Skip to main content

เตรียมเผชิญ

ค ว า ม ต า ย

บทที่ 34 ศีลมหาสนิท

ชาวเราจงพิเคราะห์ดู 1. ศีลมหาสนิท คือพระคุณอันใหญ่ 2. ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูคริสต์ ในการตั้งศีลมหาสนิท และ 3. ความปรารถนาอันเร่าร้อนของพระเยซูให้เราเข้าไปรับศีลมหาสนิท

1. ศีลมหาสนิทคือพระคุณอันใหญ่

ประการแรก จงพิเคราะห์ดูพระคุณอันใหญ่หลวง ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงประทานแก่เรา โอยประทานพระองค์เองทั้งหมดให้เป็นอาหารของเราในศีลมหาสนิท นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า “แม้พระเป็นเจ้าทรงฤทธิ์ทุกประการ แต่พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่เราให้มากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว” นักบุญแบร์นาร์ดีโนแห่งซีเอนา เสริมว่า “วิญญาณของเราอาจจะรับ หรืออาจจะปรารถนาทรัพย์อันใดให้ใหญ่ไปกว่าพระวรกายของพระเยซูคริสต์ได้หนอ?” ท่านประกาศกอิสิยาห์อุทานว่า “มนุษย์เจ้าเอ๋ย จงประกาศประดิษฐกรรมอันแสดงความรักแห่งพระเป็นเจ้าของชาวเราเถิด” (อสย. 12, 4) 

หากพระมหาไถ่เองมิได้ทรงประทานพระคุณประการนี้ ขอถามทีเถิดใครในพวกเราจะเป็นผู้ทวงขอพระคุณอันนี้จากพระองค์? ใครหนอจะบังอาจทูลพระองค์ว่า: พระสวามีเจ้าข้า ถ้าพระองค์ประสงค์จะให้พวกเราทราบว่าพระองค์ทรงรักเราละก็ โปรดบันดาลให้พระองค์สถิตอยู่ใต้เพศปัง และอนุญาตให้ชาวเราเข้าไปรับพระองค์เป็นอาหารเถิดพระเจ้าข้า? แม้เพียงแต่คิดดั่งนี้ ก็น่าจะถือว่าเป็นบ้าไปเสียแล้วมิใช่หรือ? นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า “ไม่คล้ายกับการเป็นบ้าไปดอกหรือ ที่จะพูดว่าจงกินเนื้อของเรา จงดื่มเลือดของเรา” (1) คราวเมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงประกาศให้สานุศิษย์ทราบว่า พระองค์จะทรงตั้งศีลมหาสนิทสานุศิษย์บางคนไม่อาจจะเชื่อพระองค์ได้ จึงได้ละทิ้งพระองค์ไป พลางบ่นว่า “คน ๆ นี้จะให้เรากินเนื้อของเขาได้อย่างไร? พูดอะไรรุนแรงเหลือเกิน ใครจะฟังลง?” (ยน. 6, 61) แต่สิ่งที่มนุษย์ไม่อาจคำนึงถึงได้นั้น ความรักอันใหญ่หลวงของพระเยซูคริสต์ เป็นไปได้ และได้บันดาลให้สำเร็จเป็นไป

นักบุญแบร์นาร์ดีโน กล่าวว่า “พระสวามีเจ้าได้ทรงตั้งศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้ขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความรัก ที่พระองค์ได้ทรงแสดงต่อเรา ในพระมหาทรมาน” (2) คำกล่าวของท่านไปพ้องกับพระวจนะของพระเยซูเองที่บันทึกโดยนักบุญ ลูกาว่า “จงกระทำการนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเราเถิด” (ลก. 22, 19) ท่านนักบุญกล่าวเสริมอีกว่า “แม้ได้ทรงเตรียมพร้อมจะพลีพระชนม์ชีพเพื่อเราแล้ว ความรักเท่านี้ยังไม่สาแก่ใจของพระองค์ ฉะนั้น ก่อนจะทรงมรณะความรักอันนี้ ยังได้บังคับให้พระองค์ทรงประทานพระคุณอันใหญ่หลวงกว่าพระคุณใด ๆ ทั้งสิ้น ที่พระองค์ได้โปรดประทานให้แล้ว กล่าวคือ ทรงประทานพระกายของพระองค์เองเป็นอาหารของชาวเรา” (3) ท่านอธิการแกวลีโก กล่าวว่า “ในการตั้งศีลมหาสนิท พระเยซูได้ทรงเผยความรักของพระองค์จนถึงขีดสุด” (4) พระมหาสังคายนาเมืองเตรนท์ ให้อัตถาธิบายแจ่มแจ้งกว่าอีกว่า “ในศีลมหาสนิทพระเยซูเจ้าได้ทรงเทขุมทรัพย์ความรักของพระองค์ออกจนหมดกระเป๋า” (5) 

