ส่วน 2 พระสังฆราชสังฆมณฑล
มาตรา 381 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑล ในสังฆมณฑลที่ท่านได้รับมอบมีอำนาจปกติเฉพาะและโดยตรงทั้งหมดซึ่งจำเป็นเพื่อปฏิบัติหน้าที่อภิบาลของท่านยกเว้นบางเรื่องซึ่งกฎหมายหรือกฤษฎีกาของพระสันตะปาปาสงวนไว้สำหรับอำนาจสูงสุดของพระศาสนจักรหรือสำหรับอำนาจอื่นบางอำนาจในพระศาสนจักร
วรรค 2 เว้นไว้แต่ว่าจะปรากฎ เป็นอย่างอื่นจากธรรมชาติของเรื่องนั้นๆหรือจากข้อกำหนดของกฎหมายบุคคลที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคริสตชนที่กล่าวไว้ในมาตรา 368 ถือว่าเทียบเท่าพระสังฆราชสังฆมณฑลตามกฎหมาย
มาตรา 382 วรรค 1 บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบก่อนที่ท่านจะได้ทำการครอบครองสังฆมณฑลอย่างถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรอย่างไรก็ตามท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วในสังฆมณฑลในเวลาที่ท่านได้รับเลือกเป็นพระสังฆราชโดยยังคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของมาตรา 409 วรรค 2
วรรค 2 เว้นไว้แต่ว่า มีอุปสรรคอันชอบด้วยกฎหมายผู้ที่ได้รับตำแหน่งพระสังฆราชสังฆมณฑลถ้าหากยังไม่ได้อภิเษกเป็นพระสังฆราชต้องทำการครอบครองสังฆมณฑลอย่างถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรภายใน 4 เดือนนับแต่วันที่ได้หนังสือแต่งตั้งจากสันตะสำนักถ้าท่านได้รับอภิเษกแล้วต้องทำการครอบครองสังฆมณฑลภายใน 2 เดือนนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแต่งตั้งดังกล่าว
วรรค 3 พระสังฆราชทำการครอบครองสังฆมณฑลอย่างถูกต้องตามกฎหมายพระศาสนจักรพร้อมกับแสดงหนังสือแต่งตั้งจากสันตะสำนักแก่คณะที่ปรึกษาด้วยตนเองหรือโดยทางผู้แทน ภายในเขตสังฆมณฑลเอง โดยมีเลขาธิการสังฆมณฑลอยู่ด้วยซึ่งเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ในหนังสือบันทึก (acta) หรือถ้าเป็นสังฆมณฑลที่ตั้งขึ้นใหม่พระสังฆราชทำการครอบครองพร้อมกับเมื่อท่านจัดให้มีการประกาศหนังสือแต่งตั้งต่อหน้าคณะสงฆ์ และประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในอาสนวิหารโดยมีพระสงฆ์อาวุโสกว่าหมดที่อยู่ที่นั่นเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ในหนังสือบันทึก
วรรค 4 ควรอย่างยิ่งที่จะทำการครอบครองสังฆมณฑลตามกฎหมายพระศาสนจักร ระหว่างพิธีกรรมในอาสน-วิหารต่อหน้าคณะสงฆ์และประชาชน
มาตรา 383 วรรค 1 ในการปฏิบัติหน้าที่อภิบาลพระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเอาใจใส่คริสตชนทุกคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่านโดยไม่คำนึงถึงอายุ สภาพชีวิตหรือสัญชาติ ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ และผู้ที่มาอาศัยอยู่ชั่วคราวในเขตพื้นที่ของท่านท่านต้องเอาใจใส่ด้วยจิตตารมณ์อัครสาวกไปยังผู้ที่ไม่สามารถรับการอภิบาลด้วยวิธีธรรมดา เพราะสภาพชีวิตของเขา รวมทั้งผู้ที่ไม่ปฏิบัติศาสนาด้วย
วรรค 2 ถ้าหากมีสัตบุรุษจารีตอื่นในสังฆมณฑลของตนเองท่านต้องจัดให้ความช่วยเหลือแก่ความต้องการฝ่ายจิตของพวกเขาโดยอาศัยพระสงฆ์หรือเขตปกครองวัดของจารีตนั้นหรือโดยอาศัยผู้ช่วยพระสังฆราช (episcopal vicar)
วรรค 3 ให้ท่านปฏิบัติต่อพี่น้องที่ไม่มีความสัมพันธ์เต็มรูปแบบกับพระศาสนจักรคาทอลิกด้วยไมตรีจิตและด้วยความรักพร้อมทั้งส่งเสริมศาสนสัมพันธ์ตามที่พระศาสนจักรเข้าใจ
