ลักษณะ 9 ตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักร
มาตรา 145 วรรค 1 ตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรคือหน้าที่ใดๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎพระเจ้าหรือกฎหมายพระศาสนจักรในลักษณะที่มั่นคงการปฎิบัติหน้าที่นี้เพื่อจุดประสงค์ฝ่ายจิต
วรรค 2 หน้าที่ และสิทธิเฉพาะของตำแหน่งหน้าที่แต่ละอย่างในพระศาสนจักร
หมวด 1 การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักร
มาตรา 146 ตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรไม่สามารถได้มาอย่างถูกต้อง โดยปราศจากการแต่งตั้งตามกฎหมายพระศาสนจักร
มาตรา 147 การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรเกิดขึ้นโดยการมอบให้อย่างอิสระของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรหรือโดยการแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจเดียวกัน ในกรณีที่มีการเสนอก่อนการแต่งตั้ง หรือโดยการรับรอง หรือการยอมรับจากผู้มีอำนาจเดียวกัน ในกรณีที่มีการเลือกตั้งหรือร้องขอมาก่อนทหรือในที่สุดจากการเลือกตั้งปกติและการยอมรับจากผู้ที่ได้รับเลือกในกรณีที่การเลือกตั้งไม่ต้องมีการรับรอง
มาตรา 148 ผู้ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้ง เปลี่ยนแปลงและยกเลิกตำแหน่งหน้าที่ ก็มีอำนาจในการแต่งตั้งหน้าที่ต่างๆนั้นด้วย เว้นไว้แต่ว่ากฏหมายได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 149 วรรค 1 บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรต้องเป็นผู้อยู่ในสหพันธ์ของพระศาสนจักร ทั้งเป็นผู้เหมาะสม กล่าวคือต้องมีคุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่นั้นตามกฎหมายสากลหรือตามกฎหมายเฉพาะถิ่น หรือตามกฎหมายของการก่อตั้งนั้น
วรรค 2 การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ในพระศาสนจักรแก่ผู้ที่ขาดคุณสมบัติที่ต้องมีให้ถือเป็นโมฆะเฉพาะในกรณีที่คุณสมบัตินั้นได้มีการระบุไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายสากลหรือกฎหมายเฉพาะถิ่นหรือกฎหมายของการก่อตั้งว่าจำเป็นต้องมีเพื่อให้มีผลตามกฎหมายมิฉะนั้นให้ถือว่าการแต่งตั้งนั้นมีผล แต่ก็สามารถเพิกถอนได้โดยคำสั่งของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจหรือโดยคำพิพากษาของศาลด้านบริหาร
วรรค 3 การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่โดยติดสินบน (Simoniacal provision) ถือว่าเป็นโมฆะโดยกฎหมายเอง
มาตรา 150 ตำแหน่งหน้าที่ที่ควบติดกับการดูแลวิญญาณอย่างครบถ้วนที่ต้องมีศีลบรรพชาเป็นสงฆ์ในการปฏิบัติหน้าที่นี้ไม่สามารถมอบให้อย่างถูกต้องแก่ผู้ที่ยังมิได้รับศีลบรรพชาเป็นสงฆ์
มาตรา 151 การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ที่ควบติดกับการดูแลวิญญาณ ต้องไม่ผลัดไปโดยปราศจากเหตุผลที่หนักแน่น
มาตรา 152 ต้องไม่มอบตำแหน่งหน้าที่ที่เข้าด้วยกันไม่ได้ 2อย่างหรือมากกว่านั้นแก่ผู้ใด กล่าวคือตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ในเวลาเดียวกัน โดยบุคคลเดียวกัน
มาตรา 153 วรรค 1 การมอบตำแหน่งหน้าที่ที่ยังไม่ว่างลงในทางกฎหมายเป็นโมฆะในตัวเอง ทั้งไม่กลับมาเป็นถูกต้องโดยการว่างลงในเวลาต่อมา