นักบุญฟรังซิสเดอซาลส์ ถามว่า: หากพระราชาองค์หนึ่ง ขณะกำลังนั่งโต๊ะเสวยมีรับสั่งให้เอาอาหารจากโต๊ะเสวยส่วนหนึ่ง ไปประทานแก่ยาจก การกระทำของพระองค์นี้เป็นการแสดงพระทัยดีเพียงไร? แล้วหากพระองค์ทรงเอาเนื้อแขนของพระองค์ชิ้นหนึ่ง ไปประทานให้คนจนรับประทาน จะว่าอย่างไร?- ก็ในศีลมหาสนิท สิ่งที่พระเยซูทรงโปรดให้เรารับประทานนั้นมิใช่เป็นพระกระยาหารของพระองค์ส่วนหนึ่ง มิใช่เป็นพระกายของพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่เป็นพระกายของพระองค์ทั้งหมดทีเดียว” : “ท่านทั้งหลายจงรับเอา และกินไปเถิด นี่คือกายของเรา” (มธ. 26, 26) และพร้อมกับพระกายอันนี้ พระองค์ยังทรงประทานพระวิญญาณและพระเทวภาพของพระองค์แก่เราด้วย นักบุญยวงคริสซอสโตมสรุปความว่า “พูดสั้น ๆ เมื่อพระเยซูทรงประทานพระองค์แก่เราในศีลมหาสนิท พระองค์ทรงประทานหมดทุกสิ่งที่พระองค์มี และไม่ทรงเหลืออะไรไว้เลย” (6) ท่านนักปราชญ์กล่าวว่า ในศีลมหาสนิท พระเป็นเจ้าทรงประทานหมดทุกสิ่งที่พระองค์เป็น และที่พระองค์ทรงมีให้แก่เรา” (7) นักบุญบอนนาแวนตูราอุทานว่า “นี่แน่ะ พระเป็นเจ้าที่ล้นพ้น โลกไม่สามารถจะบรรจุพระองค์ แต่ได้ทรงยอมมาเป็นข้าเชลยของเราในศีลมหาสนิท” (8) ก็เมื่อในศีลมหาสนิท พระสวามีเจ้าทรงประทานพระองค์ทั้งหมดแก่ชาวเราแล้ว ขณะที่เราวิงวอนขอพระคุณประากรใดจากพระองค์ ไฉนเราจะกลัวว่า พระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานเล่า? “พร้อมกับ (ศีลมหาสนิท) พระองค์มิทรงประทานทุกสิ่งหมด แก่ชาวเราดอกหรือ?” (รม. 8, 32) 

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

พระเยซูเจ้าข้ ใครหนอได้บังคับพระองค์ให้ประทานพระองค์เองทั้งหมดเป็นอาหารของข้าพเจ้า? เมื่อได้ประทานพระคุณประการนี้แล้ว พระองค์ยังทรงมีอะไรเหลือที่จะบังคับให้ข้าพเจ้ารักพระองค์อยู่อีกหรือ? อา ! พระสวามีเจ้าข้าโปรดส่องสว่าง โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบเถิดว่า การพลีพระองค์เป็นอาหารเพื่อจะให้ข้าพเจ้าครบาปน่าสมเพชได้ร่วมเป็นอันเดียวกับพระองค์นั้น เป็นการกระทำอันเกินขนาดเหลือเกิน! เพราะที่พระองค์ทรงประทานพระองค์ทั้งหมดแก่ข้าพเจ้าจึงสมควรนักหนา ที่ข้าพเจ้าจะถวายตัวข้าพเจ้าทั้งหมดตอบแทนพระองค์ด้วย! พระมหาไถ่เจ้าข้า ไฉนข้าพเจ้าจึงยังบังอาจทำความขุ่นเคืองใจของพระองค์ได้อีกเล่า พระองค์ผู้ทรงรักข้าพเจ้าถึงปานฉะนี้ ทรงรักข้าพเจ้า จนทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เว้นอะไรเลยเพื่อจะให้ข้าพเจ้ารักพระองค์? พระองค์ได้ทรงรับเป็นมนุษย์เพื่อข้าพเจ้า ได้ทรงมรณะเพื่อข้าพเจ้า ได้ทรงบันดาลให้พระองค์กลายเป็นอาหารเพื่อข้าพเจ้า ขอถามทีเถิด พระองค์ยังทรงมีอะไรเหลือจะทำต่อข้าพเจ้าอีกเล่า? องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้น เจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์องค์ความรักปราศจากขอบเขต เจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ข้าแด่พระสวามีเจ้าโปรดเสด็จเข้ามาในวิญญาณของข้าพเจ้าบ่อย ๆ เถิด โปรดเผาตัวข้าพเจ้าทั้งหมดด้วยความรักอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าลืมทุกสิ่ง เพื่อคิดถึงและรักแต่พระองค์ผู้เดียว พระเจ้าข้า

ข้าแต่พระแม่มารีอา ผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง โปรดภาวนาอุทิศแก่ข้าพเจ้าโปรดเสนอวิงวอนให้ข้าพเจ้าสมควรได้รับพระบุตรขอท่าน ในศีลมหาสนิทบ่อย ๆ เถิด