วรรค 4 พระสังฆราชต้องถือว่าท่านได้รับมอบหมายในพระเจ้าผู้ที่ยังมิได้รับศีลล้างบาป เพื่อความรักของพระคริสต์ซึ่งท่านต้องเป็นพยานถึงพระองค์ต่อหน้าทุกคนจะได้ฉายแสงแก่เขา
มาตรา 384 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเอาใจใส่พระสงฆ์เป็นพิเศษต้องฟังพวกเขาในฐานะผู้ช่วยงานและผู้ให้คำปรึกษาต้องป้องกันสิทธิของเขา และเอาใจใส่ให้เขาทำหน้าที่ที่เหมาะสมกับฐานะของตนอย่างถูกต้องพร้อมกับให้มีเครื่องมือ และการอบรมซึ่งพวกเขามีความต้องการเพื่อส่งเสริมชีวิตฝ่ายจิต และด้านสติปัญญาเช่นเดียวกันท่านต้องเอาใจใส่ให้พวกเขามีสิ่งจำเป็นต่อการยังชีพอย่างสมศักดิ์ศรี และสวัสดิการสังคมตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย
มาตรา 385 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องส่งเสริมให้มีกระแสเรียกสำหรับศาสนบริการด้านต่างๆและกระแสเรียกสำหรับชีวิตที่ถวายแล้วให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยเอาใจใส่เป็นพิเศษให้มีกระแสเรียกเป็นพระสงฆ์และผู้แพร่ธรรม
มาตรา 386 วรรค 1พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเสนอและอธิบายให้สัตบุรุษรู้ข้อความเชื่อที่ต้องเชื่อและต้องนำไปปฏิบัติทางจริยธรรม โดยการเทศน์สอนด้วยตนเองบ่อยๆ ท่านยังต้องเอาใจใส่ให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายพระศาสนจักรอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับศาสนบริการด้านพระวาจาโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเอาใจใส่สิ่งที่เกี่ยวกับการแสดงธรรมและการอบรมด้านคำสอน เพื่อว่าทุกคนจะได้รับการสอนคำสอนคริสตชนอย่างครบถ้วน
วรรค 2 ท่านต้องป้องกันบูรณภาพ และเอกภาพของข้อความเชื่อที่ต้องเชื่ออย่างแข็งขันด้วยวิธีการที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมกว่าหมด ถึงกระนั้นก็ดีโดยยอมรับเสรีภาพอันชอบธรรมในการค้นหาความจริงต่อไป
มาตรา 387 เนื่องจากพระสังฆราชสังฆมณฑลระลึกอยู่เสมอว่าท่านเองต้องเป็นแบบอย่างด้านความศักดิ์สิทธิ์ ความเมตตากรุณา ความสุภาพถ่อมตนและการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายท่านจึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะส่งเสริมคริสตชนให้มีความศักดิ์สิทธิ์ตามกระแสเรียกของตน ; เนื่องจากท่านเป็นผู้แจกจ่ายรหัสธรรมของพระเป็นเจ้าอันดับแรกท่านต้องพยายามอย่างสม่ำเสมอให้คริสตชนที่ท่านรับมอบให้ดูแลเจริญเติบโตในพระหรรษทานโดยอาศัยการประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ และพยายามให้คริสตชนเข้าใจและดำเนินชีวิตในรหัสธรรมปัสกาด้วย
มาตรา 388 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑลหลังจากทำการครอบครองสังฆมณฑลแล้วต้องถวายมิสซาทุกวันอาทิตย์และวันฉลองบังคับเพื่อบรรดาคริสตชนในเขตปกครองของตน
วรรค 2 พระสังฆราชเองต้องถวายมิสซาด้วยตนเองและถวายเพื่อบรรดาคริสตชนในวันที่กล่าวถึงในวรรค 1 แต่ถ้ามีอุปสรรคขัดขวางอันชอบด้วยเหตุผล ไม่สามารถถวายมิสซาให้ได้ ก็จัดให้พระสงฆ์อื่นถวายมิสซาในวันเหล่านี้แทนหรือท่านถวายมิสซาเองในวันอื่น
วรรค 3 พระสังฆราชถวายมิสซาเดียวเท่านั้นก็เพียงพอเพื่อบรรดาคริสตชนทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่านทั้งในสังฆมณฑลของท่านเองและในสังฆมณฑลอื่นที่ท่านได้รับมอบหมายให้ดูแลแม้เพียงในฐานะเป็นผู้บริหารเท่านั้น
