Skip to main content
"The Third Plenary Council of Baltimore, 1884, a national meeting of Roman Catholic bishops in Baltimore, Maryland, presided over by Archbishop James Gibbons (back row, center, labeled 1). Engraving, American, 1884"

BOOK

วิวัฒนาการการศึกษาคาทอลิก ในประวัติศาสตร์โลก
บทที่ 11 การปกป้องโรงเรียนคาทอลิก ของสภาพระสังฆราชแห่งประเทศอเมริกา

โรงเรียนคาทอลิกเป็นการแพร่ธรรมของพระศาสนจักร เป็นหัวข้อที่ได้รับการถกเถียงกันมาโดยเฉพาะในระหว่างสภาพระสังฆราชแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหลักการแบ่งแยกระหว่างรัฐกับพระศาสนจักรอย่างชัดเจน ตามหลักกาลปกครองรัฐ พระศาสนจักรที่อเมริกาทำงานอยู่ในบรรยกาศของการต่อต้านพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดทางรัฐฝั่งประเทศยุโรป แต่พระศาสนจักรที่อเมริกายังคงทำงานกับผู้อพยพชาวไอริชและชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในศตวรรษที่ 19 นี้การสร้างโรงเรียนคาทอลิกจึงมีความจำเป็นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการอภิบาลและแพร่ธรรมต่อศัทธาชน

เราจึงทำความเข้าใจได้ไม่ยากว่า ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 นี้พระศาสนจักรที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องความเชื่อและคำสอนทางศีลธรรมสำหรับศาสนิกชน ในปี ค.ศ. 1829 มีการตั้งสังฆมณฑลบัลติมอล ให้เป็นสังฆมณฑลหลัก (metropolitan) และสภาพระสังฆราชได้ถูกตั้งขึ้นใหม่ บรรดาผู้ปกครองพระศาสนจักรจึงต้องใส่ใจต่อวิกฤตกาลการต่อต้านศาสนา โดยเน้นเรื่องการศึกษาคาทอลิกให้เป็นรูปธรรมว่า “จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่เราต้องตั้งโรงเรียนคาทอลิกขึ้นมา เพื่อเราจะได้สอนบรรดายุวชนหลักการความเชื่อและศีลธรรม” ในช่วงนี้เองได้มีการจัดพิมพ์หนังสือต่างๆอย่างมากมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคาทอลิก

ทางพระสังฆราชผู้ปกครองศาสนจักรยังเน้นย้ำถึงหน้าที่ของบรรดาผู้ปกครองให้ปกปักษ์รักษาความเชื่อและศีลธรรมคาทอลิก และนโยบายนี้ก็เป็นที่ขุ่นเคืองต่อชาวคริสต์คนอื่นๆที่ไม่ใช่คาทอลิกเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในปี 1844 สภาพระสังฆราชได้ออกประกาศให้ใช้พระคัมภีร์เวอร์ชั่นคาทอลิกตามโรงเรียนต่างๆ ในฟิลาเดเฟีย จนทำให้การการประท้วงใหญ่และความรุนแรงประทุขึ้น ปัจจัยอย่างหนึ่งคือเรื่องของผู้อพยพชาวไอริชที่ทะลักเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างมากในขณะนั้น เพื่อพวกเขาได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนคาทอลิก ทำให้คนอื่นๆมองว่าโรงเรียนคาทอลิกไม่เป็นแบบชาวอเมริกันแท้ๆ เป็นโรงเรียนที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างอเมริกันชน ในการประชุมสมัชชาพระสังฆราชแห่งบัลติมอลครั้งที่ 1 ในปี 1852 ได้ย้ำเตือนหน้าที่ของผู้พ่อแม่เด็กว่า พวกเขาเป็น “ผู้แทนของพระเจ้า” ที่จะคอยดูแลสอดส่องความเชื่อและศีลธรรมของลูกๆ ของตน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่หลงผิดไป ตามคำสอนของทฤษฎีผิดๆ กลายเป็นคนไม่มีศาสนา บรรดาพระสังฆราชยังคงออกเอกสารอื่นๆอีกเพื่อย้ำเตือนและประการจุดยืนของพระศาสนจักรในเรื่องนี้ว่า ควรหลีกเลี่ยงที่จะส่งบรรดาเด็กๆไปเรียนโรงเรียนอื่นๆที่ไม่ใช่คาทอลิก และให้พวกเขาคอยสนับสนุนโรงเรียนคาทอลิกให้มากยิ่งๆขึ้น