วรรค 2 แต่หากเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของการปฏิบัติหน้าที่ไว้ ก็สามารถทำการแต่งตั้งได้ภายใน 6 เดือนก่อนการสิ้นสุดวาระลงและให้มีผลตั้งแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง
วรรค 3 การสัญญาให้ตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะโดยผู้ใดก็ตามมิได้มีผลในทางกฎหมาย
มาตรา 154 ตำแหน่งหน้าที่ที่ว่างลงตามกฎหมายซึ่งอาจยังมีผู้ครอบครองโดยผิดกฎหมายสามารถมอบให้ได้ ขอแต่ให้มีการประกาศอย่างถูกต้องว่าการครอบครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องมีการกล่าวถึงการประกาศนี้ในเอกสารการแต่งตั้ง
มาตรา 155 บุคคลผู้มอบตำแหน่งหน้าที่แทนผู้ที่ละเลยหน้าที่หรือมีข้อขัดขวางจะอ้างเหตุนี้ว่าตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้ที่ได้รับมอบตำแหน่งหน้าที่นั้นไม่ได้แต่สถานะทางกฎหมายของผู้ได้รับมอบอำนาจนั้นให้ถือเหมือนกับได้รับการแต่งตั้งตามกฎเกณฑ์ปกติของกฎหมาย
มาตรา 156. การแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
ส่วน 1 การแต่งตั้งอย่างเสรี
มาตรา 157 เว้นไว้แต่ว่า กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้งเป็นอำนาจของพระสังฆราชสังฆมณฑลในการแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ของพระศาสนจักรในเขตปกครองของตนโดยเสรี
ส่วนที่ 2 การเสนอชื่อ
มาตรา 158 วรรค 1 การเสนอชื่อผู้รับตำแหน่งในพระศาสนจักร ต้องเสนอโดยผู้มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อ ต่อผู้มีอำนาจที่มีสิทธิ์ในการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งนั้น และยิ่งกว่านั้น การเสนอชื่อต้องกระทำภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ได้รับแจ้งว่าตำแหน่งว่างลง เว้นไว้แต่ว่ามีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
วรรค 2 หากสิทธิการเสนอชื่อผู้รับตำแหน่ง เป็นสิทธิของคณะหรือกลุ่มบุคคลใด บุคคลที่จะถูกเสนอชื่อให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรา 165-179
มาตรา 159 อย่าเสนอชื่อผู้ไม่เต็มใจรับตำแหน่ง เพราะเหตุนี้เมื่อได้สอบถามความสมัครใจของผู้ที่จะถูกเสนอชื่อแล้ว สามารถเสนอชื่อเขาได้ เว้นไว้แต่ว่าผู้นั้นได้ปฏิเสธภายใน 8 วันทำการ
มาตรา 160 วรรค 1 ผู้มีสิทธิในการเสนอชื่อผู้รับตำแหน่ง สามารถเสนอชื่อผู้รับเลือกหนึ่งคนหรือหลายคน โดยจะเสนอคราวเดียวกันหรือเสนอเป็นลำดับก็ได้
วรรค 2 ห้ามเสนอชื่อตนเอง อย่างไรก็ตาม คณะหรือกลุ่มบุคคลสามารถเสนอชื่อสมาชิกในกลุ่มของตนได้
มาตรา 161 วรรค 1 เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น ผู้ที่ได้เสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งไปแล้ว ต่อมาพบว่าเป็นผู้ไม่เหมาะสม สามารถเสนอชื่อผู้อื่นได้อีกเพียงครั้งเดียว และต้องกระทำภายในหนึ่งเดือน
วรรค 2 หากผู้ได้รับการเสนอชื่อปฎิเสธหรือถึวแก่กรรมก่อนการรับตำแหน่ง ผู้มีสิทธิเสนอชื่อสามารถใช้สิทธิได้อีกภายใน 1 เดือน หลังจากที่ได้รับแจ้งถึงการปฎิเสธหรือการถึงแก่กรรมนั้น
มาตรา 162 ผู้ที่มิได้เสนอชื่อในเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 158 วรรค 1 และมาตรา 161 หรือได้เสนอชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมไปแล้ว 2 ครั้ง จะหมดสิทธิในการเสนอชื่อในครั้งนั้น และผู้มีอำนาจที่มีสิทธิในการแต่งตั้งก็สามารถแต่งตั้งอย่างอิสระในตำแหน่งที่ว่างลง อย่างไรก็ตามโดยความเห็นชอบจากผู้ใหญ่ของผู้ได้รับการแต่งตั้ง
