Skip to main content
Son of Man

BOOK

ยอห์น ศิษย์รักในยามชรา

ข้ารู้ว่า ท่านอยากให้ข้าเล่าเรื่องของพระเยซูให้ฟัง แต่ข้าจะต่อเพลงที่จบลงแล้ว ด้วยก้านไม้อ้อแกร็นกลวงได้อย่างไร?

          ทุกย่างก้าวในแต่ละวัน  พระเยซูจะรำลึกถึงพระบิดาเสมอ ยามยืนอยู่ในทุ่งนา เขาจะเทิดพระองค์ไว้เหนือเมฆ แม้กระทั่งเมื่อเวลาที่เมฆนั้นลอยผ่านแผ่นฟ้าไปแล้ว เขาเห็นใบหน้าของพระบิดาสะท้อนในบ่อน้ำนิ่ง  เห็นรอยเท้าของพระองค์บนพื้นทราย และบ่อยครั้งเขายังปิดตา เพื่อมองหาพระองค์ด้วยสายตาที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า                         

          ค่ำคืนกล่าวแก่เขาด้วยน้ำเสียงของพระบิดา ในความสันโดษ  เขายินเสียงเทวดาของพระเจ้าร้องเรียกเขา และเมื่อลอยตัวอยู่ในความหลับ  เขาก็ยินเสียงกระซิบจากสวรรค์ในความฝันของตน

          เขาเป็นคนสนุกเมื่ออยู่กับพวกเรา เขาเรียกเราว่า พี่น้อง

          นี่แน่ะท่าน เขาเปรียบได้กับวาจากแรกที่เรียกเราว่า พี่น้อง  แม้ว่าพวกเราจะเคยพูดกันเช่นนี้มาก่อนแล้ว แต่ทุกถ้อยพยางค์เหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปหมดสิ้น

          ท่านคงอยากถามว่า ทำไมข้าถึงเรียกเขาว่าเป็นวาจาแรก

          ฟังเถอะ ข้าจะตอบท่านเดี๋ยวนี้แหละ:

          นับแต่แรกเริ่ม พระเจ้าทรงเคลื่อนกายอยู่ในอวกาศอันว่างเปล่า และด้วยเพียงการเคลื่อนกายเพียงผะแผ่วนั้น โลกก็ก่อเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา

          เมื่อพระองค์เคลื่อนกายอีกครา กระแสชีวิตก็พรูพรั่งออก มา มันร้องหาที่ลึกสุดและที่สูงสุด ซึ่งอยู่ห่างไกลจากตัวมันเอง

          จากนั้นพระเจ้าจึงเปล่งวาจา วาจานั้นได้กลับกลายเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มีวิญญาณกำกับในกาย โดยอาศัยพระจิตของพระองค์

          เมื่อพระเจ้าเปล่งวาจา พระคริสต์ก็เป็นวาจาแรก วาจานั้นสมบูรณ์พรั่งพร้อม และเมื่อพระเยซูแห่งนาซาเร็ธกำเนิดมาในโลก วาจาแรกนั้นก็ตกทอดมาถึงพวกเรา เสียงนั้นทำให้เกิดเลือดเนื้อและชีวิต

          เยซู ผู้รับเจิม คือวาจาแรกของพระเจ้าที่มาถึงมนุษย์ ดังแอปเปิลต้นหนึ่งในสวน ซึ่งตูมดอกและผลิบานก่อนต้นอื่นเพียงหนึ่งวัน แต่ในสวนของพระเจ้า หนึ่งวันนั้นกลับยาวนานชั่วกัปกัลป์

          เราทั้งหลายคือลูกสาวและลูกชายของพระเจ้า แต่ผู้ได้รับเจิมคือลูกคนแรก ผู้ประทับในกายของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ เขาผู้ดุ่มเดินอยู่ในหมู่พวกเรา เป็นตัวตนที่เราสามารสัมผัสและจับต้องได้

          เอาเถอะท่าน ทุกสิ่งที่ข้ากล่าวมานี้ สมองท่านอาจครุ่นคิดไม่ตก แต่วิญญาณท่านย่อมเข้าใจแน่ ความนึกคิดเป็นแต่สิ่งตวงวัด แต่วิญญาณของท่านจะต้องไปให้ถึงแก่นของชีวิต และโอบกอดความลึกลับเอาไว้ เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งวิญญาณนั้นไม่มีวันตายตลอดกาล

          สายลมอาจพัดตีไม่หยุดหย่อน ทะเลอาจเห่คลื่นจนอ่อนแรง แต่แก่นรากแห่งชีวิตจะคงไว้แต่ความสงบ ดวงดาวจะฉายฉานอยู่เช่นนั้นตลอดไป

BOOK