2. ศีลมหาสนิทเป็นพระคุณแห่งความรัก

ประการสอง เราจงพิเคราะห์ดูความรักอันใหญ่ยิ่งของพระเยซูคริสต์ต่อเรา ในการที่ทรงตั้งศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการนี้ เป็นของประทานเพราะความรักโดยเฉพาะ ตามโครงการณ์ของพระเป็นเจ้า พระมหาไถ่จะต้องทรงมรณะเพื่อช่วยให้เรารอด ทั้งนี้โดยที่การพลีพระชนม์ชีพของพระองค์ จะเป็นเครื่องชดเชยความยุติธรรมของพระเป็นเจ้า และแก้ไขบาปความผิดของเรา แต่ไม่จำเป็นเลยที่พระเยซูคริสต์ เมื่อได้ทรงมรณะเพื่อเราแล้ว จะต้องประทานพระองค์เป็นอาหารของเราอีก ความรักของพระองค์นั่นแหละได้บันดาลให้เป็นไปเช่นนี้ นักบุญเลาแรนซีโอ ยูสตีนีอาโน กล่าวว่า “การที่พระองค์ได้ทรงตั้งศีลมหาสนิท มิใช่เพื่ออะไร แต่เพื่อให้ชาวเราทราบว่าพระองค์ทรงรักเราอย่างยิ่งเท่านั้น” (9) นักบุญยวงบันทึกไว้ เป็นความเดียวกันว่า “เนื่องจากพระเยซูทรงทราบว่าถึงเวลาแล้ว ที่พระองค์จะต้องข้ามจากโลกนี้ไปหาพระบิดา เพราะทรงรักคนของพระองค์...ได้ทรงรักเขาจนถึงที่สุด” (ยน. 13, 1) พระเยซูทรงทราบว่าถึงเวลาที่พระองค์จะต้องจากแผ่นดินโลกไปแล้วจึงได้ทรงพอพระทัยประทานนิมิตอันแสดงความรักใหญ่หลวงของพระองค์ไว้ โดยการตั้งศีลมหาสนิท “ได้ทรงรักเขาจนถึงที่สุด” ประโยคนี้ท่านเธโอฟีลักต์ และนักบุญยวง คริสซอสโตมอธิบายว่าคือได้ทรงรักเขาอย่างยอดยิ่ง ได้ทรงรักเขาจนสุดปลายความรัก (10)

พึงสังเกตอย่งท่านอัครสาวกแนะไว้ว่า: เวลาที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงเลือกไว้สำหรับตั้งศีลมหาสนิท คือเวลาที่พระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์จากไป “ในคืนนั้นที่พระองค์จะทรงถูกเขามอบหมาย ได้ทรงหยิบขนมปัง และเมื่อได้ทรงสมนาคุณแล้ว ได้ทรงหักและตรัสว่า: ท่านทั้งหลายจงรับเอาและกินไปเถิด นี่คือกายของเรา” (1 คร. 11, 27) คราวนั้นมนุษย์กำลังเตรียมหวาย หนาม และกางเขน สำหรับจะประหารพระองค์ และในคราวนั้นเอง พระมหาไถ่ผู้ทรงพระทัยดีเหลือล้นได้พอพระทัยประทานนิมิตอันสุดท้ายแสดงความรักของพระองค์ ไฉนพระองค์จึงได้ทรงตั้งศีลมหาสนิทขึ้น ในขณะที่จะสิ้นพระชนม์ และไม่ได้ทรงตั้งขึ้นก่อน? นักบุญเบอร์นาร์ดตอบว่า “ที่ทรงพอพระทัยทำเช่นนี้ ก็เพราะว่าเครื่องหมายแสดงความรักต่อคนเรา เมื่อเวลาจะตายจากกันไปนั้น ย่อมประทับฝังแน่นอยู่ในความทรงจำมากขึ้น” (11) ท่านนักบุญกล่าวสืบไปว่า “พระเยซูคริสต์ได้ทรงประทานพระองค์แก่ชาวเราหลายทำนองมาก่อนแล้ว เช่น ได้ประทานพระองค์เป็นเพื่อน เป็นอาจารย์ เป็นบิดา เป็นความสว่าง เป็นแบบอย่าง และเป็นเครื่องบูชา คงเหลืออยู่แต่ความรักอันสุดท้าย คือการประทานพระองค์เองเป็นอาหาร ทั้งนี้เพื่อจะให้พระองค์ทั้งหมดรวมเป็นอันเดียวกับเรา เหมือนอาหารร่วมเป็นสิ่งเดียวกับผู้รับประทาน และกิจการอันนี้พระองค์ได้ทรงกระทำด้วยการประทานพระองค์เองในศีลมหาสนิทนั่นเอง” (12) เป็นอันว่า พระมหาไถ่ของเรามิใช่แต่ทรงพอพระทัยร่วมเป็นพวกเดียวกับเราโดยทางการรับเอาธรรมชาติมนุษย์ของเราเท่านั้น พระองค์ยังได้ทรงพอพระทัยหาช่องทางจะร่วมสนิทกับเราคนละคนเป็นพิเศษ โดยทางศีลมหาสนิทอีกด้วย

