บทที่ 5 รักแลกด้วยรัก (1)
![]()
164. ในประสบการณ์ฝ่ายจิตของนักบุญมาร์การิตา มารีย์ อาลาก็อก นอกเหนือจากการประกาศความรักอันเร่าร้อนต่อพระเยซูคริสตเจ้าแล้ว เรายังพบคำเชื้อเชิญที่ท้าทายและเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้งให้มอบชีวิตของเราไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า การรู้ว่าเรารับความรัก และความวางใจอย่างสมบูรณ์ในความรักนั้น ไม่ได้ทำให้ความปรารถนาของเราที่จะตอบสนองด้วยความใจกว้างลดน้อยลงเลย แม้ว่าเราจะอ่อนแอและมีข้อบกพร่องมากมายก็ตาม
เสียงรำพันและคำวิงวอน
![]()
165. เริ่มต้นจากการประจักษ์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งที่สองต่อนักบุญมาร์การิตา มารีย์ พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึงความโศกเศร้าที่พระองค์ทรงรู้สึก เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อมนุษยชาติกลับได้รับผลตอบแทนเป็น "ความอกตัญญูและความเฉยเมย" "ความเย็นชาและการดูหมิ่น" และพระองค์ทรงเสริมว่าสิ่งนี้ "ทำให้เราเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใดที่เราได้ทนรับในพระทรมานของเรา"
166. พระเยซูเจ้าตรัสถึงความกระหายหาความรักของพระองค์ และทรงเปิดเผยว่าพระหฤทัยของพระองค์ไม่ได้เฉยเมยต่อวิธีที่เราตอบสนองต่อความกระหายนั้น ดังพระดำรัสที่ว่า "เรากระหาย แต่ด้วยความกระหายอันเร่าร้อนที่จะได้รับความรักจากมนุษย์ในศีลมหาสนิท จนความกระหายนี้เผาผลาญเรา และเรายังไม่พบผู้ใดที่พยายามตอบสนองความปรารถนาของเรา เพื่อดับความกระหายของเราด้วยการมอบความรักตอบแทนความรักของเรา" พระเยซูเจ้าทรงขอความรัก เมื่อหัวใจของผู้มีความเชื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ การตอบสนองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติก็คือความรัก ไม่ใช่ความปรารถนาที่จะเพิ่มทวีการพลีกรรมหรือเพียงแค่ทำหน้าที่อันหนักหน่วงให้เสร็จสิ้นไป "ข้าพเจ้าได้รับพระหรรษทานแห่งความรักอันล้นพ้นจากพระเจ้าของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารู้สึกได้รับการดลใจจากความปรารถนาที่จะตอบสนองต่อพระพรเหล่านั้นบางส่วน และตอบสนองด้วยความรักเพื่อความรัก" ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า ผ่านทางภาพลักษณ์แห่งพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ ความรักของพระคริสตเจ้า "ดลใจเราให้มอบความรักตอบแทนความรัก"
การขยายความรักของพระคริสตเจ้า
ไปยังพี่น้องของเรา
![]()
167. เราจำเป็นต้องหยิบยกพระวาจาของพระเจ้าขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง และตระหนักในการทำเช่นนั้นว่า การตอบสนองที่ดีที่สุดของเราต่อความรักแห่งพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าก็คือการรักพี่น้องของเรา ไม่มีวิธีใดที่เราจะมอบความรักตอบแทนความรักได้ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว พระคัมภีร์ทำให้เรื่องนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง
"สิ่งที่ท่านทำต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดคนหนึ่งของเรา ท่านก็ทำต่อเรานั่นเอง" (มธ 25:40)
"เพราะธรรมบัญญัติทั้งหมดสรุปได้ในพระบัญญัติประการเดียวคือ 'จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง'" (กท 5:14)
"เรารู้ว่าเราได้ผ่านพ้นความตายเข้าสู่ชีวิตแล้ว เพราะเรารักพี่น้อง ผู้ใดไม่มีความรักก็ดำรงอยู่ในความตาย" (1 ยน 3:14)
"ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้ ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้" (1 ยน 4:20)
