

กฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 1024
บุรุษผู้ได้รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้น สามารถรับศีลบรรพชาได้อย่างมีผล
กฎหมายพระศาสนจักร หรือ แคนนอน ลอว์ (Canon Law) มาตรา 1024 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มีเพียงบุรุษที่รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถรับศีลบวชได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าคำแปลภาษาอังกฤษนี้น่าจะชัดเจนเพียงพอสำหรับผู้อ่านทั่วไปแล้ว แต่ต้นฉบับภาษาละตินของกฎหมายข้อนี้กลับมีความชัดเจนยิ่งกว่า
CIC Canon 1024.
Sacram ordinationem valide recipit solus vir baptizatus.
ภาษาละตินมีคำสองคำที่แยกจากกัน คือ โฮโม (homo) และ เวอร์ (vir) ซึ่งมักถูกแปลเป็นคำภาษาอังกฤษคำเดียวกันว่า แมน (man) (คน/ผู้ชาย) แต่สองคำนี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันในภาษาละติน คำว่า โฮโม (homo) หมายถึงผู้ชายในความหมายของ "เผ่าพันธุ์มนุษย์" หรือ ฮิวแมน บีอิงส (human beings) ซึ่งตรงข้ามกับทูตสวรรค์ แมว หรือพุ่มกุหลาบ ดังนั้น การใช้คำว่า โฮโม (homo) จึงครอบคลุมทั้งเพศชายและเพศหญิง ตัวอย่างเช่น ในมาตรา 1397 ซึ่งกล่าวถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฆาตกรรม ลักพาตัว กักขัง ทำร้ายร่างกายจนพิการ หรือทำให้มนุษย์ หรือ โฮโม (homo) บาดเจ็บสาหัส บทลงโทษเดียวกันนี้สามารถนำมาบังคับใช้ได้เสมอ ไม่ว่าผู้ถูกทำร้ายจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม
ในทางตรงกันข้าม คำภาษาละตินว่า เวอร์ (vir) หมายถึงผู้ชายในความหมายของ "เพศชาย" ซึ่งตรงข้ามกับเพศหญิง กฎหมายมาตรา 1024 เลือกใช้คำนี้เมื่ออธิบายถึงผู้ที่สามารถบวชได้ จึงเป็นการบ่งบอกอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้ชายสามารถรับศีลบวชได้ แต่ผู้หญิงไม่สามารถรับได้
จะเกิดอะไรขึ้นหากมีการโปรดศีลบวชให้กับสตรี?
คำตอบสำหรับคำถามนี้สามารถหาได้จากการทำความเข้าใจเรื่องความสมบูรณ์ของศีลศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ศีลศักดิ์สิทธิ์มีความสมบูรณ์ (มีผลตามความตั้งใจอย่างแท้จริง) จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ถูกต้อง 3 ประการ ได้แก่:
รูปแบบคำกล่าวที่ถูกต้อง
- สสาร หรือ แมทเทอร์ (Matter) ที่ถูกต้อง
- เจตนาที่ถูกต้องของศาสนบริกรผู้มีอำนาจโปรดศีลนั้น
หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ศีลศักดิ์สิทธิ์อาจดูเหมือนว่าได้กระทำเสร็จสิ้นแล้วในสายตาคนภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เกิดขึ้นเลย
ในกรณีของศีลบวช องค์ประกอบสำคัญของ "สสารที่ถูกต้อง" คือผู้รับต้องเป็น บุรุษที่ได้รับศีลล้างบาปแล้ว หากชายผู้นั้นยังไม่ได้รับศีลล้างบาป หรือหากผู้รับเป็นสตรี พระศาสนจักรจะถือว่าศีลศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นโมฆะ หรือ อินแวลิด (invalid) ผู้พบเห็นอาจคิดว่าพวกเขากำลังเห็นการโปรดศีลบวช แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีผลของศีลศักดิ์สิทธิ์ใดๆ เกิดขึ้นจริง!
