ยูดาส มาที่เรือนข้าในวันศุกร์ก่อนวันฉลองอิสรภาพของชาวยิว เขาเคาะที่ประตูเรือนรัวเร็ว
ข้ามองหน้าเขายามเขาเดินเข้ามา ใบหน้าเขาซีดเผือด มือสั่นริกราวกิ่งไม้แห้งยามต้องลม
เสื้อผ้าเขาเปียกโชกราวเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ อาการเหล่านี้เป็นเพราะค่ำนั้นพายุแรงกล้ายิ่งนัก
เขามองมายังข้า เบ้าตาเขาลึกโหลเหมือนถ้ำมืด และดวงตานั้นแดงฉานดังเลือด
เขากล่าว “ข้าได้ส่งเยซูแห่งนาซาเร็ธให้แก่ศัตรูของเราเสียแล้ว”
เขากุมแขนตัวเองไว้มั่น กล่าวต่อไป “เยซูเคยประกาศว่า เขาจะชนะศัตรูของเขาและศัตรูของประชาชนข้าเลยเชื่อเขาและตามเขาไป
“ตอนแรกที่เขาเรียกพวกเราไปนั้น เขาสัญญาว่าจะให้เราอยู่ในอาณาจักรที่เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ ตอนนั้นพวกเราเชื่อสนิทใจ ต่างคนต่างตั้งหน้าทำงานเพื่อความดีความชอบ เผื่อจะได้ตำแหน่งสูง ๆ ในราชสำนักของเขาบ้าง
“เราวาดภาพตัวเองเป็นเจ้าชาย จะกดขี่พวกโรมเหมือนกับที่พวกมันกดขี่เรา เยซูยังพูดถึงอาณาจักรของเขาไปต่าง ๆ นานา และข้าคิดว่า เขาคงให้ข้าเป็นนายกองของทัพม้า เป็นหัวหน้าของหน่วยรบ ข้าเลยออกตามเขาไปโดยสมัครใจ
“แต่แล้วข้าก็พบว่า สิ่งที่เยซูกำลังค้นหานั้นไม่ใช่อาณา-จักรห่าเหวอะไรสักนิด เขาไม่ได้ช่วยเราให้รอดพ้นจากการกดขี่ของโรมัน อาณาจักรของเขาเป็นแค่อาณาจักรของจิตใจ ข้าได้ยินเขาพูดเรื่องความรัก ความเมตตา พูดเรื่องการให้อภัย พวกผู้หญิงชาวบ้านฟังแล้วก็อิ่มใจ แต่ใจข้าสิ กลับมีแต่ความขมขื่นและยิ่งชังน้ำหน้าเขาเข้าไปทุกที
“ราชาผู้เคยทำสัญญากับข้าไว้ กลายเป็นแค่เสียงปี่ในเพลงสวดที่เอาไว้ปลอบใจขอทานและคนจรจัดเท่านั้น
“ข้าเคยรักเขาเหมือนกับที่คนบ้านข้ารักเขา ข้าเคยยืนหยัดเคียงข้างเขาด้วยความหวัง คิดว่าเขาจะช่วยให้ให้พ้นจากแอกหนักของคนต่างชาติ แต่ข้าจะทำอย่างนั้นอีกทำไม ในเมื่อเขาไม่เคยพูดอะไรเพื่อปกป้องหรือใช้มือยกแอกของเราออกไปเลย เขาเคยบอกว่า ของซีซาร์ก็คืนให้แก่ซีซาร์ ฟังแล้วข้ารู้สึกสิ้นหวัง ความหวังของข้าตายไปแล้ว ข้าขอบอกท่านว่า `ใครที่ฆ่าความหวังของข้า มันผู้นั้นจะต้องตายตามไปด้วย เพราะความหวังและความมุ่งมั่นของข้ามีค่ากว่าชีวิตของคนบางคนเสียอีก’”
ยูดาสขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาก้มหัวลง แล้วกล่าวต่อไป “ข้าได้ทรยศเขา และวันนี้เขาก็ถูกตรึงกางเขนไปแล้ว....ตอนที่เขาตายบนกางเขนนั้น เขาตายเยี่ยงกษัตริย์ สิ้นลมลงท่ามกลางพายุที่พัดพาความตายมาด้วย ข้ารู้สึกเหมือนมีคนเป็นจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของผ้าตราสังและหินปิดคูหา
“เวลานี้เขาได้จากพวกเราไปแล้ว จากไปทั้งที่ยังมีความเมตตาและอ่อนโยน ดวงใจของเขายังเปี่ยมความสงสาร สงสารแม้แต่ข้า-คนที่ทรยศเขา”
ข้ากล่าวขึ้นบ้าง “ยูดาส ท่านได้ทำผิดไปจริง ๆ “
ยูดาสตอบ “แต่เขาก็ตายเยี่ยงกษัตริย์ เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงกษัตริย์ดอกหรือ?”