168. ความรักต่อพี่น้องของเราไม่ใช่เพียงผลจากความพยายามของเราเองเท่านั้น แต่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงหัวใจที่เห็นแก่ตัวของเรา การตระหนักรู้นี้ก่อให้เกิดคำภาวนาที่มักจะกล่าวซ้ำๆ ว่า "ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดทำให้หัวใจของเราเป็นเหมือนพระหฤทัยของพระองค์" สำหรับนักบุญเปาโล ท่านได้กระตุ้นผู้ฟังของท่านให้ภาวนาไม่ใช่เพื่อขอความเข้มแข็งในการทำกิจการดี แต่เพื่อ "ให้ท่านมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับที่พระคริสตเยซูทรงมี" (ฟป 2:5)
169. เราจำเป็นต้องจดจำว่าในจักรวรรดิโรมัน คนยากจน ชาวต่างชาติ และคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ชายขอบของสังคมจำนวนมาก ได้รับความเคารพ ความรัก และการดูแลเอาใจใส่จากคริสตชน สิ่งนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดจักรพรรดิจูเลียนผู้ละทิ้งความเชื่อ ในจดหมายฉบับหนึ่งของพระองค์ จึงทรงยอมรับว่าเหตุผลหนึ่งที่คริสตชนได้รับความเคารพและถูกเลียนแบบก็คือความช่วยเหลือที่พวกเขามอบให้แก่คนยากจนและคนแปลกหน้า ซึ่งปกติแล้วมักถูกเพิกเฉยและถูกปฏิบัติด้วยความดูหมิ่น สำหรับจูเลียนแล้ว เป็นเรื่องที่ทนไม่ได้ที่คริสตชนซึ่งพระองค์ทรงรังเกียจ "นอกเหนือจากการเลี้ยงดูคนของตนเองแล้ว ยังเลี้ยงดูคนยากจนและคนขัดสนของเราซึ่งไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากเราเลย" จักรพรรดิจึงทรงยืนยันถึงความจำเป็นในการตั้งสถาบันการกุศลเพื่อแข่งขันกับของคริสตชน และด้วยเหตุนี้จึงจะได้รับความเคารพจากสังคม "ควรมีการจัดตั้งที่พักอาศัยหลายแห่งในแต่ละเมือง เพื่อให้ผู้อพยพได้เพลิดเพลินกับความใจบุญของเรา... และทำให้ชาวกรีกคุ้นเคยกับกิจการแห่งความใจกว้างเช่นนี้" จูเลียนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของพระองค์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเบื้องหลังกิจการเหล่านั้นไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับความรักเมตตาแบบคริสตชนที่เคารพศักดิ์ศรีอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
170. ด้วยการคบหากับชนชั้นต่ำที่สุดของสังคม (เทียบ มธ 25:31-46) "พระเยซูเจ้าทรงนำความแปลกใหม่ที่ยิ่งใหญ่มาสู่การยอมรับศักดิ์ศรีของทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกมองว่า 'ไม่คู่ควร' หลักการใหม่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินี้ ซึ่งเน้นย้ำว่าบุคคลต่างๆ ยิ่ง 'คู่ควร' กับความเคารพและความรักของเรามากขึ้นเมื่อพวกเขาอ่อนแอ ถูกดูหมิ่น หรือทนทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งถึงจุดที่สูญเสีย 'รูปลักษณ์' ของความเป็นมนุษย์ไป ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของโลก หลักการนี้ได้ให้ชีวิตแก่สถาบันต่างๆ ที่ดูแลผู้ที่ตกอยู่ในสภาพด้อยโอกาส เช่น ทารกที่ถูกทอดทิ้ง เด็กกำพร้า ผู้สูงอายุที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล ผู้ป่วยทางจิต ผู้คนที่เป็นโรคที่รักษาไม่หายหรือมีความพิการอย่างรุนแรง และผู้ที่อาศัยอยู่ตามท้องถนน"
