Skip to main content
Son of Man

BOOK

เจมส์ น้องชายของพระเยซู อาหารค่ำมื้อสุดท้าย

นับหมื่นนับพันครั้งมาแล้ว ที่ความฝันของข้าได้รับการเยี่ยมเยี่ยน และข้ายังรู้แน่แก่ใจว่าความฝันของข้าจะได้รับการเยี่ยมเยี่ยนอีกร่ำไป

          แผ่นดินอาจลืมรอยไถที่ประทับบนอ้อมอกของนาง ทั้งหญิงสาวอาจลืมความรวดร้าวและความชื่นชมเมื่อครั้งให้กำเนิดบุตร แต่ข้าจะไม่ลืมคืนนั้น

           บ่ายวันนั้นเรายังอยู่กันนอกกำแพงเยรูซาเลม พระเยซูเอ่ยขึ้น “ให้พวกเราเข้าไปในเมืองและร่วมทานอาหารค่ำที่โรงเตี๊ยมด้วยกันเถิด”

          เมื่อเราไปถึงโรงเตี๊ยมนั้นก็ค่ำมากแล้ว ทุกคนต่างท้องร้อง เจ้าของโรงเตี๊ยมต้อนรับขับสู้อย่างดีแล้วนำเราขึ้นไปยังห้อง ชั้นบน

          พระเยซูสั่งให้เรานั่งล้อมกันเป็นวงกลม ส่วนเขายังยืนอยู่ สายตากวาดมองมายังพวกเรา

          เขาหันไปกล่าวกับเจ้าของโรงเตี๊ยม “ขอน้ำเหยือกหนึ่งกับอ่างดินและผ้าเช็ดผืนหนึ่งให้ฉันด้วยเถิด”

          แล้วหันมาทางพวกเราอีกครั้ง  กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทุกคนถอดรองเท้าออกเสีย”

          เราไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เขาสั่งดังนี้ เราจึงต้องถอด

          เมื่อเจ้าของโรงเตี๊ยมนำเหยือกน้ำและอ่างดินมาแล้ว พระเยซูจึงกล่าว  “เวลานี้ฉันจะล้างเท้าให้พวกเธอ เพื่อว่าเท้าของพวกเธอจะได้ปราศจากฝุ่นดินแห่งถนนสายเก่า และจะได้เดินไปสู่ถนนสายใหม่”

          พวกเรารู้สึกตกประหม่าและเขินอาย

          ซีมอนเปโตรลุกพรวดขึ้นกล่าว “ผมจะทนดูผู้เป็นอาจารย์ และเป็นเจ้านายของผมล้างเท้าให้ผมได้อย่างไร?”

          พระเยซูตอบ “ฉันล้างเท้าให้พวกเธอ เพื่อเธอจะระลึกอยู่เสมอว่า ใครที่อยากจะเป็นใหญ่ที่สุด คนนั้นต้องรับใช้ผู้อื่น”

          เขามองพวกเราอย่างพินิจทีละคน แล้วกล่าว: “สำหรับบุตรแห่งมนุษย์ ผู้เลือกเธอมาจากบรรดาพี่น้องนั้น เท้าของเขาได้รับการชำระด้วยเครื่องหอมแห่งอารเบียและถูกเช็ดให้สะอาดด้วยมวยผมของสตรีแล้ว และตอนนี้เขาปรารถนาจะล้างเท้าพวกเธอบ้าง”

     เขาถืออ่างดินและเหยือกน้ำเข้ามา คุกเข่าลงและเริ่มล้างเท้าพวกเราโดยเริ่มจากยูดาส อิสคาริโอทเป็นคนแรก

          เมื่อล้างเสร็จเรียบร้อย เขาก็ลุกขึ้นนั่งบนโต๊ะอาหารร่วมกันพวกเรา ดวงหน้าของเขาสุกสว่างดังรุ่งอรุณเหนือสนามรบ หลังจากที่การจู่โจมและการสูญเสียเลือดเนื้อในยามรัตติกาลผ่านพ้นไป

    จากนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกับภรรยาจึงนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามา

          แม้ก่อนที่พระเยซูจะล้างเท้าข้านั้น ข้าจะรู้สึกหิว แต่มาบัดนี้ท้องข้าไม่รู้สึกหิวอีกแล้ว ในลำคอของข้าคล้ายมีเปลวเพลิงแผดเผา ข้าไม่รู้สึกกระหายอื่นใดเลย

