ลักษณะ 5 สมาคมคริสตชน
หมวด 1 กฎเกณฑ์ทั่วไป
มาตรา 298 วรรค 1 ในพระศาสนจักรมีสมาคมที่แตกต่างจากสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วและคณะชีวิตแพร่ธรรม ซึ่งในสมาคมเหล่านี้คริสตชนไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือร่วมกันที่จะฟูมฟักชีวิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นหรือส่งเสริมคารวกิจสาธารณะ และคำสอนคริสชนหรือเพื่อปฏิบัติงานแพร่ธรรมอื่นๆ เช่น การประกาศพระวรสารที่ได้เริ่มแล้วการดำเนินกิจกรรมด้านความศรัทธาหรือกิจเมตตา และเพื่อปลุกสังคมโลกให้มีจิตตารมณ์ คริสตชน
วรรค 2 คริสตชนควรสมัครเป็นสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมาคมที่ได้รับการตั้งขึ้นหรือได้รับการยกย่อง หรือได้รับการแนะนำ โดยผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจพระศาสนจักร
มาตรา 299 วรรค 1 คริสตชนมีสิทธิเต็มที่ในการจัดตั้งสมาคมโดยการตกลงระหว่างกันเองเพื่อจุดประสงค์ดังที่มีกล่าวไว้ในมาตรา 298 วรรค 1 โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของมาตรา 301 วรรค 1
วรรค 2 สมาคมประเภทนี้ แม้ว่าได้รับการยกย่อง หรือได้รับการแนะนำจากผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักร ก็ยังเรียกว่าเป็นสมาคมส่วนบุคคล
วรรค 3 ไม่มีสมาคมส่วนบุคคลใดของคริสตชนได้รับการรับรู้ในพระศาสนจักร เว้นไว้แต่ว่ากฎระเบียบของสมาคมนั้นได้รับการรับรองจากผู้ใหญ่มีอำนาจ
มาตรา 300 ห้ามสมาคมใดๆ ใช้ชื่อ “คาทอลิก” โดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 312
มาตรา 301 วรรค 1 เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรแต่ผู้เดียวที่จะจัดตั้งสมาคมคริสตชน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสอนคำสอนคริสตศาสนาในนามของพระศาสนจักร หรือส่งเสริมคารวกิจสาธารณะ หรือมีจุดมุ่งหมายอื่นซึ่งการดำเนินงานไปสู่จุดหมายนั้น โดยธรรมชาติสงวนไว้สำหรับผู้ใหญ่ฝ่ายพระศาสนจักรผู้เดียวกัน
วรรค 2 หากผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรเห็นสมควรก็สามารถจัดตั้งสมาคมคริสตชน เพื่อบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ทางจิตใจทั้งทางตรงหรือทางอ้อมซึ่งการริเริ่มส่วนบุคคลยังจัดการไว้ไม่เพียงพอเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
วรรค 3 สมาคมคริสตชนที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักรจัดตั้งขึ้นเรียกว่า “สมาคมสาธารณะ”
มาตรา 302 ให้เรียกสมาคมคริสตชนว่าสมาคมสมณะเมื่อสมาคมนั้นมีสมณะเป็นผู้ดำเนินการ มีการใช้อำนาจศีลบรรพชาในการบริหารและเมื่อผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจให้การรับรองว่าเป็นสมาคมสมณะ
มาตรา 303 สมาคมที่มีสมาชิกดำเนินชีวิตธรรมทูตและมุ่งสู่ความครบครันแบบคริสตชนขณะที่ดำเนินชีวิตในโลกและเจริญชีวิตตามจิตตารมณ์ของนักพรตภายใต้การปกครองดูแลที่เหนือกว่าของสถาบันเดียวกันเรียกว่าสมาคมชั้นสามหรือชื่ออื่นที่เหมาะสม
มาตรา 304 วรรค 1 สมาคมคริสตชนทุกสมาคมไม่ว่าจะเป็นสมาคมสาธารณะหรือสมาคมส่วนบุคคล ไม่ว่าจะใช้ชื่ออื่นใดก็ตามจะต้องมีกฎระเบียบที่กำหนดเป้าหมายของสมาคม หรือวัตถุประสงค์ทางสังคมที่ตั้งสำนักงานการปกครองดูแล และเงื่อนไขของสมาชิกภาพพร้อมกับกำหนดนโยบายไว้ด้วยโดยพิจารณาจำเป็นหรือผลประโยชน์ของกาลเวลาและสถานที่