171. ในการเพ่งพินิจพระหฤทัยที่ถูกแทงขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่ง "ทรงรับเอาความอ่อนแอของเราไว้ และทรงแบกรับโรคภัยไข้เจ็บของเรา" (มธ 8:17) เราเองก็ได้รับการดลใจให้เอาใจใส่ต่อความทุกข์ทรมานและความต้องการของผู้อื่นมากขึ้น และได้รับการยืนยันในความพยายามของเราที่จะมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งการปลดปล่อยของพระองค์ในฐานะเครื่องมือสำหรับการเผยแพร่ความรักของพระองค์ เมื่อเรารำพึงถึงการถวายพระองค์เองของพระคริสตเจ้าเพื่อเห็นแก่ทุกคน โดยธรรมชาติแล้วเราจะถูกนำไปสู่การตั้งคำถามว่าเหตุใดเราจึงไม่พร้อมที่จะสละชีวิตของเราเพื่อผู้อื่นด้วย "เรารู้จักความรักโดยประการนี้ คือพระองค์ทรงสละพระชนมชีพเพื่อเรา และเราก็ควรสละชีวิตเพื่อพี่น้องเช่นเดียวกัน" (1 ยน 3:16)
เสียงสะท้อนในประวัติศาสตร์ของชีวิตฝ่ายจิต
![]()
172. ความผูกพันระหว่างความศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้ากับความมุ่งมั่นต่อพี่น้องของเรานี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในประวัติศาสตร์ของชีวิตฝ่ายจิตแบบคริสตชน ให้เรามาพิจารณาตัวอย่างบางประการ
การเป็นน้ำพุให้ผู้อื่นได้ดื่มกิน
![]()
173. เริ่มจากออริเจน ปิตาจารย์ของพระศาสนจักรหลายท่านได้รำพึงถึงพระวาจาใน ยน 7:38 "แม่น้ำที่ให้ชีวิตจะไหลออกมาจากภายในของผู้นั้น" ซึ่งหมายถึงผู้ที่เมื่อได้ดื่มจากพระคริสตเจ้าแล้ว ก็วางใจในพระองค์ การรวมเป็นหนึ่งเดียวของเรากับพระคริสตเจ้าไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความกระหายของเราเองเท่านั้น แต่เพื่อทำให้เราเป็นบ่อน้ำพุที่ให้ชีวิตแก่ผู้อื่นด้วย ออริเจนเขียนไว้ว่าพระคริสตเจ้าทรงทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จลุล่วงไปโดยการทำให้มีน้ำพุแห่งน้ำจืดพลุ่งขึ้นภายในเรา "วิญญาณของมนุษย์ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า สามารถบรรจุและหลั่งไหลบ่อน้ำ น้ำพุ และแม่น้ำออกมาได้ด้วยตัวมันเอง"
174. นักบุญอัมโบรสแนะนำให้ดื่มอย่างเต็มที่จากพระคริสตเจ้า "เพื่อบ่อน้ำที่พลุ่งขึ้นสู่ชีวิตนิรันดรจะเอ่อล้นในตัวท่าน" มาริอุส วิกโตรินุส เชื่อมั่นว่าพระจิตเจ้าได้ประทานพระองค์เองอย่างอุดมสมบูรณ์จน "ผู้ใดที่รับพระองค์จะกลายเป็นหัวใจที่หลั่งไหลแม่น้ำที่ให้ชีวิตออกมา" นักบุญออกัสตินมองเห็นว่ากระแสน้ำที่ไหลออกจากผู้มีความเชื่อนี้คือความปรารถนาดี นักบุญโทมัส อไควนัส จึงยืนยันว่าเมื่อใดก็ตามที่มีคน "เร่งรีบที่จะแบ่งปันของประทานแห่งพระหรรษทานต่างๆ ที่ได้รับจากพระเจ้า น้ำที่ให้ชีวิตก็จะไหลออกมาจากหัวใจของเขา"
175. แม้ว่า "การเสียสละที่ถวายบนไม้กางเขนด้วยความนอบน้อมเชื่อฟังอันเปี่ยมด้วยความรัก จะเป็นการชดเชยอย่างอุดมสมบูรณ์และหาที่สุดมิได้สำหรับบาปของมนุษยชาติ" พระศาสนจักรซึ่งถือกำเนิดมาจากพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า ก็ยังคงสืบทอดและมอบผลแห่งพระทรมานเพื่อการไถ่กู้เพียงหนึ่งเดียวนั้นในทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่ ซึ่งนำพามนุษย์ชายหญิงไปสู่การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยตรง
176. ในหัวใจของพระศาสนจักร การเป็นคนกลางของแม่พระในฐานะผู้วิงวอนและพระมารดาของเรา จะเป็นที่เข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเป็น "การมีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดเดียว ซึ่งก็คือการเป็นคนกลางของพระคริสตเจ้าเอง" ผู้ทรงเป็นพระผู้ไถ่เพียงพระองค์เดียว ด้วยเหตุนี้ "พระศาสนจักรจึงไม่ลังเลที่จะประกาศถึงบทบาทรองของแม่พระ" ความศรัทธาต่อดวงหทัยของแม่พระไม่ได้ลดทอนการนมัสการที่พึงมีต่อพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเลย แต่กลับเพิ่มพูนสิ่งนี้ให้มากขึ้น "หน้าที่ของแม่พระในฐานะมารดาของมนุษยชาติไม่ได้บดบังหรือลดทอนการเป็นคนกลางเพียงหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้าเลย แต่กลับแสดงให้เห็นถึงอำนาจของสิ่งนี้" ด้วยพระหรรษทานอันอุดมสมบูรณ์ที่หลั่งไหลมาจากสีข้างที่เปิดออกของพระคริสตเจ้า ด้วยวิธีต่างๆ พระศาสนจักร พระนางมารีย์พรหมจารี และผู้มีความเชื่อทุกคน จึงกลายเป็นกระแสน้ำที่ให้ชีวิตด้วยตนเอง ด้วยวิธีนี้ พระคริสตเจ้าทรงแสดงสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ในความต่ำต้อยของเราและผ่านความต่ำต้อยของเรา
