เมื่อยคุณพ่อยอห์น บัปติสต์ เวียนเนย์ ก้าวเข้ามาในเขตวัดของท่านในค่ำคืนฤดูหนาวเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1818 ท่านก็ตระหนักได้ทันทีถึงความเฉยเมยทางศาสนาที่แผ่ซ่านอยู่ที่นั่น ซึ่งช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมืองเอคัลลีที่ผู้คนมีน้ำใจและศรัทธาในศาสนา เมื่อท่านมาถึง ไม่มีใครออกมากล่าวต้อนรับท่านเลย บรรยากาศของละแวกนั้นดูเย็นชาและผลักไส
แม้ผู้คนในสถานที่แห่งนั้นจะไม่ได้เป็นคนเลวร้ายเสียทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรอดพ้นนิรันดรของตนเอง มีหญิงชราเพียงสองสามคนเท่านั้นที่มาร่วมพิธีมิสซาประจำวัน ส่วนผู้ชายก็มักจะละทิ้งมิสซาวันอาทิตย์ด้วยข้ออ้างที่ไร้สาระที่สุด ไม่มีใครไปร่วมสวดทำวัตรเย็นเลย ในขณะที่ร้านกาแฟในหมู่บ้านกลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้แต่ผู้หญิงที่ศรัทธาที่สุดก็ยังนานๆ ครั้งจึงจะมารับศีลศักดิ์สิทธิ์ ส่วนผู้ชายก็ละเลยหน้าที่การรับศีลปัสกาด้วยความหยิ่งยโสในศักดิ์ศรีของมนุษย์ อันที่จริง มีชายคนหนึ่งถึงกับขอร้องให้เจ้าอาวาสโปรดศีลมหาสนิทให้เขาในห้องเตรียมพิธี เพื่อจะไม่ได้มีใครเห็น
มีการทำงานใช้แรงงานทุกประเภทในวันอาทิตย์ และในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกวียนและรถม้าก็ถูกนำมาใช้งานตลอดทั้งวัน ซึ่งคุณพ่อเวียนเนย์ได้กล่าวเปรียบเปรยไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นการขนวิญญาณลงสู่นรก
สภาพการณ์เหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามวัน การจะเห็นผลลัพธ์เช่นนั้นต้องใช้ความพยายามนานหลายปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป พระหรรษทานของพระเจ้าก็ได้รับชัยชนะ และเขตวัดแห่งอาร์สที่แทบจะไม่มีใครรู้จักก็ได้กลายมาเป็นแบบอย่างอันรุ่งโรจน์สำหรับทั่วทั้งฝรั่งเศส จิตตารมณ์แห่งศาสนาได้รับการฟื้นฟู การนมัสการสาธารณะกลับมามีชีวิตชีวา วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้รับการเคารพและถือปฏิบัติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขตวัดได้หล่อหลอมรวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียว ซึ่งสมาชิกแต่ละคนต่างแข่งขันกันในการรับใช้พระเจ้า
เจ้าอาวาสหนุ่มทำสิ่งใดเล่าจึงสามารถเปลี่ยนแปลงเขตวัดของท่านได้ถึงเพียงนี้ ท่านไม่ได้ทำอะไรที่เจ้าอาวาสชนบทคนอื่นๆ จะลองทำไม่ได้เลย ในเมื่อสัตบุรุษไม่มาหาท่าน ท่านก็เป็นฝ่ายไปหาพวกเขาถึงที่บ้าน ท่านไม่พอใจกับการไปเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว แต่ท่านไปเยี่ยมเยียนสัตบุรุษซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามที่ความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณหรือฝ่ายร่างกายของพวกเขาเรียกร้อง ท่านมักจะเลือกไปเยี่ยมในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังรวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ท่านจะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นหรือยืนอยู่ที่หน้าประตูและพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับสมาชิกในบ้าน แม้จะได้รับคำเชิญให้ร่วมรับประทานอาหาร แต่ท่านก็ไม่เคยรับเครื่องว่างใดๆ เลยแม้แต่น้ำสักแก้วเดียว ท่านพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ความกังวล ความหวัง และความผิดหวังของพวกเขา