มาตรา 163 ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการแต่งตั้งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ ต้องแต่งตั้งผู้นั้นผู้ถูกเสนอชื่ออย่างถูกต้องการกฏหมาย และเป็นผู้ที่เห็นว่าเหมาะสมและยอมับตำแหน่งหน้าที่นั้น แต่ถ้ามีการเสนอชื่อผู้เข้ารับตำแหน่งโดยถูกต้องตามกฎหมายหลายคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ผู้มีอำนาจต้องแต่งตั้งคนหนึ่งในพวกเขา
ส่วน 3 การเลือกตั้ง
มาตรา 164 เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ในการเลือกตั้งตามกฎหมายพระศาสนจักร ให้ถือตามข้อกำหนดตามมาตราต่อไปนี้
มาตรา 165 เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบอันชอบของคณะหรือของกลุ่มกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหากคณะหรือกลุ่มบุคคลมีสิทธิ์เลือกบุคคลเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ห้ามเลื่อนการเลือกตั้งเกินกว่า 3 เดือนนับจากเวลาที่ได้รับแจ้งถึงการว่างลงของตำแหน่งหน้าที่นั้นๆหากการเลือกตั้งมิได้มีขึ้นภายในระยะเวลาดังกล่าวแล้วไซร้ผู้ทรงอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรที่มีสิทธิ์รับรองการเลือกตั้งหรือที่มีสิทธิ์รองลงมาในการสรรหาบุคคลเข้าสืบตำแหน่งหน้าที่นั้นก็สามารถจัดหาบุคคลเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ที่ว่างนั้นได้โดยเสรี
มาตรา 166 วรรค 1ประธานของคณะหรือกลุ่มจะต้องเรียกสมาชิกทุกคนของคณะหรือของกลุ่มมาประชุมการแจ้งการประชุมที่หากต้องแจ้งเป็นรายบุคคลจะมีผลก็ต่อเมื่อมีการแจ้งไปยังสถานที่ที่เป็นภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาหรือที่อยู่ปัจจุบันของสมาชิก
วรรค 2 หากสมาชิกคนใดคนหนึ่งที่ต้องถูกเรียกไม่ได้รับเรียกให้เข้าประชุมอันเป็นเหตุให้เขาขาด การเลือกตั้งนั้นก็มีผล อย่างไรก็ตามหากผู้ถูกละเลยร้องขอโดยมีข้อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้รับเรียกและทำให้ขาดประชุมการเลือกตั้งนั้นแม้ได้รับการรับรองแล้วก็ให้ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจต้องประกาศยกเลิกการเลือกตั้งนั้นโดยมีเงื่อนไขว่าการร้องเรียนนั้นต้องกระทำตามกฎหมายอย่างน้อยภายใน 3 วันนับแต่ได้รับการแจ้งผลการเลือกตั้ง
วรรค 3 หากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ได้รับเรียกเข้าประชุมเกินกว่า 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง การเลือกตั้งนั้นถือเป็นโมฆะตามกฎหมาย เว้นไว้แต่ว่าผู้ที่ไม่ได้รับเรียกนั้นที่จริงอยู่ในที่ประชุมการเลือกตั้ง
มาตรา 167 วรรค 1 เมื่อมีการเรียกประชุมเลือกตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วผู้ที่เข้าประชุมในวันเลือกตั้งและในสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายเรียกประชุมมีสิทธิ์ในการลงคะแนน ห้ามใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์หรือโดยตัวแทนเว้นไว้แต่ว่ากฎระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างถูกต้อง