ว่าแล้วเขาก็นั่งลงที่ม้ายาว แน่นิ่งไปเหมือนก้อนหิน
ข้าเดินวนไปเวียนมารอบห้อง และกล่าวอีกครั้ง “แต่ท่านก็ได้ทำผิดไปจริง ๆ “
ยูดาสยังนิ่งเงียบ เขายังเงียบเหมือนโลกทั้งโลกได้หยุดนิ่ง
ประเดี๋ยวเขาจึงค่อยลุกขึ้นประจันหน้ากับข้า ข้ารู้สึกว่า กายของเขาสูงใหญ่กว่าเดิม แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเหมือนหม้อแตกว่า “ความรู้สึกบาปไม่ได้อยู่ในใจของข้าเลย คืนนี้ข้าจะไปยังอาณาจักรของเขาแล้ว ข้าจะไปยืนอยู่ต่อหน้าเขา ขอให้เขาอภัยให้ข้า
“เขาได้ตายเยี่ยงกษัตริย์ แต่ข้าต้องตายเหมือนฆาตรกร แต่ในส่วนลึกแล้วข้ารู้ดีว่าเขาย่อมอภัยให้ข้า”
จากนั้นเขาจึงสวมเสื้อคลุมที่เปียกชื้นตามเดิม หันมา กล่าวกับข้าอีก “ดีจริงที่ข้ามาหาท่านในค่ำคืนเช่นนี้ และถ้ามันเป็นการนำภาระมาให้ท่าน ท่านจะให้อภัยข้าหรือเปล่า?
“บอกลูกบอกหลานของท่านต่อๆ ไปด้วยนะว่า: `ยูดาส อิสคาริโอทได้มอบเยซูแห่งนาซาเร็ธให้แก่ศัตรู เพราะเขาเชื่อว่าเยซูเป็นศัตรูกับชนชาติของตนเอง’
“บอกลูกๆของท่านด้วยว่า และในวันเดียวกันนั้นยูดาสได้ตามรอยพระบาทของกษัตริย์ไปยังบัลลังค์ของพระองค์ เขาวางวิญญาณไว้ต่อหน้าพระองค์ อ้อนขอให้พระองค์พิพากษาเขา
“ข้าจะบอกพระองค์ว่า เลือดของข้าไม่ดีพอที่จะตกต้องพื้นดิน แล้ววิญญาณง่อยเปลี้ยของข้าก็จะเป็นอิสระ”
ยูดาสเอาหัวพิงกำแพงแล้วร้องไห้ “พระเจ้าข้า พระเจ้าผู้มีพระนามที่น่าหวาดหวั่น เมื่อนิ้วแห่งความตายมาสัมผัส ทุกคนก็มิอาจเอ่ยปากอันใดได้ แล้วไฉนพระองค์ต้องเผาผลาญข้าด้วยไฟที่ไม่มีแสงด้วยเล่า?
“ทำไมพระองค์จึงให้คนกาลิลีคนนั้นปรารถนาในดินแดนที่ตนไม่รู้จัก แล้วเอาความใคร่ได้มาใส่หลังข้า โดยที่ข้าไม่อาจหนีการร่วมสังคกรรมกับมันได้? แต่ใครกันเล่าที่ชื่อยูดาส มือของใครที่ได้จุ่มลงไปในเลือด?
“เอาเขาออกไป เอาเขาออกไปจากตัวข้าด้วยเถอะ เอาเสื้อเก่าและบังเหียนที่ขาดรุ่งริ่งออกไปที
“โปรดช่วยข้าให้ทำสำเร็จในคืนนี้ด้วยเถอะ
“ข้าเหนื่อยอ่อนกับเสรีภาพปีกหักเช่นนี้ ข้ากลายเป็นไอ้ขี้เมาไปแล้ว
“ข้าล่องลอยไปในธารน้ำตา ลอยออกไปสู่ทะเลแห่งความขมขื่น ข้าขอเป็นคนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ความเมตตาของพระองค์ ยังดีเสียกว่าจะไปเคาะประตูดวงใจของเขา”
ยูดาสกล่าวดังนี้ แล้วเขาก็เปิดประตูเดินจากไปท่ามกลางพายุที่ยังปั่นป่วนอยู่
สามวันต่อมา ข้าเข้าไปในเยรูซาเลม ทราบข่าวว่า เหตุการณ์ทั้งหลายได้ผ่านไปแล้ว ข้าได้ยินมาว่า ยูดาสได้แขวนคอตายอยู่ที่ยอดเขาสูงนอกเมือง
ข้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดทั้งวัน และข้าก็เข้าใจยูดาส เขาได้ใช้ชีวิตสั้น ๆ นี้อย่างมีค่าที่สุด เป็นเหมือนหมอกจางล่องลอยอยู่ท่ามกลางดินแดนที่ตกเป็นทาสของพวกโรมัน ในขณะที่ประกาศกผู้ยิ่งใหญ่ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า
บุรุษหนึ่งปรารถนาจะได้อาณาจักรสักแห่ง เพื่อตนเองจะได้ถูกตกแต่งเป็นเจ้าชาย
แต่อีกบุรุษหนึ่งกลับปรารถนาจะได้อาณาจักรแห่งนั้น เพื่อทุกคนจะได้ถูกตกแต่งเป็นเจ้าชาย