ไม่นานผู้คนก็สัมผัสได้ว่าคุณพ่อเวียนเนย์เป็นคนที่เข้าถึงง่าย พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะไว้วางใจและขอคำแนะนำจากท่านในเรื่องราวทางโลก จากนั้น เมื่อมีโอกาสอำนวย ท่านก็จะใช้ความสามารถอันยอดเยี่ยมดึงบทสนทนาเข้าสู่เรื่องเหนือธรรมชาติ ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่เคยเซ้าซี้ ท่าทีของท่านเป็นมิตรเสมอ ไม่เคยแสดงความหงุดหงิด ไม่เคยตำหนิติเตียน แม้ในยามที่ท่านมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะตำหนิก็ตาม ความอ่อนโยนในท่าทีของท่าน ซึ่งเป็นเพียงภาพสะท้อนของความรักในใจ ได้ชนะใจสัตบุรุษของท่านในเวลาไม่นาน บัดนี้พวกเขาต่างตั้งตารอคอยการมาเยี่ยมเยียนของท่านและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเมื่อท่านมาหา
เราได้ทราบกันแล้วว่าท่านมีความจำที่ไม่ดีนัก ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเรียนของท่าน ข้อบกพร่องนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อท่านต้องเตรียมบทเทศน์ ชายผู้สงสารคนนี้ต้องอดหลับอดนอนหลายคืนเพื่อเตรียมบทเทศน์ที่จะนำไปสอนสัตบุรุษ แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียรที่ได้รับพลังจากความช่วยเหลือของพระเจ้า ท่านก็สามารถเอาชนะมันได้ แม้ท่านจะไม่เคยมีพรสวรรค์ในการพูดสุนทรพจน์ แต่ท่านก็พูดได้อย่างคล่องแคล่ว จริงจัง และน่าเชื่อถือ และในหลายปีต่อมา เมื่อบรรดาผู้แสวงบุญหลั่งไหลมาที่อาร์ส ซึ่งบางปีมีจำนวนถึง 20,000 คน ท่านก็สามารถเทศน์สอนประจำวันจากธรรมาสน์ได้โดยไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษและปราศจากความประหม่าเหมือนที่เคยประสบในช่วงต้นของการเป็นพระสงฆ์
เพื่อทำให้การปฏิบัติศาสนกิจมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับสัตบุรุษ ท่านได้พยายามปรับปรุงและตกแต่งวัดประจำเผ่นดินหลังเล็กๆ ให้งดงาม ในงานนี้ท่านได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากมาดมัวแซล ดาร์ส น้องสาวของไวเคานต์ ดาร์ส ซึ่งตัวไวเคานต์เองก็มีน้ำใจจัดเตรียมเสื้อกาสุลาและเครื่องใช้บนพระแท่นชุดใหม่ให้กับวัดเล็กๆ แห่งนี้ด้วย
ด้วยความร่วมมือจากสัตบุรุษ ซึ่งเรียนรู้ที่จะชื่นชมความศรัทธาอันมั่นคงของเจ้าอาวาสมากขึ้นทุกวัน ท่านได้สร้างวัดน้อยขึ้นสองหลังเพื่อต่อเติมจากวัดประจำเผ่นดิน หลังหนึ่งท่านอุทิศแด่นักบุญฟิโลมินา มรณสักขีรุ่นเยาว์ซึ่งมีการค้นพบพระธาตุที่กรุงโรมในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเก้า ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อวิงวอนขอต่อนักบุญยอห์น บัปติสต์ และที่นั่นเองที่เป็นที่ตั้งของที่ฟังแก้บาปของเจ้าอาวาสแห่งอาร์ส ซึ่งเปรียบเสมือนบัลลังก์แห่งพระเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ สถานที่ซึ่งวิญญาณนับพันนับหมื่นดวงได้กลับคืนดีกับพระผู้สร้างของตน