วรรค 2 หากผู้ออกเสียงเลือกตั้งผู้ใดผู้หนึ่งอยู่ในสถานที่ทำการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งได้เพราะการเจ็บป่วยให้กรรมการเลือกตั้งรับบัตรลงคะแนนที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากบุคคลนั้น
มาตรา 168 ถึงแม้ว่าบุคคลหนึ่งมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในนามของตนเองตามตำแหน่งหลายตำแหน่งบุคคลนั้นก็สามารถลงคะแนนเสียงได้เพียงเสียงเดียวเท่านั้น
มาตรา 169 เพื่อให้การเลือกตั้งมีผล ห้ามรับบุคคลที่มิใช่สมาชิกของคณะหรือของกลุ่มมาลงคะแนน
มาตรา 170 การเลือกตั้งที่ขาดอิสรภาพอย่างใดอย่างหนึ่งโดยแท้จริงนั้น เป็นโมฆะโดยกฎหมายเอง
มาตรา 171 วรรค 1 บุคคลต่อไปนี้ไม่มีคุณสมบัติลงคะแนนเสียง
1. ผู้ไม่สามารถทำการเยี่ยงมนุษย์ (Human act)
2. ผู้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนน
3. ผู้ต้องโทษให้ขาดจากพระศาสนจักร ไม่ว่าโดยคำตัดสินของศาลหรือโดยกฤษฎีกาที่กำหนดโทษหรือประกาศโทษแล้ว
4. ผู้ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าแยกตัวออกจากสหพันธ์ของพระศาสนจักร
วรรค 2 หากบุคคลใดตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ออกเสียงเลือกตั้งให้ถือว่าคะแนนเสียงนั้นไม่มีผล (null) แต่การเลือกตั้งนั้นยังมีผลเว้นแต่เห็นชัดแจ้งว่าเมื่อเอาคะแนนเสียงของผู้เลือกตั้งนั้นออกไปแล้วทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกมีคะแนนเสียงน้อยกว่าที่กำหนดไว้
มาตรา 172 วรรค 1 เพื่อให้คะแนนเสียงแต่ละเสียงมีผลต้อง
1. อิสระ; ดังนั้นคะแนนเสียงนั้นเป็นโมฆะหากว่าผู้ลงคะแนนเสียงถูกบีบบังคับไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม โดยความกลัวอย่างรุนแรงหรือโดยกลอุบายให้ลงคะแนนแก่บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะหรือแก่บุคคลหลายคนแบบแยกกันทีละคน
2. ลับ แน่นอน เด็ดขาด เจาะจง
วรรค 2 เงื่อนไขต่างๆ ที่ติดเข้ามา ในการลงคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้ง ให้ถือว่าไม่มีเงื่อนไขใดติดอยู่
มาตรา 173 วรรค 1 ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น ให้กำหนดผู้นับคะแนนอย่างน้อย 2 คนจากสมาชิกของคณะหรือของกลุ่ม
วรรค 2 ผู้ตรวจนับคะแนนต้องรวบรวมบัตรลงคะแนนและต้องตรวจดูจำนวนบัตรลงคะแนนต่อหน้าประธานการเลือกตั้งว่าบัตรลงคะแนนตรงกับจำนวนของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง อ่านบัตรลงคะแนนนั้นๆและประกาศอย่างเปิดเผยว่า แต่ละคนได้รับคะแนนเท่าใด
วรรค 3 หากจำนวนบัตรคะแนนมีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งให้ถือว่าการเลือกตั้งนั้นไม่มีผล
วรรค 4 ให้ผู้ทำหน้าที่เลขานุการบันทึกการดำเนินงานทั้งหมดของการเลือกตั้งอย่างละเอียดถี่ถ้วน และอย่างน้อยต้องให้เลขานุการคนเดียวกันประธานการเลือกตั้งและผู้ตรวจนับคะแนนลงนามรับรองบันทึกแล้วให้เก็บรักษาไว้ในที่เก็บเอกสารของคณะ
มาตรา 174 วรรค 1 เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นการเลือกตั้งทำด้วยวิธีประนีประนอมก็ได้ขอแต่ว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งยินยอมเป็นเอกฉันท์และเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่าได้โอนสิทธิการเลือกตั้งในครั้งนั้นแก่บุคคลหนึ่งหรือหลายคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ไม่ว่าจะมาจากสมาชิกเองหรือจากภายนอกก็ได้บุคคลเหล่านี้ออกเสียงเลือกตั้งในนามของทุกคนตามอำนาจปฏิบัติที่ได้รับมา
