เขาเคยบอกว่า การเป็นคนรวยนับเป็นความทุกข์ประการหนึ่ง ในวันที่สบโอกาสข้าจึงถามเขา “ท่านครับ ข้าต้องทำประการใดจึงจะมีสันติในจิตใจ?”
เขาบอกข้าให้แจกจ่ายข้าวของให้คนยากจน และตามเขาไป
ก็เขาไม่เคยมีสมบัติพัสถานอะไรนี่ เขาเลยไม่รู้จักความรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายยามมีข้าวของเงินทอง ทั้งไม่รู้คุณค่าของศักดิ์ศรีหรือความมีหน้ามีตาที่แฝงเจืออยู่ในสมบัติเหล่านั้น
ดูเถอะ ในเรือนของข้ามีคนใช้ข้าทาสอยู่เจ็ดคน มีลูกจ้างในสวนในไร่องุ่น ทั้งยังมีลูกเรือในเรือสินค้าที่ต่างแดนอีกมากมาย
พักนี้ข้าพยายามใส่ใจกับคำพูดของเขา โดยบริจาคข้าวของให้คนจน แต่จะให้ข้าปลดปล่อยข้าทาสคนใช้และลูกเมียของพวกมันไปได้หรือ? พวกมันต้องไปนั่งขอทานตามประตูเมืองหรือไม่ก็ที่ลานพระวิหารเป็นแน่
ไม่เคยเลย ไม่เคยเลยจริง ๆ ชายที่แสนดีคนนี้ไม่เคยรู้ซึ้งถึงข้อลึกลับแห่งการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เขากับลูกศิษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการเจือจานจากคนอื่น แล้วเขาจะมาบอกให้คนอื่นใช้ชีวิตแบบตนได้อย่างไรกัน
ท่านลองฟังปัญหาเชาว์ข้อนี้เถิด: คนรวยจะยกความร่ำรวยของตนให้คนจน เพื่อให้คนจนมีขนมปังและเหล้าองุ่นก่อนที่คนรวยจะเชิญคนจนเข้ามาในเรือนได้หรือ?
เจ้าของบ้านต้องรับรองคนที่มาเช่าบ้าน ก่อนจะบอกว่า ตนเองเป็นเจ้าของบ้านเช่าได้อย่างไร?
มดงานที่ลำเลียงอาหารเพื่อใช้ในฤดูหนาวนั้น ย่อมฉลาดกว่าจิ้งหรีดที่มัวแต่ร้องเพลงในวันนี้และต้องหิวโหยในวันหน้า
เมื่อวันพระที่แล้ว ศิษย์ของเขาคนหนื่งมาพูดที่ลาน ตลาด เขาบอก “ที่ประตูสวรรค์ พระเยซูยังต้องถอดรองเท้าก่อนแล้วจึงเดินเข้าไป และในบรรดาพวกเรา ยังไม่มีใครดีพอที่จะเข้าไปเลย”
แต่ข้าอยากถาม ประตูเรือนไหนกันที่จะยอมให้คนจรจัดถอดรองเท้าเข้าไป? ตัวเขาเองก็ไม่เคยมีทั้งบ้านหรือประตู และบ่อยครั้งข้ายังเห็นเขาเดินตีนเปล่าอยู่เลย