          เมื่อได้รับอาหารมาพระเยซูก็จัดแจงหักปัง แจกจ่ายแก่พวกเรา แล้วกล่าว “บางทีเราอาจไม่ได้ร่วมรับประทานด้วยกันอีก  ดังนั้นให้เรากินอาหารนี้เพื่อระลึกถึงวันเวลาของพวกเราเมื่อครั้งยังอยู่ในกาลิลีเถิด”

          จากนั้นเขาก็รินเหล้าองุ่นจากเหยือกใส่ถ้วย ยกขึ้นดื่ม ส่งต่อมายังพวกเรา กล่าวว่า 

          “ให้เราดื่มถ้วยนี้เพื่อระลึกถึงความหิวกระหายที่เราได้รับร่วมกัน จงดื่มให้แก่ความหวังในเหล้าองุ่นใหม่ เมื่อฉันถูกจับไป ฉันจะไม่อยู่กับพวกเธออีก จะมีก็แต่พวกเธอเท่านั้นที่อยู่ด้วยกัน ดังนั้นจงหักปังและรินเหล้าองุ่นจงดื่มและกินดังที่เรากำ-ลังทำอยู่นี้ จงมองดูกันและกัน เผื่อว่าจะเห็นฉันร่วมอยู่ด้วย”

          ว่าแล้วเขาจึงเริ่มแจกจ่ายเนื้อปลาและเนื้อไก่ให้พวกเรา ดุจแม่นกกำลังป้อนอาหารให้ลูกอ่อน

          เรากินได้ไม่เท่าไหร่ก็อิ่มกันหมด เราดื่มกันได้ไม่สักกี่อึกก็วางถ้วย เพราะเรารู้สึกดังว่าถ้วยเหล้านี้เป็นเหมือนหุบเหวกั้นระหว่างโลกนี้กับโลกอื่น

          พระเยซูกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ก่อนที่เราจะไปจากห้องนี้ ให้เราลุกขึ้นร้องเพลงรื่นเริงแบบกาลิลีเถิด”     

          พวกเราจึงลุกขึ้นและร้องเพลงร่วมกัน เสียงของเขากังวานเหนือทุกเสียง และเหมือนมีเสียงระฆังดังในคำร้องของเขาทุกคำ

          เขามองมายังพวกเราอีก มองทีละคนอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วกล่าว  “เวลานี้แล้ว ฉันขอให้ทุกคนโชคดี ให้เราออกไปนอกเมืองกันเถิด เราจะไปในสวนเกสเซมานีกัน”

          ยอห์น บุตรเศเบดีเอ่ยขึ้น “อาจารย์ครับ ทำไมท่านต้องบอกให้ทุกคนโชคดีด้วยล่ะครับ?”

          พระเยซูตอบ “ขออย่าให้หัวใจของเธอต้องปวดร้าว ฉันเพียงแต่จากไปเตรียมที่พักในบ้านของพระบิดาให้พวกเธอ แต่ถ้าพวกเธอต้องการฉันจริง ๆ ฉันจะกลับมา  เมื่อพวกเธอร้องเรียกฉัน ฉันจะได้ยิน และที่ใดที่ใจเธอตามหาฉัน ฉันจะอยู่ที่นั่น

          “อย่าลืมว่า ผู้ที่กระหายย่อมตามหาคนย่ำองุ่น และผู้ที่หิวโหยย่อมเข้าไปในงานเลี้ยง

          “ในความปรารถนาส่วนลึกนั้น เธอจะพบบุตรแห่งมนุษย์ เพราะความปรารถนาจากส่วนลึกของหัวใจเปรียบเสมือนพุน้ำแห่งความชื่นชมยินดี มันคือหนทางไปสู่พระบิดา”

          ยอห์นจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ถ้าท่านต้องจากเราไปจริง ๆ เราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร? ทำไมท่านต้องพูดถึงการพรากจากด้วย?”