ความเป็นพี่น้องกัน
และรหัสยะแห่งชีวิต
![]()
177. นักบุญเบอร์นาร์ด ในการตักเตือนเราให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า ได้ดึงเอาความอุดมสมบูรณ์ของความศรัทธาดังกล่าวมาเรียกร้องให้เกิดการกลับใจที่มีรากฐานอยู่บนความรัก เบอร์นาร์ดเชื่อว่าความรู้สึกของเราแม้จะเป็นทาสของความสุข ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงและได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระได้ ไม่ใช่ด้วยการเชื่อฟังพระบัญญัติอย่างหลับหูหลับตา แต่เป็นการตอบสนองต่อความรักอันน่ารื่นรมย์ของพระคริสตเจ้า ความชั่วร้ายถูกเอาชนะด้วยความดี ถูกพิชิตด้วยการเบ่งบานของความรัก "จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมและลึกซึ้งจากสุดจิตใจของท่าน จงรักพระองค์ด้วยความคิดที่ตื่นตัวและตั้งใจอย่างเต็มที่ จงรักพระองค์ด้วยสุดกำลังของท่าน มากจนท่านจะไม่กลัวแม้แต่ความตายเพื่อเห็นแก่ความรักที่มีต่อพระองค์ ความรักของท่านต่อองค์พระเยซูเจ้าควรจะทั้งหอมหวานและใกล้ชิด เพื่อต่อต้านความเย้ายวนอันหอมหวานของชีวิตที่ลุ่มหลงในความสนุกสนาน ความหอมหวานย่อมเอาชนะความหอมหวาน เหมือนหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง"
178. นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ ประทับใจเป็นพิเศษกับพระดำรัสของพระเยซูเจ้าที่ว่า "จงเรียนจากเรา เพราะเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน" (มธ 11:29) ท่านกล่าวว่าแม้แต่ในสิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด เราก็สามารถ "ขโมย" พระหฤทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ "ผู้ที่ต้องการรับใช้พระองค์อย่างเป็นที่โปรดปราน จะต้องเอาใจใส่ไม่เพียงแต่เรื่องสูงส่งและสำคัญเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเล็กน้อยและต่ำต้อยด้วย เพราะทั้งสองอย่างนี้สามารถช่วยให้เราชนะพระหฤทัยและความรักของพระองค์ได้ ข้าพเจ้าหมายถึงการอดทนในแต่ละวัน อาการปวดหัว อาการปวดฟัน ไข้หวัดหนัก ลักษณะนิสัยที่น่ารำคาญของสามีหรือภรรยา แก้วแตก การทำแหวน ผ้าเช็ดหน้า หรือถุงมือหาย การเยาะเย้ยของเพื่อนบ้าน ความพยายามที่จะเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นเช้ามาภาวนาหรือรับศีลมหาสนิท ความขวยเขินเล็กน้อยที่บางคนรู้สึกในการปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาอย่างเปิดเผย จงมั่นใจเถิดว่าความทุกข์ยากทั้งหมดนี้ แม้จะเล็กน้อยเพียงใด หากยอมรับด้วยความรัก ก็ย่อมเป็นที่พอพระทัยต่อความประเสริฐของพระเจ้าอย่างยิ่ง" อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว การตอบสนองของเราต่อความรักแห่งพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าก็แสดงออกด้วยความรักต่อเพื่อนบ้านของเรา "ความรักที่หนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยหรือสถานะในชีวิตของผู้คน ไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงหรือความเกลียดชัง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราอย่างไม่หยุดหย่อน ทรงอดทนต่อข้อบกพร่องและจุดบกพร่องมากมายของเรา เพราะเหตุนี้เอง เราจึงต้องทำเช่นเดียวกันกับพี่น้องของเรา โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะอดทนต่อพวกเขา"
