พวกนั้นปล่อยข้าและเลือกเขา แต่เขากลับสูงส่งขึ้น ส่วนข้ากลับต่ำลง
พวกนั้นทำกับเขาเหมือนเป็นเครื่องบูชาในงานฉลองอิสรภาพ
ส่วนข้ากลับถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวน และเดินเปะปะปนกับฝูงชนตามหลังเขาไป
ในใจข้ารู้สึกเหมือนคนเป็นที่กำลังจะเดินไปสู่หลุมศพของตน
ข้าเคยหนีไปยังทะเลทราย ให้แสงแดดแผดเผาความอับอายของข้ามาแล้ว
แต่นี่ ข้ากลับเสนอหน้าเดินตามคนที่รับโทษทัณฑ์แทนข้าอยู่ได้
ตอนที่พวกนั้นกำลังตรึงเขากับกางเขน ข้าก็อยู่ที่นั่นด้วย
ข้าเห็น ข้าได้ยิน ได้รับรู้ ทั้งที่ข้ารู้สึกเหมือนวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว
หัวขโมยที่ถูกตรึงทางด้านขวาของเขา บอกกับเขาว่า
“ทำไมแกถูกตรึงด้วยล่ะ แกใช่เยซูจากนาซาเร็ธหรือเปล่า?”
พระเยซูตอบ “ถ้าไม่มีตะปูตรึงอยู่อย่างนี้ ฉันจะยื่นมือไปจับมือของเธอ
“เราจะต้องตายด้วยกัน พวกเขาเลยตรึงเธอไว้ใกล้ ๆ กับฉัน”
ว่าแล้วก็หันมา มองไปยังแม่ของเขาและชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นาง
กล่าวว่า “แม่ครับ นั่นลูกของแม่
“แม่ครับ ดูเถอะ หนุ่มคนนี้จะรองเอาเลือดทุกหยดของลูกกลับไปยังบ้านเหนือ”
เขาได้ยินเสียงคร่ำครวญของประดาหญิงชาวบ้านจาก กาลิลี จึงกล่าวกับพวกนาง:
“ดูสิ พวกนางร้องไห้กันใหญ่ แต่...แต่ฉันหิวน้ำเหลือเกิน
“เวลานี้ฉันอยู่สูงเกินกว่าจะลงไปเช็ดน้ำตาของพวกนางแล้ว
“ฉันไม่ต้องการน้ำส้มเปรี้ยวหรือน้ำขมเพื่อดับกระหาย”
จากนั้น เขาจึงเบิกตากว้างสู่เบื้องบน กล่าวขึ้น:
“พระบิดา ไฉนจึงลืมพวกเราเสียเล่า?”
แล้วกล่าวต่อ ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความเมตตา ว่า:
“พระบิดา โปรดยกโทษให้พวกเขาเถิด เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรลงไป”
ขณะที่เขากล่าววาจาเหล่านี้ ข้าคิดไปว่า ข้าเห็นมนุษย์ทุกคนหมอบราบคาบแก้วน้อมรับการอภัยโทษของพระเป็นเจ้า ด้วยเหตุจากการที่พวกเขาได้ตรึงชายคนนี้
และอีกครั้ง เขาร้องเสียงก้องกัมปนาท:
“พระบิดา ลูกขอมอบวิญญาณไว้ในหัตถ์ของพระองค์”
ที่สุด เขาก็ซบศีรษะลง พูดแผ่วเบา
“สำเร็จแล้ว ไม่ใช่แค่ที่นี่เท่านั้น”
ดวงตาของเขาปิดลง
แสงไฟแลบแปลบปลาบฟาดผ่านฟ้ามืด พายุใหญ่ตีกระหน่ำย้ำเข้ามา
และบัดนี้ข้าตระหนักแน่แล้วว่า เขาได้ตายแทนข้า และยอมรับความเจ็บปวดของข้าทั้งหมด
การทรมานของเขาจบลงนับตั้งแต่วินาทีนั้น
แต่การทรมานของข้าสิ กลับฝังแน่นอยู่ในใจข้าจนตลอดชั่วอายุขัย