วรรค 2 สมาคมต้องเลือกชื่อสมาคมให้เหมาะกับความนิยมของยุคสมัยและสถานที่ เป็นต้นเลือกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมเอง
มาตรา 305 วรรค 1 สมาคมคริสตชนทุกสมาคมต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจฝ่ายพระศาสนจักร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลให้สมาคมเหล่านั้นรักษาไว้ซึ่งความเชื่อ และศีลธรรมอย่างครบถ้วน และสอดส่องมิให้มีการปฏิบัตินอกลู่นอกทางแทรกซึมในระเบียบวินัยของพระศาสนจักรดังนั้นผู้ใหญ่จึงมีสิทธิ และหน้าที่ในการออกเยี่ยมสมาคมเหล่านี้ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบของสมาคมสมาคมดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอำนาจเดียวกันตามกฎเกณฑ์ในมาตราต่างๆ ต่อไปนี้
วรรค 2 สมาคมไม่ว่าประเภทใด อยู่ภายใต้ความดูแลของสันตะสำนักสมาคมของสังฆมณฑล และสมาคมอื่นๆเท่าที่ดำเนินงานอยู่ในสังฆมณฑลนั้นก็อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจท้องถิ่นนั้นด้วย
มาตรา 306 เพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับสิทธิและเอกสิทธิ์ พระคุณการุณย์และพระพรฝ่ายจิตอื่นๆ ทั้งหลายที่สมาคมได้รับมาจำเป็น และเพียงพอที่บุคคลนั้นได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมายและกฎระเบียบของสมาคมนั้น และทั้งยังไม่ได้ถูกให้ออกจากสมาคมนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 307 วรรค 1 การรับสมาชิกต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบของแต่ละสมาคม
วรรค 2 บุคคลเดียวกันสามารถเข้าเป็นสมาชิกในหลายสมาคมได้
วรรค 3 สมาชิกของสถาบันนักพรต สามารถเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมต่างๆ ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายเฉพาะของสถาบันนั้นๆ โดยได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ของตน
มาตรา 308 ไม่มีผู้ใดที่ได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะถูกให้ออกจากสมาคมได้เว้นแต่มีเหตุอันชอบธรรมตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบของสมาคม
มาตรา 309 สมาคมที่จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วมีสิทธิตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย และกฎระเบียบของสมาคมที่จะออกกฎระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับสมาคมเอง จัดการประชุมต่างๆ ตั้งบรรดาผู้ดำเนินการประชุม เจ้าหน้าที่ บุคลากรอื่นๆ และผู้จัดการทรัพย์สิน
มาตรา 310 สมาคมส่วนบุคคลที่ไม่ได้ตั้งเป็นนิติบุคคลไม่สามารถมีหน้าที่และสิทธิใดๆ เฉกเช่นนิติบุคคลอย่างไรก็ดีคริสตชนที่รวมตัวกันในสมาคมนั้นสามารถร่วมกันทำสัญญาผูกมัด และได้มาซึ่งสิทธิต่างๆและมีทรัพย์สินในฐานะเจ้าของ และผู้ครอบครองร่วมกันพวกเขาสามารถใช้สิทธิ และหน้าที่นั้น โดยผ่านทางผู้รับมอบอำนาจหรือตัวแทน
มาตรา 311 บรรดาสมาชิกของสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วที่เป็นประธานหรือช่วยเหลือสมาคมต่างๆ ซึ่งรวมตัวกับสถาบันด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งพึงเอาใจใส่ให้สมาคมนั้นช่วยงานแพร่ธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังฆมณฑลเฉพาะอย่างยิ่งโดยการร่วมมือกับสมาคมอื่นๆ ซึ่งมีแนวปฏิบัติงานแพร่ธรรมร่วมกันอยู่แล้วในสังฆมณฑลภายใต้การนำของผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น