นักบุญฟรันซิส เดอ ซาลส์ กล่าวว่า “ไม่มีการกระทำของพระมหไถ่อันใดที่จะส่อแสดงความอ่อนโยน ความน่ารักของพระองค์ยิ่งกว่าการกระทำอันนี้ ซึ่งเป็นากรทำลายพระองค์เองก็ว่าได้ คือทำให้พระองค์กลายเป็นอาหารจะได้แทรงเข้าไปอยู่ในวิญญาณของเรา และไปร่วมสนิทอยู่กับดวงใจสัตบุรุษของพระองค์” นักบุญยวง คริสซอสโตม เสริมว่า: ฉะนั้น พระสวามีเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งแม้เทพนิกรไม่อาจจะเพ่งดูได้ เรามีบุญได้ร่วมสนิทกับพระองค์ เรากลายเป็นร่างกายเดียว และเนื้อเดียวกับพระองค์!” (13) ท่านนักบุญ กล่าวต่อว่า “มีชุมพาบาลคนไหนบ้าง ที่เอาเลือดของตนเองไปเลียงแกะ? พูดอะไรถึงชุมพาบาลมีแม่หลายคนเหมือนกัน ที่ให้คนอื่นเป็นแม่นมเลี้ยงลูกของตน! พระเยซูไม่ทรงกระทำเช่นนั้น ในศีลมหาสนิท พระองค์ทรงเลี้ยงเราด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง และทรงทำให้เรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์” (14) ไฉนพระองค์จึงทรงบันดาลให้พระองค์เองเป็นอาหารของเราหนอ? - ท่านนักบุญตอบว่า “ก็เพราะความรักอันเร่าร้อนนั่นเอง พระองค์จึงทรงประสงค์จะร่วมสนิทกับเราและทำให้พระองค์ทรงกลายเป็นอันเดียวกับเรา” (15) เพราะเหตุนี้พระเยซูคริสต์จึงได้ทรงพอพระทัยทำอัศจรรย์อันใหญ่ยิ่งกว่าอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้น “พระสวมีเจ้าผู้ทรงพระทัยเมตตากรุณา ได้ทรงประทานที่ระลึกเป็นอัศจรรย์ของพระองค์กล่าวคือ ประทานอาหารแก่ผู้ที่ยำเกรางพระองค์” (สดด. 110) ทั้งนี้โดยดลบันดาลให้สำเร็จเป็นไปตามความปรารถนาใคร่ประทับอยู่กับชาวเรา ใคร่ให้ดวงใจของเรากลายเป็นอันเดียวกับพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ นักบุญเลาแรนซีโอ ยูสตีอาโน อุทานว่า “พระสวามีเยซูเจ้าข้า ความรักของพระองค์น่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน! ทรงมีพระประสงค์กระทั่งให้ร่างกายของเรารวมเป็นพระกายของพระองค์ จนกระทั่งให้เรามีดวงใจและมีดวงวิญญาณอันเดียวกันกับพระองค์อย่างที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ทีเดียว!”(16) 

คุณพ่อเดอลา กอลมบีแอร์ ข้าบริการของพระเป็นเจ้า กล่าวว่า “หากในศีลมหาสนิทมีอะไรที่อาจจะทำให้ความเชื่อของข้าพเจ้าซวนเซไปแล้ว ที่ข้าพเจ้าน่าจะสงสัยนั้น หาใช่ฤทธิ์อำนาจของพระเป็นเจ้าไม่ แต่ข้าพเจ้าน่าสงสัยในความรักอันพระองค์แสดงออกในศีลมหาสนิทมากกว่า! ที่ปังกลายเป็นเนื้อ แต่ก็มีรูปปรากฆเห็นปังต่อไป นี่เป็นอย่างไรกันได้?” ไฉนร่างของมนุษย์จึงอยู่ในหลายสถานที่ พร้อมกันในเวลาเดียวกันได้?...สำหรับปัญหาเหล่านี้ ข้าพเจ้ามีแต่จะตอบว่า เป็นเพราะพระเป็นเจ้าทรงฤทธิ์ทุกประการ แต่หากจะถามข้าพจเว่า: เหตุไรพระเป็นเจ้าจึงทรงรักมนุษย์ จนกระทั่งบันดาลให้พระองค์กายเป็นอาหารของเรา เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร นอกจากจะบอกว่าข้าพเจ้าไม่เข้าใจความรักของพระเยซู เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยจะเข้าใจได้ นั่นแหละ!”

แต่พระสวามีเจ้าข้า การรักมนุษย์เกินขนาด จนถึงกับบันดาลให้พระองค์ทรงกลายเป็นอาหารของเขานั้น ดูเหมือนว่า ไม่เหมาะสมกับพระมหิทธิศักดิ์ของพระองค์เลย พระเจ้าข้า?- นักบุญเบอร์นาร์ด ตอบว่า “ความรักไม่รู้จักคิดถึงเกียรติศักดิ์ (17) นักบุญยวง คริสซอสโตม ก็ตอบละม้ายคล้ายกันว่า “ความรักไม่หาเหตุผล เมื่อต้องากรให้ครรัก รู้ว่าตัวรักแล้ว ไม่เดินตามทางเหตุผล แต่ปล่อยตัวไป ตามแต่ความรักจะพาไป” (18) ฉะนั้น ท่านนักปราชญ์จึงขนานนามศีลมหาสนิท ถูกต้องแล้วว่า “เป็นศีลแห่งความรัก เป็นมัดจำแห่งความรัก” (19) นักบุญเบอร์นาร์ด เรียกศีลมหาสนิทว่า เป็นความรักแห่งความรักทั้งหลาย” (19ข) นักบุญมารีอา มักดาเลนา แห่งปัสซี เรียกวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นวันตั้งศีลมหาสนิทว่า “วันแห่งความรัก” 