แม้ว่าจำนวนเพื่อนฝูงและผู้ร่วมงานของท่านจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จจากความเหนื่อยยากของท่าน แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อเวียนเนย์มองไปที่พระเจ้าเพียงองค์เดียวสำหรับความสำเร็จในกิจการของท่าน ท่านตระหนักดีว่าท่านกำลังทำสงครามกับวิญญาณชั่วร้ายเพื่อแย่งชิงวิญญาณสัตบุรุษของท่าน และท่านได้อ่านพบพระดำรัสของพระเยซูคริสตเจ้าในพระคัมภีร์ที่ว่า แต่ปีศาจชนิดนี้จะไม่ถูกขับไล่ออกไปเว้นแต่ด้วยการสวดภาวนาและการจำศีลอดอาหาร (มธ 17:20)
มีครั้งหนึ่งท่านได้เตือนความจำเพื่อนพระสงฆ์คนหนึ่งด้วยพระดำรัสนี้ พระสงฆ์ท่านนั้นกำลังคร่ำครวญว่าตนไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ใดๆ ในเขตวัดได้เลย ทั้งที่ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อปลุกผู้คนให้ตื่นจากความเฉยเมยแล้ว คุณพ่อเวียนเนย์กล่าวกับเขาว่า พ่อทำทุกวิถีทางแล้วหรือ พ่อแน่ใจหรือ พ่อได้จำศีลอดอาหารและให้ทานหรือเปล่า พ่อได้สวดภาวนาหรือไม่
ด้วยคำถามเหล่านี้ คุณพ่อเวียนเนย์ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ท่านปฏิบัติในชีวิตของท่านเอง ซึ่งทำให้ท่านได้รับผลลัพธ์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ ความรักเมตตาของท่านนั้นไร้ขีดจำกัด อาหาร เสื้อผ้า และของใช้ต่างๆ ที่มาดมัวแซล ดาร์ส ผู้ใจบุญส่งมาให้ที่บ้านพักพระสงฆ์ มักจะถูกส่งต่อไปยังคนยากจนและผู้ขัดสนอย่างรวดเร็วเสมอ อันที่จริง คุณพ่อเวียนเนย์เก็บไว้ให้ตัวเองเพียงแค่พอประทังชีวิตไม่ให้ต้องอดตายเท่านั้น แม้แต่ของเพียงเล็กน้อยนี้ก็ยังถูกยกให้คนอื่นบ่อยครั้งเมื่อมีคนยากจนมาขออาหาร
เย็นวันหนึ่งเมื่อนายกเทศมนตรีม็องดีแห่งอาร์สมาเยี่ยมเจ้าอาวาส เขาพบว่าท่านหน้าซีดราวกับคนตายและดูอ่อนล้าอย่างมาก ด้วยความตกใจ เขาจึงร้องขึ้นว่า คุณพ่อเวียนเนย์ป่วยหรือเปล่าครับ เพื่อนเอ๋ย ท่านตอบ คุณมาได้จังหวะพอดีเลย ฉันไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว เป็นเวลาสามวันแล้วที่คุณพ่อเวียนเนย์ไม่มีเสบียงใดๆ ในบ้านเลย เนื่องจากได้ยกมันฝรั่งชิ้นสุดท้ายให้กับขอทานไปแล้ว ท่านรับประทานอาหารเพียงวันละมื้อเดียว ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นมันฝรั่งต้มที่ท่านมักจะต้มไว้ในปริมาณที่มากพอให้กินได้ตลอดทั้งสัปดาห์ ดังนั้น บ่อยครั้งเมื่อถึงวันศุกร์หรือวันเสาร์ อาหารที่เหลือก็จะขึ้นรา เมื่อญาติๆ มาเยี่ยม หรือหากท่านมีแขกคนอื่นๆ ท่านจะพยายามจัดเตรียมอาหารธรรมดาๆ ไว้ให้พวกเขา ภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม ท่านจะไม่ยอมให้ใครพูดถึงการพลีกรรมและการปฏิเสธตนเองของท่านเลย
เช่นเดียวกับเรื่องอาหาร คุณพ่อเวียนเนย์ยอมสละเสื้อผ้าหลายชิ้นที่ท่านได้รับมา เมื่อถูกคนยากจนที่มีเท้าเปล่าและมีแผลพุพองเข้ามาขอความช่วยเหลือระหว่างทางกลับบ้าน ท่านก็ถอดรองเท้าและถุงเท้าของตนเองออก มอบให้กับขอทานผู้นั้น และเดินเท้าเปล่ากลับบ้าน
