Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

 บรรพ 1 กฎเกณฑ์ทั่วไป

มาตรา 1 มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับเฉพาะพระศาสนจักรลาตินเท่านั้น

มาตรา 2 ประมวลกฎหมายนี้ส่วนใหญ่มิได้กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ด้วยเหตุนี้จึงให้ยึดถือกฎเกณฑ์พิธีกรรมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเว้นไว้แต่ว่ากฎเกณฑ์ทางพิธีกรรมนั้นขัดกับมาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 3 มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายมิได้เพิกถอนสนธิสัญญา (Pacts) ต่างๆทั้งหมด ทั้งไม่ลิดรอนบางส่วนที่สันตะสำนักได้ทำไว้กับนานาชาติหรือกับองค์กรทางการเมืองอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ข้อตกลงต่างๆ เหล่านั้นจึงยังคงมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน แม้จะมีข้อกำหนดในประมวลกฎหมายนี้ที่ขัดแย้งกับสนธิสัญญาเหล่านั้นก็ตาม

มาตรา 4 สิทธิที่ได้มา และเช่นเดียวกันสิทธิพิเศษที่สันตะสำนักได้มอบให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและสิทธินั้นยังมีการใช้อยู่โดยมิได้ถูกเพิกถอนไปให้ถือว่าสิทธินั้นยังคงมีอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงเว้นแต่เมื่อมีการเพิกถอนสิทธินั้นอย่างชัดแจ้งโดยมาตราต่างๆในประมวลกฎหมายนี้

มาตรา 5 วรรค 1 ประเพณีสากลหรือเฉพาะถิ่นที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ขัดกับกฎของมาตราต่างๆเหล่านี้ และที่ซึ่งมาตราต่างๆของประมวลกฎหมายนี้ประณามให้ยกเลิกประเพณีดังกล่าวทั้งหมด และห้ามรื้อฟื้นนำมาใช้อีกในอนาคต และประเพณีอื่นๆก็ให้ยกเลิกด้วย เว้นไว้แต่ว่าประมวลกฎหมายนี้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ชัดเจนหรือประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานนับร้อยปี หรือนานมากจนมิอาจจดจำระยะเวลาได้ ซึ่งในกรณีนี้อาจจำยอมให้ใช้ต่อไปได้ หากผู้ใหญ่ผืทรงอำนาจ (ordinary) เห็นว่าไม่อาจเพิกถอนได้ เพราะสภาพแวดล้อมของสถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

วรรค 2 ประเพณีสากลหรือเฉพาะถิ่นยังคงใช้กันอยู่โดยไม่เกี่ยวกับกฎหมายนี้ (praeter ius)

มาตรา 6 วรรค 1 เมื่อประมวลกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ให้เพิกถอนสิ่งต่อไปนี้

    1. ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรที่ประกาศใช้เมื่อปี 1917

    2. กฎหมายอื่นๆ ไม่ว่าสากลหรือเฉพาะที่ขัดแย้งกับกฎเกณฑ์ในประมวลกฎหมายนี้ เว้นไว้แต่ว่ามีการระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้งสำหรับกฎหมายเฉพาะถิ่น

    3. กฎหมายอาญาทั้งหมด ทั้งที่เป็นสากล และเฉพาะถิ่นที่ออกโดยสันตะสำนัก เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายนั้นยังคงรักษาไว้ในประมวลกฎหมายนี้เอง

    4. กฎหมายทางวินัยสากลอื่นๆ ด้วย ที่ประมวลกฎหมายนี้ได้นำมาเรียบเรียงใหม่ทั้งหมด

วรรค 2 ในส่วนที่มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายนี้ ตราตามกฎหมายฉบับเดิม ให้ตีความตามธรรมเนียมปฏิบัติของกฎหมายฉบับเดิม

ลักษณะ 1 กฎหมายพระศาสนจักร

มาตรา 7 กฎหมายมีขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้

มาตรา 8 วรรค 1 กฎหมายพระศาสนจักรสากลประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยการพิมพ์ในหนังสือทางการของสันตะสำนัก “Acta Apostolicae Sedis” เว้นไว้แต่ว่ามีการกำหนดใช้รูปแบบอื่นในการประกาศเป็นกรณีเฉพาะกฎหมายต่างๆมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อผ่านไปแล้วนับจากวันที่ปรากฎในหนังสือทางการของสันตะสำนักฉบับพิเศษเว้นไว้แต่ว่าตามลักษณะของกฎหมายนั้น มีผลบังคับใช้ทันทีหรือเมื่อกฎหมายนั้นมีข้อกำหนดพิเศษอย่างแจ้งชัดให้มีผลก่อนหรือหลังระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามปกติ

วรรค 2 กฎหมายพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นประกาศใช้ตามที่ผู้ออกกฎหมายกำหนด และให้มีผลบังคับใช้หลังจากหนึ่งเดือน นับจากวันประกาศใช้ เว้นไว้แต่ว่าได้กำหนดระยะเวลาเป็นอย่างอื่นในตัวบทกฎหมายเอง

มาตรา 9 กฎหมายใช้กับเรื่องในอนาคต มิใช่เรื่องในอดีต เว้นไว้แต่ว่ามีการระบุไว้ในกฎหมายเป็นการเฉพาะสำหรับเรื่องในอดีต

มาตรา 10 เฉพาะกฎหมายที่ระบุให้การกระทำเป็นโมฆะหรือให้บุคคลเป็นผู้ไร้ความสามารถอย่างชัดแจ้งเท่านั้นเป็นกฎหมายว่าด้วยโมฆะกรรมหรือว่าด้วยบุคคลไร้ความสามารถ

มาตรา 11 กฎหมายที่เป็นของพระศาสนจักรโดยเฉพาะใช้บังคับผู้ที่ได้รับศีลล้างบาปในพระศาสนจักรคาทอลิกหรือผู้ที่พระศาสนจักรรับเข้ามา และเป็นผู้ที่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างเพียงพอ และเป็นผู้มีอายุครบ ปี บริบูรณ์ เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง

มาตรา 12 วรรค 1 ทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายสากล (Universal laws) ต้องปฏิบัติตามกฎหมายสากลเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

วรรค 2 อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่อยู่จริงๆ ในเขตแดนบางแห่งได้รับการยกเว้นจากกฎหมายสากลที่ไม่มีผลบังคับใช้ในเขตแดนนั้น

วรรค 3 กฎหมายที่ตราไว้เฉพาะถิ่น ใช้บังคับผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้น และผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนา (quasi-domicile) ในถิ่นนั้น และยังอาศัยอยู่ในถิ่นนั้นจริงๆ โดยคงไว้ซึ่ง มาตรา 13

มาตรา 13 วรรค 1 ต้องไม่สันนิษฐานว่ากฎหมายเฉพาะถิ่นเป็นกฎหมายติดตัวบุคคลแต่เป็นกฎหมายสำหรับพื้นที่ เว้นไว้แต่ว่าเป็นอย่างอื่นอย่างแจ้งชัด

วรรค 2 ผู้เดินทางไม่ขึ้นต่อ

    1. กฎหมายเฉพาะของถิ่นตนเองขณะที่มิได้อยู่ในถิ่นนั้นเว้นแต่ว่าการละเมิดกฎหมายนั้นก่อให้เกิดความเสียหายในถิ่นของตนเองหรือเว้นแต่ว่าเป็นกฎหมายติดตัวบุคคล

    2. กฎหมายของถิ่นที่ตนปรากฎตัวอยู่เว้นแต่เป็นกฎหมายที่ตราเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสาธารณะหรือที่กำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับนิติกรรม หรือที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่นั้น

วรรค 3 พวกเร่ร่อนต้องขึ้นกับกฎหมายทั้งสากล และเฉพาะถิ่นที่มีผลบังคับในถิ่นที่ผู้นั้นปรากฎตัวอยู่

มาตรา 14 แม้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับโมฆะกรรมหรือบุคคลผู้ไร้ความสามารถกฎหมายไม่บังคับหากมีความสงสัยเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายกับข้อเท็จจริงผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจสามารถยกเว้นได้โดยมีเงื่อนไขว่าหากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่มีการสงวนไว้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจให้การยกเว้น เคยให้การยกเว้น

มาตรา 15 วรรค 1 ความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเป็นโมฆะ (Invalidating laws) หรือว่าด้วยการไร้ความสามารถ (Incapacitating laws) ไม่เป็นอุปสรรคต่อผลของกฎหมายนั้นเว้นไว้แต่ว่ากฎหมายได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง

วรรค 2 ห้ามสันนิษฐานว่ามีความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมาย เกี่ยวกับการลงโทษ เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง หรือเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นที่รู้จักกัน โดยทั่วไปของผู้อื่นพฤติกรรมของผู้อื่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปให้สันนิษฐานได้จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ผลตรงกันข้าม