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

โอ ความรักอันปราศจากขอบเขตของพระเยซู สมแล้วจะถูกสนองด้วยความรักอันปราศจากขอบเขนด้วยเหมือนกัน! พระเยซูเจ้าข้า เมื่อไรหนอข้าพเจ้าจะรักพระองค์ ดั่งเช่นพระองค์ทรงรักข้าพเจ้า! พระองค์ไม่ทรงรู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ได้อีกแล้ว ฝ่ายข้าพเจ้าก็ยังได้บังอาจละทิ้งพระองค์ องค์ความดีปราศจากขอบเขตแล้วดันไปแสวงหาความสุขอันเลวทรามต่ำช้า และน่าทุเรศไปได้? โปรดเถิด พระเจ้าข้า โปรดส่องสว่างและเผยแสดงให้ข้าพเจ้าแลเห็นความใจดีอันใหญ่หลวงของพระองค์ ให้ยิ่งวันยิ่งแจ้งชัดขึ้น เพื่อข้าพเจ้าจะได้ระอุร้อนไปด้วยความรักต่อพระองค์และไม่รู้จักเบื่อหน่ายในการทำความชอบใจแด่พระองค์ พระเยซูเจ้าข้า องค์ความรักของข้าพเจ้า สารพัดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารักพระองค์และอยากร่วมสนิทกับพระองค์ในศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ทั้งนี้เพื่อพรากตัวข้าพเจ้าออกจากทุกสิ่งและเพื่อรักพระองค์ ดวงชีวิตของข้าพเจ้า และรักพระองค์แต่ผู้เดียว พระมหาไถ่เจ้าข้า ด้วยเดชะพระบารมีแห่งพระมหาทรมานของพระองค์โปรดช่วยข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าข้า

ข้าแต่พระมารดาของพระเยซู และพระแม่เจ้าของข้าพเจ้า ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ช่วยวิงวอนให้พระบุตรของท่านเผาตัวข้าพเจ้าให้ร้อนระอุอยู่ด้วยความรักอันศักดิ์สิทธิ์ต่อพระองค์ด้วยเถิด

3. จุดประสงค์ของการตั้งศีลมหาสนิท คือเพื่อให้เรารับ

ประการสาม เราจงพิเคราะห์ดูว่า พระเยซูทรงปรารถนาเร่าร้อนเพียงไรที่จะให้เราเข้าไปรับพระองค์ในศีลมหาสนิท “เพราะที่ทรงทราบว่าถึงเวลาของพระองค์แล้ว”  (ยน. 13, 1) เหตุไรพระเยซูจึงทรงเรียกคืนที่พระองค์จะทรงเริ่มพระมหาทรมานว่าเป็นเวลาของพระองค์?- ก็เพราะว่า พระองค์จะทรงตั้งศีลมหาสนิทในคืนนั้น เพื่อจะให้พระองค์ทั้งครบสามารถร่วมสนิทกับวิญญาณทั้งหลายที่พระองค์ทรงรัก ความปรารถนาอันนี้เองทำให้พระองค์ตรัสว่า “เราปรารถนาเร่าร้อน อยากจะกินปาสกาคราวนี้พร้อมกับพวกท่าน” (ลก. 22, 15) พระวาจานี้แสดงให้เห็นชัดว่าพระมหาไถ่ ทรงกระวนกระวายใคร่จะร่วมสนิทกับเราทุกคนในศีลมหาสนิท นักบุญเราแรนซีโอ ยูสตีอาโนกล่าวว่า “คำว่า “เราปรารถนาเร่าร้อน” เป็นพระวาจาแห่งความรักอันใหญ่หลวงของพระเยซูที่กลั่นออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์” (20) อนึ่งที่พระเยซูทรงพอพระทัยประทานพระองค์แก่ชาวเรา ภายใต้เพศปังนั้น ก็เพื่อให้เรามีทางรับพระองค์นั่นเอง สมมุติว่าพระองค์จะได้ทรงเลือกเอาอาหารที่มีค่า คนจน ๆ จะไม่มีทางรับพระองค์ได้ หรือแม้พระองค์จะทรงเลือกเอาอาหารราคาถูกอย่างอื่นก็ตาม อาหารนั้นอาจหาไม่ได้ทุกแห่งไป ฉะนั้นจึงได้ทรงเลือกเอาการประทานพระองค์ภายใต้เพศปัง เพราะว่าปังเป็นของราคาย่อมเยาว์ และมีอยู่ทั่วไป ใคร ๆ ก็อาจหาและรับประทานพระองค์ได้ทุกแห่งไป