วรรค 2 ในกรณีที่คณะหรือกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสมณะเท่านั้นบุคคลที่ได้รับสิทธิการเลือกตั้งแทนต้องเป็นผู้ได้รับศีลบรรพชา มิฉะนั้นการเลือกตั้งถือเป็นโมฆะ
วรรค 3 ผู้รับสิทธิ์เลือกตั้งแทนต้องถือข้อกำหนดแห่งกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและเพื่อให้การเลือกตั้งมีผลพวกเขาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการที่ติดมากับการตกลงประนีประนอมที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่ขัดต่อกฎหมายให้ถือว่าไม่มีเงื่อนไขใดติดมาเลย
มาตรา 175 การตกลงประนีประนอมสิ้นสุดลง และสิทธิการลงคะแนนกลับคืนสู่ผู้ประนีประนอม
1. คณะหรือกลุ่ม เรียกสิทธินั้นคืนก่อนเริ่มลงคะแนน
2. มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งในการตกลงประนีประนอม
3. การเลือกตั้งที่สำเร็จลงแล้ว แต่ไม่มีผล
มาตรา 176 เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นบุคคลผู้ซึ่งได้รับคะแนนเสียงครบตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 119 ข้อ 1 ถือว่าเป็นผู้ได้รับเลือกและประธานของคณะหรือของกลุ่มต้องประกาศบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งนั้น
มาตรา 177 วรรค 1 ผลการเลือกตั้งต้องแจ้งแก่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งทันทีซึ่งจะต้องตอบภายในเวลา 8 วันทำการ หลังจากวันที่ได้รับแจ้งผลการเลือกตั้งแก่ประธานของคณะหรือของกลุ่มว่าจะรับหรือไม่รับผลการเลือกตั้งนั้นมิฉะนั้นให้ถือว่าการเลือกตั้งนั้นตกไป
วรรค 2 ถ้าบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งผู้นั้นจะเสียสิทธิ์อันเนื่องมาจากการเลือกตั้งนั้นทุกประการแม้ว่าจะยอมรับในภายหลังสิทธินั้นก็หาได้กลับคืนมาไม่แต่บุคคลผู้นั้นสามารถได้รับเลือกอีกส่วนคณะหรือกลุ่มจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่ได้รับแจ้งการปฏิเสธผลการเลือกตั้งนั้น
มาตรา 178 เมื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งยอมรับการเลือกตั้งนั้นก็มีสิทธิ์ในตำแหน่งที่ได้รับเลือกอย่างสมบูรณ์ทันที หากผลการเลือกตั้งนั้นไม่ต้องการการรับรองมิฉะนั้นผู้ได้รับเลือกตั้งได้รับแต่สิทธิ์ที่จะรับตำแหน่งเท่านั้น
มาตรา 179 วรรค 1 หากผลการเลือกตั้งนั้นเรียกร้องการรับรองผู้ที่ได้รับเลือกตั้งต้องขอด้วยตนเองหรือโดยบุคคลอื่นให้ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจรับรองผลการเลือกตั้งภายในเวลา 8 วันทำการนับจากวันที่ยอมรับผลการเลือกตั้งมิฉะนั้นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจะถูกเพิกถอนสิทธิ์ทุกอย่างเว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามีอุปสรรคที่สมเหตุสมผลขัดขวางมิให้ขอการรับรองผลการเลือกตั้งนั้น
วรรค 2 ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจไม่สามารถปฏิเสธการรับรองถ้าปรากฎว่าผู้ได้รับการเลือกตั้งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 149 วรรค 1 และการเลือกตั้งก็ได้กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