ในระหว่างสมัชชาของสภาพระสังฆราชแห่งบัลติมอลครั้งที่ 3 ในปี 1884 พระศาสนจักรตกอยู่ท่ามกลางกระแสแรงกดดันที่กล่าวหาว่าโรงเรียนคาทอลิกไม่เป็นไปตาม “โรงเรียนแห่งชาติ” และ “ไม่เป็นแบบอเมริกัน” ทางสมาชิกสภาสหรัฐได้มีความพยายามที่จะตัดงบประมาณโรงเรียนคาทอลิก โดยเฉพาะโรงเรียนของวัด (parish school) และโรงเรียนเอกชนต่างๆ ในปี 1883 พระอัครสังฆราชแห่งบัลติมอล เจมส์ กิบบอน ท่านได้ตอบโต้โดยอ้างถึงอนาคตของชาวคาทอลิกในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า “พระศาสนจักรที่อเมริกจะดีหรือล้มได้ ก็เพราะโรงเรียนคาทอลิกนี้” ท่านยังได้กล่าวถึงเหตุและผลการตั้งโรงเรียนคาทอลิกว่า “เพื่อความดีของส่วนรวม” (common good) และเพื่อความดีงามของประเทศชาติ โรงเรียนของรัฐหลายๆโรงมีความบกพร่องและบางทีมีระบบการเรียนการสอนที่ชั่วร้าย นำพาซึ่งปัญหาสังคมและอาชญากรรมในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาผู้ปกครองของพระศาสนจักรคาทอลิกยังให้วิสัยทรรศน์ถึง “การศึกษาที่แท้จริง” (true education) ว่ามีสิ่งค้ำจุนอยู่ 3 ประการคือ “บ้าน วัด และโรงเรียน” ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดที่ว่า โรงเรียนต้องเน้นทางโลกแต่อย่างเดียว (secular school) และตัดขาดมิติทางศาสนา เพราะโรงเรียนไม่ใช่แค่ธุรกิจทำงาน หากแต่ต้องรักษาความจริงและศีลธรรมให้กับผู้คน สอนศาสนาให้กับบรรดายุวชน ดังนั้นพระศาสนจักรต้องตั้งโรงเรียนคาทอลิกขึ้นเพื่อการนี้ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ว่าครอบครัวคาทอลิกทุกครอบครัวจะสามารถส่งบุตรหลานไปเรียนในโรงเรียนคาทอลิกได้ ทางสภาพระสังฆราชถึงได้ออกคำแถลงการณ์เพื่อผ่อนผันดังนี้

  “บรรดาผู้ปกครองคาทอลิกมีข้อผู้มัดที่จะต้องส่งบุตรของตนไปเรียนในโรงเรียนของวัด ยกเว้นว่า บุตรของท่านได้รับการศึกษาทางศาสนาอย่างเพียงพอ เขาได้เรียน (คำสอน) ที่โรงเรียนคาทอลิกหรือเรียนที่บ้านก็ดี หรือถ้ามีเหตุผลอย่างเพียงพอ เขาต้องได้รับการอนุมัติจากพระสังฆราช เพื่อปกป้องและคุ้มกันความเชื่อ เขาจึงสามารถไปเรียนที่โรงเรียนอื่นๆได้ เป็นพระสังฆราชที่จะอนุมัติได้ว่าโรงเรียนใดเป็นโรงเรียนคาทอลิก”

แม้การประกาศอย่างประณีประนอมนี้ จะช่วยแก้ไขปัญญาเรื่องครอบครัวคาทอลิกที่ไม่สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนที่โรงเรียนคาทอลิกได้ แต่สภาพระสังฆราชก็คงดำเนินการเคลื่อนไหวตอบโต้ข้อกำหนดต่างๆทางภาครัฐ ตัวอย่างเช่น มีการออกกฎหมายเบนเน็ทต์ (Brennet Law) ที่วิสคอนซิลในปี 1899 โดยมีข้อบังคับสองประการคือ หนึ่ง ให้ใช้แค่ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆ สอง บังคับให้ทุกคนเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ พระศาสนจักรท้องถิ่นถึงรณรงค์ต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ว่า “ไม่มีความจำเป็น เป็นปฎิปักษ์ และไร้ซึ่งความยุติธรรม” เป็นการจำกัดสิทธิของบรรดาผู้ปกครองชาวคาทอลิก พวกเขายังประกาศอีกว่า “ทางเราไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐแต่อย่างใด ทำไมต้องมาบังคับพวกเรา”