          พระเยซูตอบ “กวางหนุ่มย่อมรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของธนูนายพรานก่อนที่มันจะมาแล่นปักอก แม่น้ำรู้จักทะเลดีก่อนที่มันจะไหลไปรวมอยู่ด้วยกัน บุตรมนุษย์ก็ย่อมเดินทางร่วมไปกับมนุษย์อยู่แล้ว

          “ก่อนที่ต้นอามันด์จะคืนร่างให้แก่แสงอาทิตย์ รากเหง้าของฉันก็ชอนไชไปถึงท้องทุ่งอื่น ๆ แล้ว”

          ซีมอน เปโตรกล่าวขึ้นบ้าง “อาจารย์ครับ อย่าเพ่อจากเราไปเลย  เราไม่เคยปฏิเสธความชื่นบานเมื่ออยู่กับท่าน ท่านไปที่ไหนให้เราไปด้วย ท่านพักที่ไหน เราจะพักที่นั่น”

          พระเยซูวางมือเหนือบ่าของซีมอนเปโตร  ยิ้มแย้มให้เขาแล้วกล่าว “ใครจะรู้ได้ คืนนี้เธอจะปฏิเสธฉันก่อนที่พระอาทิตย์ขึ้น เธอจะทิ้งฉันไปก่อนที่ฉันจะลาจากเธอ?”

          และที่สุด เขาจึงกล่าว “ไปเถิด พวกเราไปกันได้แล้ว”

          เขาเดินออกมาจากโรงเตี๊ยม พวกเราเดินตามเขาไปด้วย แต่เมื่อเราไปถึงประตูเมือง ยูดาส อิสคาริโอทก็ไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว เราเดินตัดผ่านไปทางหุบเหวยาฮันนุม พระเยซูเดินนำหน้าพวกเราไปเล็กน้อย ส่วนพวกเราเกาะกลุ่มกันอยู่ด้านหลัง

          เมื่อมาถึงเนินเขามะกอกเทศ เขาก็หยุดเดิน หันมาบอกกับพวกเรา “จงพักกันอยู่ที่นี่สักชั่วโมงหนึ่งเถิด”

          ยามค่ำอากาศเย็นเยียบ ทั้งที่เป็นฤดูใบไม้ผลิแท้ ๆ  ต้นหม่อนแทงกิ่งก้าน ต้นแอปเปิลก็ผลิใบ อากาศในสวนอบอวลหอมหวาน

          พวกเราต่างหาที่เหมาะ ๆ ใต้ต้นไม้เพื่อเอนกาย ตัวข้าเองก็ม้วนเสื้อคลุมเป็นก้อนต่างหมอนนอนอยู่ใต้ต้นสนด้วย

          ส่วนพระเยซูดำเนินห่างเราไปเล็กน้อย เขาเดินขึ้นไปที่ซุ้มมะกอกเทศ ข้าจับตาดูเขาอยู่ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท

          จู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดขึ้น เดินวนไปเวียนมา เขากระทำเช่นนี้หลายต่อหลายครั้ง

          ข้ายังเห็นเขาเงยหน้าขึ้นสู่เบื้องบน เหยียดแขนออกไปทางทิศตะวันตกและตะวันออกร้องว่า  “ทั้งสวรรค์ แผ่นดิน และนรกต่างก็เป็นของมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น” ข้ายังจำคำกล่าวนี้ได้มั่น ข้าทราบดีว่าบุรุษที่เดินขึ้นไปยังซุ้มมะกอกเทศนั้นคือฟ้าสวรรค์ที่สรรค์สร้างมนุษย์ ข้าคิดไปว่า  ณ.ใจกลางผืนดินนี้มิได้เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบ หากแต่เป็นเพียงรถม้าศึกคันหนึ่ง เป็นช่วงชะงักงันขณะหนึ่ง เป็นช่วงเวลาแห่งความตระการตาและแปลกประหลาดสักประเดี๋ยวหนึ่งเท่านั้น ส่วนนรกเบื้องล่างที่ข้าเห็นก็มีเพียงหุบลึกยาฮันนุมที่กางกั้นตัวเขากับนครศักดิ์สิทธิ์นี้เท่านั้นเอง”

          ต่อมาเขาจึงลุกขึ้น ข้ากอดห่อเสื้อไว้แน่น เมื่อได้ยินเขากล่าวอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง เขาไม่ได้พูดกับพวกเรา แต่ข้าได้ยินเขากับใครคนหนึ่งที่เขาเรียกว่า พระบิดา  และนั่นคือสิ่งที่ข้าได้ยินมาทั้งหมด

          จากนั้นครู่หนึ่งเขาจึงลดแขนลง ยืนสงบนิ่งดังต้นไซปรัสโดดเดี่ยวอยู่เบื้องหน้า มีฟ้ามืดเป็นฉากหลัง