เวียนเนย์มักจะพูดติดตลกว่าท่านไม่เคยลืมเสื้อโค้ทไว้ที่ไหนเลย อันที่จริงแล้วท่านไม่มีเสื้อโค้ทเลยต่างหาก ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงที่ว่า ผู้ใดมีเสื้อสองตัวก็จงแบ่งให้ผู้ที่ไม่มีเถิด (ลก 3:11) เพื่อนร่วมงานของท่านมักจะไม่พอใจกับรูปลักษณ์ที่ดูยากจนของท่าน และมองว่าเสื้อผ้าที่ซอมซ่อของท่านทำให้ศักดิ์ศรีของพวกเขามัวหมองไปด้วย แต่ผู้ที่ชอบจับผิดเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้อย่างง่ายดายว่า เสื้อผ้าที่ปะชุนของวีรบุรุษแห่งความรักฉันพี่น้องผู้นี้ กลับได้รับความเคารพจากทุกคนที่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเวียนเนย์ ไม่ว่าท่านจะปรากฏตัวที่ใด ท่านจะได้รับการต้อนรับด้วยความเคารพอย่างสูงและได้รับการทักทายอย่างอบอุ่นจากทุกคน
ท่านได้ถวายการพลีกรรมทั้งหมดของท่านแด่พระเจ้าเพื่อสวัสดิภาพของสัตบุรุษ โดยจะเพิ่มการปฏิบัติเหล่านี้เป็นประจำเมื่อใกล้ถึงเทศกาลปัสกา และเมื่อใดก็ตามที่ต้องพยายามสัมผัสหัวใจของคนบาปที่แข็งกระด้าง ท่านจะรวมการสวดภาวนาเข้ากับการจำศีลอดอาหาร ท่านจะตื่นขึ้นมาในเวลาตีสองเพื่อสวดทำวัตรกลางคืน พอถึงตีสี่ท่านก็จะเข้าไปในวัดเพื่อเฝ้าศีลมหาสนิทและถวายมิสซา หลังมิสซา ท่านจะสอนคำสอนและฟังแก้บาป ท่านหมกมุ่นอยู่กับงานนี้อย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่ได้ออกจากวัดจนกว่าจะถึงเวลาเที่ยงวัน ท่านอุทิศเวลาช่วงบ่ายให้กับการเยี่ยมเยียนคนป่วย และใช้เวลาที่เหลือของวันในวัด ซึ่งท่านจะจัดการสวดภาวนาภาคค่ำต่อหน้าสาธารณชน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ทุกคน
องค์พระผู้เป็นเจ้าจะปฏิเสธความรักที่เสียสละเช่นนี้ได้อย่างไร เวียนเนย์มักจะกล่าวเสมอว่า ฉันได้รับทุกสิ่งที่ฉันต้องการจากพระองค์
ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของสัตบุรุษที่อาร์สได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วบริเวณใกล้เคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเพื่อนพระสงฆ์ของคุณพ่อเวียนเนย์จากเขตวัดอื่นๆ ก็มาขอร้องให้ท่านช่วยเทศน์และฟังแก้บาป คำขอเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อเวียนเนย์ไม่เคยปฏิเสธ ดังนั้น ภายในเวลาสองปี ท่านจึงกลายเป็นอัครสาวกที่แท้จริงของอาณาเขตสังฆมณฑล ความสำเร็จในการทำงานฝ่ายจิตวิญญาณของท่านนั้นยิ่งใหญ่มากจนคริสตชนที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน ไม่ยอมรอจนกว่าท่านจะมาที่เขตวัดของพวกเขาอีก แต่เป็นฝ่ายเดินทางมาหาท่านที่อาร์สด้วยตนเอง ในไม่ช้า ถนนสายหลักที่มุ่งสู่อาร์สก็เต็มไปด้วยผู้คนเดินเท้าและรถม้าที่บรรทุกผู้มาเยือนจำนวนมาก และขบวนผู้แสวงบุญนี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีข่าวลือเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นที่อาร์สแพร่สะพัดออกไป
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com