179. นักบุญชาร์ลส์ เดอ ฟูโกลด์ พยายามเลียนแบบพระเยซูเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตและทำแบบเดียวกับพระองค์ ในความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำในสิ่งที่พระเยซูเจ้าจะทรงทำหากอยู่ในตำแหน่งของท่าน มีเพียงการทำตนให้สอดคล้องกับความรู้สึกแห่งพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่ท่านจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ที่นี่เราพบแนวคิดเรื่อง "ความรักเพื่อความรัก" เช่นกัน ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าปรารถนาความทุกข์ยากเพื่อมอบความรักตอบแทนความรัก เพื่อเลียนแบบพระองค์ เพื่อเข้าสู่กิจการของพระองค์ เพื่อถวายตนเองพร้อมกับพระองค์ ความว่างเปล่าที่ข้าพเจ้าเป็น ในฐานะเครื่องบูชา ในฐานะเหยื่อ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์" ความปรารถนาที่จะนำความรักของพระเยซูเจ้าไปสู่ผู้อื่น การเข้าถึงคนยากจนที่สุดและถูกลืมเลือนที่สุดในโลกของเราในฐานะธรรมทูต ทำให้ท่านนำคำว่า "พระเยซูเจ้าแห่งความรัก (Iesus Caritas)" มาเป็นสัญลักษณ์ของท่าน พร้อมกับสัญลักษณ์รูปพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าที่มีไม้กางเขนอยู่ด้านบน นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายดายเลย "ด้วยพละกำลังทั้งหมด ข้าพเจ้าพยายามแสดงและพิสูจน์ให้พี่น้องผู้หลงผิดที่น่าสงสารเหล่านี้เห็นว่า ศาสนาของเราเต็มไปด้วยความรักเมตตา เต็มไปด้วยความเป็นพี่น้องกัน และสัญลักษณ์ของศาสนาเราก็คือหัวใจ" ท่านต้องการไปตั้งถิ่นฐานกับพี่น้องคนอื่นๆ "ในโมร็อกโก ในพระนามแห่งพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า" ด้วยวิธีนี้ งานประกาศข่าวดีของพวกเขาจึงสามารถแผ่รัศมีออกไปได้ "ความรักเมตตาจะต้องเปล่งประกายออกมาจากชุมชนพี่น้องของเรา เช่นเดียวกับที่เปล่งประกายออกมาจากพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า" ความปรารถนานี้ค่อยๆ ทำให้ท่านกลายเป็น "พี่น้องของทุกคน" โดยปล่อยให้ตนเองถูกหล่อหลอมด้วยพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า ท่านพยายามเป็นที่พักพิงแก่มวลมนุษยชาติที่กำลังทนทุกข์ทรมานไว้ในใจฉันพี่น้องของท่าน "หัวใจของเราก็เหมือนกับพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ต้องโอบกอดมนุษย์ทุกคน" "ความรักที่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้ามีต่อมนุษย์ ความรักที่พระองค์ทรงแสดงให้เห็นในพระทรมานของพระองค์ นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีต่อมนุษย์ทุกคน"
180. คุณพ่ออองรี อูเวอแล็ง ผู้นำทางจิตวิญญาณของนักบุญชาร์ลส์ เดอ ฟูโกลด์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับในหัวใจดวงใด พระองค์จะประทานความรู้สึกเช่นนั้นให้ และหัวใจดวงนี้จะเอื้อมมือไปหาผู้ต่ำต้อยที่สุดในหมู่พี่น้องของเรา หัวใจของนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ในวิญญาณของสงฆ์ พระองค์จะทำให้ท่านเอื้อมมือไปหาคนยากจน" สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า ความกระตือรือร้นในการเป็นอัครสาวกของนักบุญวินเซนต์ ดังที่คุณพ่ออูเวอแล็งได้บรรยายไว้ ก็ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความศรัทธาต่อพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าเช่นกัน