มาตรา 16 วรรค 1 ผู้ที่มีอำนาจตีความกฎหมายคือผู้ตรากฎหมาย และผู้ที่ได้รับมอบอำนาจตีความจากผู้ตรากฎหมายนั้นเอง

วรรค 2 การตีความอย่างเป็นทางการที่กระทำในรูปแบบของกฎหมายมีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับตัวบทกฎหมายเอง และต้องมีการประกาศใช้หากเป็นเพียงการชี้แจงความหมายของคำที่ชัดแจ้งในตัวเองอยู่แล้วเท่านั้นก็ให้มีผลย้อนหลังด้วย แต่หากเป็นการตีความแคบลงหรือให้กว้างขึ้นหรือเป็นการขจัดความสงสัยก็ไม่มีผลย้อนหลัง

วรรค 3 อย่างไรก็ตาม การตีความในรูปแบบคำตัดสินของขบวนการยุติธรรม (judicial decision) หรือในรูปแบบการบริหารในกรณีเฉพาะ (administrative act) ไม่มีผลบังคับเช่นกฎหมายและผูกมัดเฉพาะบุคคลและมีผลเฉพาะเรื่องที่มีการตีความเท่านั้น

มาตรา 17 ต้องเข้าใจกฎหมายพระศาสนจักรตามความหมายเฉพาะของคำโดยพิจารณาจากตัวบท และบริบทของกฎหมายนั้นหากความหมายยังเป็นที่สงสัย และคลุมเครืออยู่ให้เทียบดูจากกฎหมายอื่นที่มีข้อความในลักษณะเดียวกัน ถ้าหาเทียบได้พร้อมทั้งพิจารณาจุดประสงค์และที่มาของกฎหมายรวมทั้งจากเจตนารมณ์ของผู้ตรากฎหมายด้วย

มาตรา 18 กฎหมายที่กำหนดการลงโทษหรือจำกัดเสรีภาพในการใช้สิทธิ์หรือบรรจุข้อยกเว้นจากกฎหมาย ให้ตีความอย่างเคร่งครัด (strict interpretation)

มาตรา 19 เว้นไว้แต่ว่าเป็นคดีอาญา หากไม่มีข้อกำหนดชัดแจ้งของกฎหมายสากลหรือกฎหมายเฉพาะถิ่น หรือประเพณีในกรณีเฉพาะบางกรณีให้ตัดสินคดีนั้นๆ ตามแนวกฎหมายที่ตราไว้สำหรับเรื่องที่คล้ายคลึงกัน ตามหลักทั่วๆ ไปของกฎหมาย โดยยึดหลักธรรมของพระศาสนจักร (Canonical Equity) หลักนิติศาสตร์(jurisprudence) และหลักปฏิบัติขององค์กรปกครองส่วนกลางของพระศาสนจักร (Roman Curia) รวมทั้งความคิดเห็นส่วนใหญ่ และสม่ำเสมอของผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย

มาตรา 20 กฎหมายที่ออกมาภายหลัง เพิกถอนกฎหมายที่ออกมาก่อนทั้งหมดหรือลิดรอนบางส่วน ถ้ามีการระบุไว้อย่างชัดแจ้งเช่นนั้น หรือถ้าขัดกับกฎหมายที่ออกมาก่อนโดยตรงหรือถ้าเป็นการเรียบเรียงใหม่เกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายที่ออกมาก่อนทั้งหมดแต่กฎหมายสากล ไม่ลิดรอนกฎหมายเฉพาะถิ่นหรือกฎหมายพิเศษเว้นไว้แต่ว่ากฎหมายนั้นได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง

มาตรา 21 ในกรณีสงสัย ห้ามสันนิษฐานว่ากฎหมายที่มีอยู่ก่อนถูกยกเลิกแต่ให้นำกฎหมายที่ออกมาภายหลังเข้าหากฎหมายที่มีอยู่ก่อนและผสมผสานให้กลมกลืนกันเท่าที่เป็นไปได้

มาตรา 22 กฎหมายบ้านเมือง (Civil law) ส่วนที่พระศาสนจักรให้ยึดถือนั้น ให้นำมาปฏิบัติในกฎหมายพระศาสนจักรพร้อมกับผลอันเดียวกันตราบเท่าที่ไม่ขัดกับกฎพระเจ้า (Divine law) และเว้นไว้แต่ว่ากฎหมายพระศาสนจักรได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

book

"กฎหมายพระศาสนจักร" (มาตรา 1-22)

"ประเพณี" (Custom) (มาตรา 23-27) >>