พระมหาไถ่ทรงปรารถนาจริง ๆ อยากให้เราเข้าไปรับพระองค์ ฉะนั้นจึงทรงเชื้อเชิญเราว่า “มาเถิด มากินขนมปังของเรา และมาดื่มน้ำองุ่นของเราที่เราได้จัดเตรียมไว้สำหรับท่าน” (สภษ. 9, 5) “กินไปเถิด เพื่อนเอ๋ย ดื่มไปเถิดเพื่อนรัก” (กันต์. 5, 1) –มิใช่แต่พระองค์ทรงเชื้อเชิญ แต่ทรงบังคับด้วย โดยออกพระบัญชาสั่ง “ท่านทั้งหลายจงรับเอาและกินไปเถิด นี่คือกายของเรา” (มธ. 26, 26) –กว่านั้นอีกพระองค์ทรงจูงใจให้เราเข้าไปรับพระองค์ จึงทรงให้คำมั่นสัญญาว่า จะประทานชีวิตชั่วนิรันดร “ผู้ใดกินเนื้อของเราผู้นั้นจะได้ชีวิตชั่วนิรันดร” (ยน. 5, 55) “ผู้ใดกินปังนี้ไซร้ ผู้นั้นจะดำรงชีพชั่วนิรันดร” (ยน. 6, 59) และหากเราไม่ยอมปฏิบัติตามรับสั่งพระองค์ก็ทรงขู่เราว่าจะไม่ให้เข้าสวรรค์ “หากพวกท่านไม่กินเนื้อของบุตรมนุษย์ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่ในตัวท่าน” (ยน. 6, 54) ที่ทรงเชื้อเชิญ บังคับ สัญญา และขู่สำหรับทั้งหลายเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงปรารถนาจะร่วมสินทกับเราในศีลมหาสนิทจริง ๆ และที่ทรงปรารถนาดังนี้ก็เพราะทรงรักเราเหลือเกินนั่นเอง นักบุญฟรันซีส เดอซาลส์ กล่าวว่า จุดประสงค์ของความรักคือ ใคร่จะอยู่กับผู้ที่ตนรัก ผู้ใดรับศีลมหาสนิท พระเยซูทั้งพระองค์ก็ร่วมสนิทกับวิญญาณของผู้นั้น ดังที่พระองค์เองตรัสว่า “ผู้ใดกินเนื้อและดื่มเลือดของเรา ผู้นั้นดำรงอยู่ในเราและเราดำรงอยู่ในผู้นั้น” (ยน. 6, 57) จึงเห็นได้ชัดว่าพระเยซูทรงปรารถนาอยากให้เราเข้าไปรับศีลมหาสนิทเหลือเกิน วันหนึ่งพระสวามีเจ้า ตรัสแก่นักบุญ มาทิลดาว่า “ฝูงผึ้งรี่ใส่ดอกไม้เพื่อดูดน้ำหวานเป็นการจู่โจมรุนแรงเพียงไร ก็ยังไม่เท่ากับเราพลุ่งตัวใส่วิญญาณที่ปรารถนาอยากจะรับเรา” 

โอ้! หากสัตบุรุษจะรู้เข้าใจ ในพระคุณยิ่งใหญ่ ที่ศีลมหาสนิทนำมาให้แก่วิญญาณของเขาแล้ว! พระเยซูทรงเป็นเจ้าของแห่งทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นเพราะว่าพระบิดาได้ทรงตั้งให้พระองค์ทรงเป็นเจ้าของแห่งสรรพสิ่ง “พระบิดาได้ทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ยน. 13, 3) ฉะนั้น เมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามาในวิญญาณ โดยทางศีลมหาสนิท พระองค์ก็เสด็จมาพร้อมกับขุมทรัพย์อันมั่งคั่งแห่งพระหรรษทานของพระองค์ด้วย เป็นไปตามวาทะของ ซาโลมอนเมื่อกล่าวถึงพระดำริชั่วนิรันดรว่า “ความดีทั้งหลายได้มาสู่ข้าพเจ้า พร้อมกับพระดำริ” (ปชญ. 7,11) 

นักบุญดีโอฉีซีโอ สอนว่า “ศีลมหาสนิทมีฤทธิ์แรงกล้า สำหรับทำให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไป” (21) นักบุญวินแชนซีโอ แฟร์รารีโอ บอกว่า: วิญญาณที่เข้าไปรับศีลมหาสนิทครั้งหนึ่ง ได้รับประโยชน์มากกว่าจะบำเพ็ญตบะกินข้าวกับน้ำตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ พระมหาสังคายนา เมืองเตรนท์ประกาศว่า “ศีลมหาสนิทเป็นโอสถช่วยเราให้พ้นบาปเบา และป้องกันบาปหนัก” (22) ฉะนั้นนักบุญอิกญาซีโอ มาร์ตีร์ จึงเรียกศีลมหาสนิทว่า “โอสถผลิตอมตภาพ” (23) พระสันตะปาปา อินโนเซนต์ ที่ 3 สอนว่า “อาศัยศีลมหาสนิท พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากการตั้งใจทำบาป” (24) 