มีรายงานข่าวบางชิ้นระบุว่า มีบิชอปคาทอลิกหญิงที่กำลังโปรดศีลบวชเป็นพระสงฆ์ให้กับสตรี แต่กฎหมายมาตรา 378 วรรค 1 ข้อ 4 ระบุว่า เฉพาะพระสงฆ์ที่บวชมาแล้วอย่างน้อย 5 ปีเท่านั้นจึงจะเป็นผู้สมัครที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งบิชอป ดังนั้น หากสตรีไม่สามารถเป็นพระสงฆ์ได้ เธอก็ย่อมไม่สามารถเป็นบิชอปได้อย่างแน่นอน!
อำนาจของพระศาสนจักร
และข้ออ้างทางประวัติศาสตร์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สื่อมักรายงานว่ามีสตรีหลายคนในสหรัฐอเมริกาและที่อื่นๆ ได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิก และประกอบพิธีที่พวกเธออ้างว่าเป็นมิสซา แม้จะมีการถกเถียงและเรียกร้องให้พระศาสนจักรอนุญาตให้บวชสตรี หรือมีคนยืนกรานว่าสตรีเหล่านี้เป็นพระสงฆ์อย่างแท้จริง แต่การประท้วงเหล่านั้นก็เปล่าประโยชน์ เพราะกฎหมายมาตรา 841 ระบุชัดเจนว่า มีเพียงอำนาจสูงสุดในพระศาสนจักรเท่านั้น ที่สามารถกำหนดสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ศีลศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ได้ หากสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด เราในฐานะคาทอลิกก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่จะไม่มีบุคคลใดสามารถตัดสินใจฝ่ายเดียวได้ว่าศีลศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นแล้ว หากพระศาสนจักรประกาศไว้เป็นอย่างอื่น
ดังนั้น สตรีคนใดที่อ้างตัวว่าเป็นพระสงฆ์คาทอลิกที่ได้รับการบวชอย่างถูกต้อง ล้วนเป็นความเข้าใจผิด การประกาศต่อสาธารณชนว่าตนเองเป็นพระสงฆ์ ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นความจริง
นอกจากนี้ การอ้างอิงประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนสตรีเหล่านี้ก็ทำให้เข้าใจผิดเช่นกัน บางคนอ้างว่าในช่วงทศวรรษที่ 1970 ในยุคโซเวียต มีสตรีบางคนได้รับการบวชอย่างลับๆ โดยบิชอปในเชโกสโลวะเกีย และสรุปว่าในเมื่อเคยทำได้ในอดีต ปัจจุบันก็ต้องทำได้ ข้อโต้แย้งนี้ไม่มีน้ำหนักเลย แม้บิชอปชาวเช็กอาจจะเคยปกมือและสวดบวชให้สตรีเหล่านี้จริงๆ แต่กฎหมายของพระศาสนจักรทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ระบุชัดเจนว่าการกระทำนั้น เป็นโมฆะ หากพวกเธอทำงานอภิบาล การกระทำนั้นก็ไม่มีผลทางศีลศักดิ์สิทธิ์ การกระทำที่เป็นโมฆะเมื่อ 30 ปีก่อน ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานความถูกต้องในปัจจุบันได้
หน้าที่ของบิชอป ผู้มีอำนาจในพระศาสนจักรท้องถิ่น (local ordinary)
ในกรณีล่าสุด สตรีที่อ้างว่าได้รับการบวชได้ถูกบิชอปในพื้นที่นั้นสั่งตัดขาดจากพระศาสนจักร หรือ เอ็กซ์คอมมิวนิเคท (excommunicate) แม้เรื่องการตัดขาด (มาตรา 1331) จะซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญคือ บิชอปท้องถิ่นกำลังใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายในการปกครองสังฆมณฑล พวกท่านกังวลทั้งต่อสวัสดิภาพฝ่ายจิตวิญญาณของสตรีเหล่านั้น และห่วงใยสัตบุรุษคนอื่นๆ ที่อาจสับสนกับวาทกรรมต่างๆ ในเรื่องนี้

ข่าว BBC Excommunicated: The women fighting to be priests
https://www.bbc.com/news/world-63923460
ถือเป็นหน้าที่ของบิชอปทุกคนที่จะต้องชี้แจงคำสอนของพระศาสนจักรให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของคริสตชนในพื้นที่ของท่าน เพราะตามกฎหมายมาตรา 383 วรรค 1 บิชอปมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ดูแลสัตบุรุษของพระคริสต์ทุกคนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งหมายรวมถึงทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียมกัน
สรุปแล้ว
ทำไมสตรีจึงรับศีลบวชไม่ได้ตามกฎหมายพระศาสนจักร
ในแง่ของความหมายทางภาษาและกฎหมายนั้น กฎหมายพระศาสนจักร (Canon Law) มาตรา 1024 กำหนดให้เฉพาะบุรุษที่รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้นที่สามารถรับศีลบวชได้ โดยต้นฉบับภาษาละตินได้เลือกใช้คำว่า เวอร์ (vir) ซึ่งเจาะจงความหมายถึง "มนุษย์เพศชาย" อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในด้านองค์ประกอบของศีลศักดิ์สิทธิ์ (Sacramental Validity) ความสมบูรณ์ของศีลศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องมี "สสาร" (Matter) ที่ถูกต้อง ซึ่งในกรณีของศีลบวช สสารที่ถูกกำหนดไว้คือ "บุรุษที่ได้รับศีลล้างบาป" ดังนั้น หากผู้รับเป็นสตรี ศีลศักดิ์สิทธิ์นั้นจะถือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าในสายตาคนภายนอกจะดูเหมือนมีการประกอบพิธีเสร็จสิ้นแล้วก็ตาม สำหรับประเด็นด้านอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ ตามกฎหมายมาตรา 841 ระบุไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า มีเพียงผู้มีอำนาจสูงสุดในพระศาสนจักรเท่านั้นที่สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ บุคคลทั่วไปไม่สามารถตัดสินใจกระทำการใดๆ ได้ด้วยตนเอง
สำหรับการตีความเรื่องกระแสเรียกและบทบาทอันทรงคุณค่าของสตรีนั้น แม้ว่าสตรีจะไม่สามารถรับการบวชเป็นพระสงฆ์หรือบิชอปได้ แต่ข้อจำกัดทางกฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการลดทอนคุณค่าหรือปฏิเสธกระแสเรียกของสตรีในคริสตจักรแต่อย่างใด ในแง่ของการดูแลที่เท่าเทียมทางจิตวิญญาณ กฎหมายมาตรา 383.1 ระบุอย่างชัดเจนว่าบิชอปมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ดูแลสัตบุรุษทุกคนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งหมายรวมถึง "ทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียมกัน" สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระศาสนจักรให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพฝ่ายจิตวิญญาณของสตรีไม่ต่างจากบุรุษ
ในส่วนของกระแสเรียกในบทบาทอื่น ข้อเท็จจริงที่ว่าศีลบวชถูกสงวนไว้สำหรับเพศชายนั้น เป็นเพียงเรื่องของเงื่อนไขทางศีลศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความศรัทธาหรือความสามารถ สตรีคาทอลิกจึงสามารถตอบสนอง "กระแสเรียก" ของพระเป็นเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ผ่านบทบาทอื่นๆ ที่สำคัญยิ่งต่อพระศาสนจักร ไม่ว่าจะเป็นการเป็นนักบวชหญิง (ซิสเตอร์) ฆราวาสแพร่ธรรม นักการศึกษา ผู้บริหารองค์กรการกุศล หรือบทบาทมารดาในครอบครัว ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนความเชื่อและงานอภิบาลของพระศาสนจักร กล่าวโดยสรุปคือ การรับศีลบวชเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยเส้นทางของการรับใช้คริสตจักร แม้ประตูบานนี้จะปิดอยู่ตามข้อกำหนดของกฎหมายพระศาสนจักร แต่พระศาสนจักรก็ยังมีพื้นที่และบทบาทอีกมากมายที่เปิดกว้างให้สตรีได้ใช้พรสวรรค์และกระแสเรียกของตนอย่างเต็มเปี่ยม


บทความโดย
บาทหลวง วรวุฒิ สารพันธุ์ C.Ss.R. JCL
Catholic Priest & Canonist
Author & Administrator
Faith4Thai.com
*juris canonici licentiatus
หรือ JCL เป็นปริญญาทางกฏหมายพระศาสนจักร
Email:
FaceBook: Worawut Saraphan
Iine ID: mcssrsp