วรรค 3 การรับรองนั้น ต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร
วรรค 4 ก่อนได้รับแจ้งการรับรองห้ามผู้ได้รับเลือกเกี่ยวข้องกับการบริหารงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝ่ายจิต หรือเรื่องฝ่ายโลกก็ตามและกิจการใดใดที่บังเอิญได้กระทำลงไปให้ถือว่าไม่มีผล
วรรค 5 เมื่อได้รับแจ้งการรับรองแล้ว ผู้ได้รับเลือกตั้งก็รับตำแหน่งหน้าที่โดยสมบูรณ์ เว้นแต่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ส่วนที่ 4 การร้องขอ
มาตรา 180 วรรค 1 หากมีข้อขัดขวางตามกฎหมายพระศาสนจักรซึ่งสามารถยกเว้นให้ได้และเคยยกเว้นให้ขัดขวางการเลือกบุคคลซึ่งผู้ลงคะแนนเสียงเชื่อว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมและชอบมากกว่าคนอื่นผู้ลงคะแนนเสียงสามารถลงคะแนนเสียงร้องขอบุคคลนั้นต่อผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจได้เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
วรรค 2 ผู้รับสิทธิ์เลือกตั้งแทนแบบประนีประนอม ไม่สามารถทำการร้องขอได้เว้นแต่มีระบุอย่างชัดแจ้งในเอกสารการตกลงประนีประนอม
มาตรา 181 วรรค 1การร้องขอจะมีผลต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3
วรรค 2 การลงคะแนนเสียงสำหรับการร้องขอ ต้องแสดงออกมาเป็นถ้อยคำ “ข้าพเจ้าร้องขอ” หรือที่มีความหมายคล้ายคลึง สูตรถ้อยคำ “ข้าพเจ้าเลือกหรือข้าพเจ้าร้องขอ” หรือถ้อยคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกันใช้ได้ในการเลือกตั้งถ้าไม่มีข้อขัดขวางมิฉะนั้นสูตรนี้ก็ใช้ได้สำหรับการร้องขอ
มาตรา 182 วรรค 1 ภายใน 8 วันทำการประธานการเลือกตั้งต้องส่งการร้องขอไปยังผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจที่มีหน้าที่รับรองการเลือกตั้งและมีอำนาจให้การยกเว้นจากข้อขัดขวางหรือว่าถ้าผู้นั้นไม่มีอำนาจนี้ ก็ให้ขอต่อผู้มีอำนาจสูงกว่าหากไม่จำเป็นต้องมีการรับรองการร้องขอจะต้องส่งไปยังผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจเพื่อขอการยกเว้น
วรรค 2 หากการร้องขอมิได้ส่งไปภายในเวลาที่กำหนดให้ถือว่าการร้องขอนั้นไม่มีผลโดยอัตโนมัติและคณะหรือกลุ่มจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือการร้องขอสำหรับครั้งนี้เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าประธานถูกขัดขวางมิให้ส่งการร้องขอโดยมีอุปสรรคที่สมเหตุสมผลหรือไม่ส่งภายในเวลากำหนดเนื่องด้วยกลอุบาย หรือการละเลย
วรรค 3 ผู้ที่ได้รับการร้องขอ หาได้มาซึ่งสิทธิใดใดจากการร้องขอนั้นไม่ ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจไม่จำต้องยอมรับการร้องขอดังกล่าว
วรรค 4 เมื่อส่งการร้องขอไปยังผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจแล้วผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่สามารถเรียกคืนมาซึ่งการร้องขอนั้นได้เว้นไว้แต่ว่าผู้ใหญ่ผู้นั้นยินยอม
มาตรา 183 วรรค 1 หากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจไม่ยอมรับการร้องขอ สิทธิการเลือกตั้งกลับสู่คณะหรือกลุ่ม
วรรค 2 แต่หากการร้องขอได้รับการยอมรับก็ต้องแจ้งให้ผู้ได้รับการร้องขอทราบ ซึ่งต้องตอบรับตามกฎเกณฑ์มาตรา 177 วรรค 1
วรรค 3 บุคคลซึ่งยอมรับการร้องขอที่ได้รับการอนุมัติแล้วได้รับตำแหน่งหน้าที่โดยสมบูรณ์ทันที