ที่พระศาสนจักรประเทศไอแลนด์ก็มีเหตุการณ์ที่คล้ายๆกับสหรัฐอเมริกา พวกเขาขอร้องทางภาครัฐให้ช่วยให้เงินสนับสนุนงานด้านโรงเรียนของพระศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน แต่สภาพระสังฆราชแห่งไอแลนด์ก็ไม่ได้ประนามโรงเรียนอื่นๆที่ไม่ใช่โรงเรียนคาทอลิกแต่อย่างใด ซึ่งทางพระศาสนจักรอเมริกาก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ทางพระศาสนจักรไอแลนด์ก็ตอบโต้ว่า ทางฝั่งโน้นเป็น “อเมริกัน คัลเจอแคมฟ์” (American Kulturkampf) ในปัญหาเกี่ยวกับโรงเรียนคาทอลิก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาดันทุลังสร้างปัญหาเอง

เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นทางโรมก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ในปี 1826 พระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ได้ส่งตัวแทนของท่าน คือพระอัครสังฆราชฟรังเซสโก ซาโตลลี (Archbishop Francesco Satolli) มาพบกับบรรดาพระสังฆราชที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อหวังที่จะคลี่คลายความตรึงเครียดที่เกิดขึ้น โดยให้วิสัยทัศน์ว่า พระศาสนจักรควรที่จะดำเนินงานด้านโรงเรียนและพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้น บรรดาผู้ปกครองควรได้รับการสนับสนุนให้ส่งลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนคาทอลิก แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็สามารถไปเรียนโรงเรียนอื่นๆได้ หากความเชื่อและศีลธรรมของพวกเขาไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด พระศสนจักรก็ควรใส่ใจพวกเด็กๆเหล่านั้นเช่นเดียวกับเด็กๆที่เรียนในโรงเรียนคาทอลิกของทางวัด

ดูเหมือนว่าผู้แทนทางโรมจะมีท่าทีประณีประนอมในเรื่องนี้ แต่ลึกๆแล้ว พระสันตะปาปาลีโอที่ 13 เล็งเห็นปัญหาว่าโรงเรียนคาทอลิกยังไม่เพียงพอต่อเด็กในครอบครัวคาทอลิกทุกคน จึงมีความเป็นไปได้ที่ต้องแยกแยะระหว่าง “การศึกษาสาธารณะ” และ “การศึกษาแบบคาทอลิก” สำหรับโรงเรียนคาทอลิกแล้ว ”มีพันธกิจนำพาความรอดของพระศาสนจักร” (salutary direction of the Church) ส่วนที่ตรงข้ามกับความรอดคือ บ่อเกิดของความชั่วร้ายในโลกนี้ ด้วยเหตุนี้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องใส่ใจต่อเด็กๆว่าพวกเขาได้รับการฝึกฤทธิ์กุศลได้อย่างไรในการศึกษา แม้ทางรัฐและพระศาสนจักรจะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน คำสอนของพระศาสนจักรยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่าการเรียนการสอนศาสตร์อื่นๆ ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ ในสมณลิขิตในปี 1890 พระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ได้ย้ำถึงการศึกษาทุกอย่างให้อยู่ใต้ร่มเงาของคำสอนของพระศาสนาจักรโดยละม่อม

อ้างอิง

Hunt, Thomas C. "Selected Episcopal and Papal Documents on Catholic Education (1792-1962)." In At the Heart of the Church: Selected Documents of Catholic Education, edited by Ronald J. Nuzzi and Thomas C. Hunt United States: Alliance for Catholic Education Press, 2011.

G., Neil, and McCluskey. Catholic Education in America.  New York: Teacher College Press, 1964.

 

บทที่ 11 การปกป้องโรงเรียนคาทอลิก ของสภาพระสังฆราชแห่งประเทศอเมริกา
➥ บทที่ 11 การปกป้องโรงเรียนคาทอลิก ของสภาพระสังฆราชแห่งประเทศอเมริกา

Fr M

บทความโดย
บาทหลวง วรวุฒิ สารพันธุ์ C.Ss.R. JCL


Catholic Priest & Canonist
Author & Administrator 

Faith4Thai.com

*juris canonici licentiatus 
หรือ JCL เป็นปริญญาทางกฏหมายพระศาสนจักร

Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
FaceBook: Worawut Saraphan
Iine ID: mcssrsp