  อนึ่งศีลมหาสนิทยังกระตุ้นให้เรารักพระเป็นเจ้า “พระองค์ได้ทรงนำข้าพเจ้าเข้าไปในห้องเหล้าองุ่น และทรงโปรดจัดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์ ท่านทั้งหลายช่วยเอาดอกไม้ให้ข้าพเจ้าดมที ช่วยเอาผลไม้มาช่วยแก้ให้ข้าพเจ้าฟื้นสติเพราะว่า ข้าพเจ้ากำลังสลบไสลไปด้วยความรัก” (กันต. 2, 4) นักบุญเกรโกรีอธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า: ศีลมหาสนิทคือห้องเก็บเหล้าองุ่น ที่วิญญาณมึนเมาไปด้วยความรักต่อพระเป็นเจ้า จนเขาลืมแผ่นดินและสัตว์โลกเสียสิ้น นี่คือ การสลบไสลไปด้วยความรักอันศักดิ์สิทธิ์ คุณพ่อฟรันซีส โอลิมปีโอ ฤษีนิกายเทอาตินสอนว่า: ไม่มีอะไรมีฤทธิ์บันดาลให้เรารักพระเป็นเจ้ ยิ่งไปกว่าศีลมหาสนิท “พระเป็นเจ้าคือความรัก คือไฟความรัก” (1 ยน. 4, 8-ฉธบ. 4, 24) พระวจนาตถ์ได้เสด็จมาในโลก ก็เพื่อจะจุดไฟความรักอันนี้ ให้ลุกฮือขึ้น “เราได้นำไฟมาสู่โลก และเราจะปรารถนาอะไร นอกแต่ให้มันลุกขึ้น?” (ลก. 12, 49) โอ้! ช่างงามจริง ๆ ไฟความรัก ที่พระเยซูได้ทรงจุดขึ้นในวิญญาณของคนที่เข้าไปรับพระองค์โดยทางศีลมหาสนิทด้วยความปรารถนาเร่าร้อน! วันหนึ่ง นักบุญคัทเธอรีน แห่งซีเอนา ได้แลเห็นแผ่นศีลมหาสนิทในหัตถ์ของพระสงฆ์ เป็นดังเตาไฟของความรักเธอรู้สึกแปลกใจมากว่า เหตุไรหนอเมื่อดวงใจมนุษย์ทั้งหลายถูกไฟเผาดั่งนี้แล้วจึงไม่ลุกโชนและกลายเป็นเถ้าไปเมื่อนักบุญโรซาลีมานา เข้าไปรับศีลมหาสนิทเธอรู้สึกเหมือนว่า รับดวงอาทิตย์เข้าไปในตัวเธอ ดังนั้นหน้าของเธอจึงทอรัศมีเปล่งปลั่ง จนผู้แลเห็นตาลายและที่ปากของเธอมีความร้อน จนผู้ที่นำน้ำมายื่นให้เธอรับประทานหลังรีบศีลแล้วรู้สึกว่ามือของตนร้อน เหมือนกับนำเข้าไปใกล้เตาไฟ นักบุญวินแชสเลาส์กษัตริย์แม้เมื่อท่านไปเฝ้าศีลมหาสนิทตัวของท่านก็ร้อนจัดปรากฏออกมาภายนอก จนมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ไม่รู้สึกหนาวเมื่อเดินฝ่าหิมะตามรอยเท่าของท่าน นักบุญยวง คริสซอสโตม บอกว่า: ศีลมหาสนิทเป็นไฟที่เผาฉะนั้น เมื่อกลับออกมาจากรับศีลมหาสนิท ชาวเราต้องร้อนรักพระเป็นเจ้าจนกว่าปีศาจจะไม่กล้ามาประจญเราอีก (25) 

บางคนจะว่า: ฉันไม่ไปรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ก็เพราะว่าฉันใจเย็นเฉยไม่รู้สึกรักพระเลย- ท่านแยร์ซองตอบว่า: การกระทำอย่างท่านก็คล้ายกับคนที่รู้สึกว่าตัวหนาว แต่ไม่ยอมเข้าไปใกล้ไฟ ที่ถูก ยิ่งเรารู้สึกว่าตัวเราใจเย็น และปรารถนาอยากจะรักพระ เราก็ยิ่งจะต้องเข้าไปรับศีลมหาสนิทให้บ่อยขึ้นนักบุญฟรันซีส เดอซาลส์ รจนาไว้ในหนังสือ “พีโลเธอา” (ศรัทธามรรค) บทที่ 21 ว่า “เมื่อมีใครถามท่านว่า เหตุไรจึงต้องเข้าไปรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ท่านจะต้องตอบเข้าว่า: คนสองประเภทที่จะต้องเข้าไปรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ คือประเภทแรกคือ คนที่ดีบริบูรณ์แล้ว และประเภทที่สองคนที่ยังไม่ดีบริบูรณ์: พวกคนที่ดีบริบูรณ์ต้องเข้าไปรับศีลมหาสนิทบ่อย ๆ ก็เพื่อจะรักษาความดีบริบูรณ์นั่นเอง” นักบุญบอนาแวนตูรากล่าวไว้อย่างเดียยกันว่า “แม้ท่านจะใจเย็นเฉย ก็จงวางใจในพระมหากรุณาของพระเป็นเจ้า และเข้าไปรับศีลมหานสิทเถิด เพราะว่า ใครรู้สึกตัวว่า เจ็บป่วยมาก ก็ยิ่งต้องการพบหมอมากขึ้น” (26) พระเยซูคริสต์เองตรัสแก่นักบุญ    มาธิลดาว่า “เมื่อเจ้าเข้าไปรับศีลมหาสนิท จงปรารถนาอยากได้ความรักทั้งหมด ซึ่งยังไม่มีดวงใจดวงใดเลยได้รักเราถึงเท่านั้น และเรานี้จะรับความรักของเจ้า ไม่ใช่แต่เท่าที่เจ้ามีและเท่าที่เจ้าปรารถนาจะมีนั้นด้วย” (27) 