          เขาค่อยเดินกลับมายังพวกเราอีกครั้ง กล่าวขึ้น “จงตื่นเฝ้าอยู่เถิด เวลาของฉันใกล้เข้ามาแล้ว โลกนี้เตรียมพร้อมอยู่ต่อหน้าเรา มันกำลังจับอาวุธรุดหน้ามาหาเรา”

          แล้วเขากล่าวต่อไป “เมื่อครู่ที่ผ่านมา ฉันได้บอกแก่พระบิดาแล้ว ถ้าเรามิได้พบกันอีก ก็จงระลึกไว้เถิดว่าผู้ชนะไม่มีวันสงบใจได้เลย จนกว่าเขาจะกำชัยชนะอย่างหมดจด”

          จากนั้นพวกเราจึงลุกขึ้นแล้วล้อมวงเข้าไปใกล้ ๆ เขา ใบหน้าของเขาสดใสดังฟากฟ้าเหนือทะเลทราย

     เขาจูบที่แก้มของพวกเราทีละคน เมื่อเขาเข้ามาจูบแก้มของข้านั้น ข้ารู้สึกร้อนผ่าวยิ่ง มันร้อนเหมือนกับมือของทารกที่กำลังจับไข้

          เวลานั้นเอง พวกเราได้ยินเสียงเอะอะดังมาแต่ไกล พวกเรารู้ได้ทันทีว่ามีคนกำลังมา มันใกล้เข้ามา ๆ ดวงตะเกียงและคบไฟปรากฏขึ้น พวกมันหยุดยืนอยู่อย่างช่างใจ

          มันมาออกันอยู่ที่ริมซุ้มไม้แล้ว พระเยซูจึงละพวกเรา เดินไปหาพวกมัน คนพาพวกมันมาคือยูดาส อิสคาริโอทนั่นเอง

          ทหารโรมันถือดาบและหอก ส่วนพวกยิวหนุ่มจากเยรู-ซาเลมถือกระบองและขวาน

          ยูดาสเดินเข้ามาหาพระเยซู จูบที่แก้มของเขา และหันไปบอกพวกทหารว่า “ชายคนนี้แหละ”

          พระเยซูจึงเอ่ยกับยูดาส  “ยูดาส ถึงเธอเคยร่วมลำบากกับฉันมา แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว”

          แล้วหันไปทางพวกทหาร เอ่ยขึ้น: “ฉันอยู่นี่แล้ว ทำไมถึงได้เอาทหารมาตั้งมากมายเพื่อจับคนคนเดียวเล่า”

          พวกนั้นกรูกันเข้ามาจับเขามัดไว้ แล้วส่งเสียงเอะอะโวยวาย

          ฝ่ายพวกเราต่างตกอยู่ในความกลัว ทุกคนวิ่งหนีและหาที่ซ่อน ข้าวิ่งไปตามลำพังตัดผ่านซุ้มมะกอกเทศ จิตใจข้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ริมปากข้าไม่อาจกล่าวอะไรได้ ตอนนั้นมีเพียงความกลัวเท่านั้นที่ครอบงำข้า

          อีกสองสามชั่วโมงต่อมา จึงค่อยรู้ตัวว่าข้าหนีมาไกลและปลอดภัยแล้ว ยามอรุณย่างมาถึง ข้าค่อยรู้ว่าตนเองอยู่ในหมู่บ้านใกล้เมืองเยริโค

          ทำไมข้าถึงทิ้งเขามาได้? ข้าไม่รู้เหมือนกัน มีเพียงความเศร้าเสียใจเท่านั้นที่เกาะกุมใจข้า ข้าเป็นเพียงไอ้ขี้ขลาด ข้าวิ่งหนีการเผชิญหน้ากับศัตรูของเขา

          เวลานั้นข้ารู้สึกป่วยไข้และอับอายอยู่ในใจ ข้ารีบวิ่งกลับไปยังเมืองเยรูซาเลมแต่สายไปเสียแล้ว ขณะนั้นเขาได้กลายเป็นนักโทษไปเสียแล้ว ไม่มีมิตรสหายสักคนคอยอยู่เคียงข้างเขา

          เขาถูกตรึงกางเขน เลือดของเขาชะโลมแผ่นดินผืนใหม่ให้แก่โลก

          แต่ตอนนี้ข้ายังมีชีวิตดีอยู่ และที่ข้ายังดำรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะรวงน้ำผึ้งหวานล้ำแห่งชีวิตของเขานั่นเอง

BOOK

➥ เจมส์ น้องชายของพระเยซู อาหารค่ำมื้อสุดท้าย