซื่อจริง ๆ ด้วย พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ามองเห็นถ่องแท้ว่าพระองค์ทรงปรารถนาให้ข้าพเจ้าเอาตัวรอดจริง ๆ และตัวข้าพเจ้าเองก็อยากเอาตัวรอดเหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ซึ่งต้องการให้ข้าพเจ้ารอด เป็นอย่างยิ่ง ไม่เอาแล้ว พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่ยอมต่อสู้ กับความรักของพระองค์ต่อไป ความรักของพระองค์นี้แหละได้เพียรทนข้าพเจ้าเป็นหนักหนาในคราวที่ข้าพเจ้าได้กระทำเคืองพระทัย พระองค์ทรงเรียกร้องให้ข้าพเจ้ามารักพระองค์ ณ กาลบัดนี้ ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระองค์เท่านั้นพระเจ้าข้า ข้าแต่พระทัยดีที่ล้นที่พ้น ข้าพเจ้ารักพระองค์ ข้าแต่องค์คุณงามความดีที่ล้นที่พ้น ข้าพเจ้ารักพระองค์โปรดเถิด โปรดเห็นแก่พระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ขออย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าทำใจดำต่อพระองค์อีกเลย หรือมิฉะนั้นก็ขอให้ข้าพเจ้าตายไปเสียก่อนเถิด พระสวามีเจ้าข้า ไหน ๆ พระองค์ได้ทรงเริ่มงานแล้ว โปรดบันดาลให้บรรลุผลสำเร็จในบัดนี้เถิดพระเจ้าข้า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดให้การงานทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงเริ่มในตัวข้าพเจ้า จงมั่นคงถาวรเถิด พระเจ้าข้า” (สดด. 67, 29) โปรดประทานพละกำลังและความรักเถิดพระเจ้าข้า

            โอ้ พระแม่มารีอาผู้รักษาคลังแห่งพระหรรษทาน โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยโปรดประกันรับรองว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสของทานเถิด ข้าพเจ้าภูมิใจในเกียรติอันนี้เหลือเกิน โปรดวิงวอนพระเยซูเพื่อให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด รองจากพระบุญญาบารมีของพระเยซู ก็ถึงคำภาวนาของท่านนั่นแหละ ที่จะช่วยให้ข้าพเจ้ารอด

(1) Incipere multorum est, persereare paucorum (Lid. L contra jov.)

(2) Non quaeruntur in christianis initia, sed finis (S. Hier. Ad Fur.)

(3) Sola perseverantia coronatur.

(4) Coeli janua.

(5) Inchoantibus proemium, perseverantibus datur. (Serm. 6 de modo bene viv.).

(6) Quanto quis fortius nititur Deo servire, tanto acrius contra eum saevit adversaries.

(7) Audis recidere quam incidere esse deterius.

(8) Inter consilia Christi unum celeberrimum, et quasi religionis fundamentum est fugere peccatorum occasiones (Tom. 1,

      Serm. 21, a. 3 c. 3).

(9) Explorat, an sit pars, cujus aditu penetretur.

(10) Prodiit ligatus minibus et pedibus.

(11) Lucernam in foenum pone, actum aude negare quod foenum esuratur.

(12) Impossibile est flammis circumdari, et non ardere (Desing. Cler.).

(13) Fuge etiam tactus, etiam accessum.

(14) Antidotum quo liberemur a culpis quotidianis et a peccatis mortalibus praeservemur (Trid. Sese. 13 c. 2).

ท่านกำลังอ่าน

“ บทที่ 31 จงเจริญในความประพฤติ “