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

โอ้พระเยซู ผู้ทรงปฏิพัทธ์รักวิญญาณมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ไม่ทรงมีทางที่จะพิสูจน์อย่างอื่นแล้ว ที่จะแสดงว่าพระองค์ทรงรักมนุษย์ ก็พระองค์ทรงมีอะไรอีกหรือที่จะประดิษฐ์ขึ้น เพื่อบังคับให้เรา รักพระองค์ พระเจ้าข้า? โปรดเถิด องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้น โปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์เต็มสติกำลังและสุดความสามารถที่ข้าพเจ้าจะรักได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ดวงใจของข้าพเจ้าจะไปปฏิพัทธ์รักใครให้มากไปกว่ารักพระองค์ พระมหาไถ่ของข้าพเจ้า ผู้ทรงพลีพระชนม์ชีพเพื่อข้าพเจ้า และยังได้ทรงโปรดประทานพระองค์ทั้งหมดเพื่อข้าพเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้อีกเล่า? พระสวามีเจ้าข้า โปรดให้ข้าพเจ้าระลึกถึงความรักของพระองค์เสมอ เพื่อจะได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง และจะได้รักเฉพาะพระองค์ผู้เดียว รักอย่างไม่มีหยุดหย่อน รักอย่างไม่เก็บอะไรไว้เลย! พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ยิ่งกว่าอะไร ๆ ทั้งหมด ข้าพเจ้าต้องการรักพระองค์แต่ผู้เดียว โปรดกำจัดความรู้สึกทั้งหลาย ที่มิใช่เพื่อพระองค์ให้ออกจากดวงใจของข้าพเจ้าจนหมดสิ้นเถิด พระเจ้าข้าขอสมนาคุณที่ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีเวลารักพระองค์ และมีเวลาร้องให้เพราะความผิดที่ข้าพเจ้าได้กระทำเคืองพระทัย พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าต้องการให้พระองค์ผู้เดียวเป็นวัตถุแห่งประสาทความรู้สึกทั้งหลายของข้าพเจ้าทรงพระกรณาเกื้อกูลและโปรดให้ข้าพเจ้าจะรอดด้วยเถิด: ข้าพเจ้าจะรอดได้ ก็ด้วยรักพระองค์ด้วยสิ้นสุดดวงใจ และด้วยรักพระองค์เสมอทั้งในชีวิตนี้ทั้งในชีวิตหน้าด้วย พระเจ้าข้า

ข้าแต่พระแม่มารีอา โปรดช่วยให้ข้าพเจ้ารักพระเยซูและโปรดวิงวอนพระองค์เพื่อข้าพเจ้าด้วยเถิด

(1) Nonne insania videtur dicere: Manducate meam carnem, bibite meum sanguinem? (in Ps. 33).

(2) Hoc Sacramentum est memoriale suae dilectionis.

(3) In illo fervores excessu, quando paratus erat pro nobis mori, ab excessu amoris maius opus agree coactus est, quam 

      operatus fuerat, dare nobis corpus in cibum (S. Bern. sen. tom. 2 Serm. 54, a. 1 c. 1).

(4) Omnem vim amoris effudit amicis (Serm. 5 de Ascens.).

(5) Divitias sui erga hominess amoris velut effudit (Sess. 13, Cap. 2).

(6)Totum tibi debet, nihil sibi reliquit.

(7) Deus in Eucharistia totum quod est et habet dedit nobis.

(8) Ecce quem mundus capere non potest, captivus noster est.

(9) Hoc ardentissimae suae charitatis indicium.

(10) Extremo amore, summe dilexit eos.

(11) Quae in fine in signum amicitiae celebrantur, firmius memoriae impri muntur et cariora tenentur.

(12) Ultimus gradus amoris est, cum se dedit nobis in cibum, quia dedit nobis ad omnimodam unionem, sicut cibus et 

        cibans invicem uniuntur.

(13) Huic nos unimur, et facti sumus unum corpus et una caro.

(14) Quis pastor oves proprio pascit cruore? Et quid dico pastor? matres umltae sunt, quae filios alendas tradunt 

         nutricibus: hoc autem ipse non est passus, sed ipse non proprio sanguine pascit. (Hom. 60).

(15) Semetipsum nobis immiscuit, ut unum quid simus; ardenter enim amantium hoc est. (Hom. 61).

(16) O mirabilis dilectio tua, domine jesu, qui tuo corpori taliter nos incorporari voluisti, ut tecum unum cor et animam 

        unam haberemus inseparabiliter colligatam.

(17) Amor dignitatis nescius.

(18) Amor ratione caret; et vadit quo ducitur, non quo deceat. (Serm. 14, 17).

(19) Sacramentum caritatis, caritatis pignus (Op. 68).

(19b) Amor amorum.

(20) Flagrantissimae charitatis est vox haec.

(21) Eucharistia maximam vim habet  perficiendae sanctitatis.

(22) Antidotum, quo a culpis quotidianis liberemur et a mortalibus prae servrmur. (Trid. sess. 13, c. 2).

(23) Pharmacum immortalitatis.

(24) Per cruces mysterium liberabit nos a potestate peccati, per Eucharistiae Sacramentum liberat nos a voluntate 

        peccandi

(25) Carbo est Eucharistia, quae nos inflammat et tamquam ignem spirants ab illa mensa recedamus, facti diabolo 

        terribiles.

(26) Licet tepide, tamin confidens de misericordia Dei accedes. Tanto magis eget medico, quanto senserit se 

        aegrotum.(De Prof. Rel. 1. 2, c. 77).

(27) App. Bles. in Concl. An. Fidei, c. 6, n. 6.