นักบุญวินเซนต์ได้กระตุ้นเตือนพี่น้องในคณะให้ "ค้นหาถ้อยคำแห่งความบรรเทาใจจากพระหฤทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับผู้ป่วยที่ยากไร้" หากถ้อยคำนั้นจะน่าเชื่อถือ หัวใจของเราต้องถูกเปลี่ยนแปลงด้วยความรักและความอ่อนโยนแห่งพระหฤทัยของพระคริสตเจ้าเสียก่อน นักบุญวินเซนต์มักจะย้ำถึงความเชื่อมั่นนี้ในบทเทศน์และคำแนะนำของท่าน และสิ่งนี้ได้กลายเป็นจุดเด่นที่น่าสังเกตในธรรมนูญของคณะของท่าน "เราควรพยายามอย่างมากเพื่อเรียนรู้บทเรียนต่อไปนี้ ซึ่งพระคริสตเจ้าทรงสอนด้วยว่า 'จงเรียนจากเรา เพราะเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน' เราควรจำไว้ว่าพระองค์เองตรัสว่าด้วยความอ่อนโยนเราจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก หากเราปฏิบัติตามนี้ เราจะชนะใจผู้คนเพื่อให้พวกเขาหันมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากเราปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเกรี้ยวกราดหรือรุนแรง"
การชดเชยใช้บาป
การสร้างสรรค์จากซากปรักหักพัง
![]()
181. สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ ช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่ถูกต้องของการ "ชดเชยใช้บาป" ต่อพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงคาดหวังให้เรา "ถวาย" ด้วยความช่วยเหลือจากพระหรรษทานของพระองค์ ภายใต้แสงสว่างของพระวาจาของพระเจ้า คำถามนี้ได้รับการถกเถียงกันอย่างมาก แต่นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ได้ประทานคำตอบที่ชัดเจนซึ่งสามารถนำทางคริสตชนในปัจจุบันไปสู่จิตตารมณ์แห่งการชดเชยใช้บาปที่สอดคล้องกับพระวรสารมากยิ่งขึ้น
นัยสำคัญทางสังคมของการชดเชยใช้บาป
ต่อพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า
![]()
182. นักบุญยอห์น ปอล ได้อธิบายว่า ด้วยการมอบตัวเราทุกคนร่วมกันแด่พระหฤทัยของพระคริสตเจ้า "เหนือซากปรักหักพังที่สั่งสมจากความเกลียดชังและความรุนแรง อารยธรรมแห่งความรักอันเป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่ง หรือพระราชัยแห่งพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า จะสามารถถูกสร้างขึ้นได้" สิ่งนี้เรียกร้องอย่างชัดเจนว่าเราต้อง "ผสานความรักฉันบุตรที่มีต่อพระเจ้าเข้ากับความรักเพื่อนมนุษย์" และแท้จริงแล้วสิ่งนี้คือ "การชดเชยใช้บาปที่แท้จริงซึ่งพระหฤทัยของพระผู้ไถ่ทรงเรียกร้อง" ในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ท่ามกลางซากปรักหักพังที่เราได้ทิ้งไว้ในโลกนี้ด้วยบาปของเรา เราได้รับการเรียกให้สร้างอารยธรรมใหม่แห่งความรัก นั่นคือความหมายของการชดเชยใช้บาปในแบบที่พระหฤทัยของพระคริสตเจ้าทรงปรารถนาให้เราทำ ท่ามกลางความพินาศที่เกิดจากความชั่วร้าย พระหฤทัยของพระคริสตเจ้าทรงปรารถนาให้เราร่วมมือกับพระองค์ในการฟื้นฟูความดีงามและความงดงามให้กลับคืนสู่โลกของเรา
183. บาปทุกอย่างทำร้ายพระศาสนจักรและสังคม ด้วยเหตุนี้ "บาปทุกอย่างจึงสามารถถือเป็นบาปทางสังคมได้อย่างไม่ต้องสงสัย" และสิ่งนี้เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบาปเหล่านั้นที่ "โดยเนื้อแท้ของมันถือเป็นการโจมตีเพื่อนมนุษย์โดยตรง" นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ได้อธิบายว่า การทำบาปเหล่านี้ต่อผู้อื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามักจะตอกย้ำ "โครงสร้างของบาป" ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประชาชน บ่อยครั้ง สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดกระแสหลักที่มองว่าความเห็นแก่ตัวและความเฉยเมยเป็นเรื่องปกติหรือสมเหตุสมผล ซึ่งจะก่อให้เกิดความแปลกแยกทางสังคมในเวลาต่อมา "สังคมจะแปลกแยกหากรูปแบบของการจัดระเบียบทางสังคม การผลิต และการบริโภค ทำให้ยากต่อการมอบของประทานแห่งตนเองและสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างผู้คน" ไม่ใช่เพียงบรรทัดฐานทางศีลธรรมเท่านั้นที่นำเราให้เปิดโปงและต่อต้านโครงสร้างทางสังคมที่แปลกแยกเหล่านี้ และสนับสนุนความพยายามภายในสังคมเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความดีส่วนรวม แต่เป็น "การกลับใจ" ของเราต่างหากที่ "กำหนดข้อผูกมัด" ในการซ่อมแซมโครงสร้างเหล่านี้ นี่คือการตอบสนองของเราต่อความรักแห่งพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ซึ่งสอนให้เรามีความรักตอบแทน
184. เนื่องจากว่าการชดเชยใช้บาปตามแนวทางพระวรสารมีมิติทางสังคมที่สำคัญยิ่งนี้ กิจการแห่งความรัก การรับใช้ และการคืนดีของเรา เพื่อที่จะเป็นการชดเชยอย่างแท้จริง จำเป็นต้องได้รับการดลใจ เป็นแรงจูงใจ และได้รับพลังจากพระคริสตเจ้า นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า "เพื่อสร้างอารยธรรมแห่งความรัก" โลกของเราในปัจจุบันต้องการพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า การชดเชยใช้บาปแบบคริสตชนไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเป็นการรวบรวมกิจการภายนอก แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะขาดไม่ได้และน่ายกย่องในบางครั้งก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องการ "ความลี้ลับ" จิตวิญญาณ ความหมายที่มอบความเข้มแข็ง แรงขับเคลื่อน และความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยให้กับมัน สิ่งเหล่านี้ต้องการชีวิต เปลวไฟ และแสงสว่างที่เปล่งประกายจากพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า
การเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ
![]()
185. การชดเชยใช้บาปเพียงภายนอกนั้นไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะสำหรับโลกของเราหรือสำหรับพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า หากเราแต่ละคนพิจารณาถึงบาปของตนเองและผลกระทบที่มีต่อผู้อื่น เราจะตระหนักว่าการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ยังเรียกร้องความปรารถนาที่จะเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำในจุดที่เกิดความเสียหายลึกซึ้งที่สุดและความเจ็บปวดที่แสนสาหัสที่สุดด้วย
186. ดังนั้น จิตตารมณ์แห่งการชดเชยใช้บาปจึง "นำเราให้หวังว่าบาดแผลทุกแห่งสามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะลึกเพียงใดก็ตาม การชดเชยอย่างสมบูรณ์ในบางครั้งอาจดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ เช่น เมื่อสูญเสียทรัพย์สินหรือบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างถาวร หรือเมื่อสถานการณ์บางอย่างกลายเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ ทว่าความตั้งใจที่จะชดเชยและกระทำอย่างเป็นรูปธรรมนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการคืนดีและการกลับคืนสู่สันติสุขในใจ"
ความงดงามของการขออภัย
![]()
187. เจตนาดีเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องมีความปรารถนาภายในที่แสดงออกในการกระทำภายนอกของเรา "การชดเชย หากจะเป็นแบบคริสตชน เพื่อสัมผัสหัวใจของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดและไม่ใช่เป็นเพียงการกระทำง่ายๆ ของความยุติธรรมเชิงแลกเปลี่ยน จะต้องมีเงื่อนไขที่เรียกร้องสองประการ นั่นคือการยอมรับความผิดของเราและการขออภัย ความปรารถนาที่จะชดเชยใช้บาปนั้นเกิดขึ้นจากการยอมรับอย่างซื่อสัตย์ถึงความผิดที่กระทำต่อพี่น้องของเรา และจากการตระหนักอย่างลึกซึ้งและจริงใจว่าความรักได้ถูกทำลายลง"
188. เราไม่ควรคิดเลยว่าการยอมรับบาปของเราต่อหน้าผู้อื่นนั้นเป็นการลดคุณค่าหรือลบหลู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเรา ในทางกลับกัน สิ่งนี้เรียกร้องให้เราเลิกหลอกตัวเองและยอมรับอดีตของเราตามที่เป็นจริง ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยบาป โดยเฉพาะในกรณีที่เราสร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องของเรา "การกล่าวโทษตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปรีชาญาณแบบคริสตชน เป็นสิ่งที่โปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยอมรับดวงใจที่สำนึกผิด"
189. ส่วนหนึ่งของจิตตารมณ์แห่งการชดเชยใช้บาปนี้คือธรรมเนียมการขออภัยจากพี่น้องของเรา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสูงส่งอย่างยิ่งท่ามกลางความอ่อนแอของมนุษย์เรา การขออภัยเป็นหนทางในการรักษาสัมพันธภาพ เพราะสิ่งนี้ "เปิดการเสวนาขึ้นอีกครั้งและแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะฟื้นฟูสายใยแห่งความรักเมตตาฉันพี่น้อง สิ่งนี้สัมผัสหัวใจของพี่น้องของเรา นำมาซึ่งความบรรเทาใจและดลใจให้เกิดการยอมรับการขออภัยนั้น แม้ว่าสิ่งที่แก้ไขไม่ได้จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความรักสามารถเกิดใหม่ได้เสมอ ทำให้ความเจ็บปวดนั้นพอจะทนรับได้"
190. หัวใจที่สามารถเป็นทุกข์ถึงบาปจะเติบโตในความเป็นพี่น้องกันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิฉะนั้น "เราจะถดถอยและแก่ชราอยู่ภายใน" ในขณะที่เมื่อ "การภาวนาของเราเรียบง่ายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีรากฐานอยู่ในการนมัสการและความประหลาดใจเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เราก็จะเติบโตและมีวุฒิภาวะ เรายึดติดกับตัวเองน้อยลงและยึดติดกับพระคริสตเจ้ามากขึ้น เมื่อจิตใจยากจนลง เราก็เข้าใกล้คนยากจนมากขึ้น ผู้ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของพระเจ้า" สิ่งนี้นำไปสู่จิตตารมณ์แห่งการชดเชยใช้บาปที่แท้จริง เพราะ "ผู้ที่รู้สึกเป็นทุกข์ในใจย่อมรู้สึกว่าตนเป็นพี่น้องกับคนบาปทุกคนในโลกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาละทิ้งท่าทีที่คิดว่าตนเหนือกว่าและการตัดสินผู้อื่นอย่างรุนแรง พวกเขาก็จะเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อนที่จะแสดงความรักและทำการชดเชยใช้บาป" ความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่เกิดจากความเป็นทุกข์ถึงบาปยังช่วยให้เกิดการคืนดีได้ บุคคลที่สามารถเป็นทุกข์ถึงบาปได้นั้น "แทนที่จะรู้สึกโกรธและตกใจสะดุดจริตกับข้อบกพร่องของพี่น้องของเรา กลับร้องไห้ให้กับบาปของพวกเขา เกิดการกลับตาลปัตรบางอย่างขึ้น ซึ่งแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะตามใจตัวเองและแข็งกร้าวกับผู้อื่นถูกพลิกกลับ และโดยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า เรากลายเป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองและเมตตากับผู้อื่น"
บทความอื่นๆ ในหัวข้อ
"พระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า"
โดย faith4thai.com