วรรค 4 พระสังฆราชที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับดังที่กล่าวไว้ในวรรค1-3 ต้องถวายมิสซาชดเชยเพื่อบรรดาคริสตชน ตามจำนวนที่ขาดไปให้เร็วเท่าที่สามารถ
มาตรา 389 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเป็นประธานในพิธีเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทบ่อยๆในอาสนวิหารหรือในวัดอื่นในสังฆมณฑลของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันฉลองบังคับ และในวันสมโภชอื่นๆ
มาตรา 390 พระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถประกอบพิธีกรรมด้วยอาภรณ์เต็มยศได้ทั่วสังฆมณฑลของตน แต่ไม่สามารถทำเช่นเดียวกันนี้นอกสังฆมณฑลของตน โดยมิได้รับการยินยอมอย่างชัดแจ้งหรืออย่างน้อยโดยสันนิษฐานอย่างมีเหตุผลจากผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่น
มาตรา 391 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องปกครองพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นที่ได้รับมอบหมายโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย
วรรค 2 พระสังฆราชใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วยตัวเองท่านใช้อำนาจบริหารทั้งโดยตนเองหรือโดยผ่านอุปสังฆราชหรือผู้ช่วยพระสังฆราช ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายใช้อำนาจตุลาการทั้งโดยตนเองหรือโดยผู้ช่วยฝ่ายอรรถคดี (judical vicar) และผู้พิพากษาตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย
มาตรา 392 วรรค 1 โดยที่พระสังฆราชต้องปกป้องกันความเป็นหนึ่งเดียวในพระศาสนจักรสากลท่านจึงมีหน้าที่ต้องส่งเสริมระเบียบวินัยทั่วไปของพระศาสนจักรทั้งมวล และดังนี้จึงมีหน้าที่ต้องกระตุ้นให้รักษากฎหมายพระศาสนจักรทั้งมวล
วรรค 2 พระสังฆราชต้องเฝ้าระวังมิให้การปฏิบัตินอกลู่นอกทางแทรกซึมเข้าในกฎระเบียบพระศาสนจักรโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการบริการด้านพระวาจา, การประกอบพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งคล้ายศีลการถวายบูชาแด่พระเป็นเจ้า และความศรัทธาต่อบรรดานักบุญ และการบริหารทรัพย์สินด้วย
มาตรา 393 พระสังฆราชสังฆมณฑลเป็นตัวแทนของสังฆมณฑลของตนในการทำนิติกรรมทั้งหมด
มาตรา 394 วรรค 1 พระสังฆราชต้องส่งเสริมงานแพร่ธรรมในรูปแบบต่างๆในสังฆมณฑลของตน และเอาใจใส่ให้งานแพร่ธรรมภายในสังฆมณฑลทั้งหมดหรือในแต่ละเขตดำเนินไปโดยมีการประสานกันภายใต้การนำของท่านพร้อมทั้งคำนึงถึงคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันด้วย
วรรค 2 พระสังฆราชต้องกระตุ้นให้บรรดาคริสตชนทำงานแพร่ธรรมตามความเหมาะสมแก่สภาพและความสามารถของแต่ละคน เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่พวกเขาต้องทำท่านยังต้องแนะนำให้พวกเขามีส่วนร่วมและช่วยเหลืองานแพร่ธรรมด้านต่างๆ ด้วยตามความต้องการของสถานที่ และกาลเวลา
มาตรา 395 วรรค 1 ถึงแม้ว่า พระสังฆฆราชสังฆมณฑลมีพระสังฆราชรอง (coadjutor) หรือพระสังฆราชผู้ช่วยก็ตาม โดยกฎหมายท่านต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตสังฆมณฑลของท่าน
วรรค 2 พระสังฆราชไม่อยู่ในสังฆมณฑลของตนได้ ถ้ามีเหตุจำเป็น แต่ต้องไม่เกิน 1 เดือน จะต่อเนื่องหรือไม่ก็ตามช่วงเวลาดังกล่าวไม่รวมระยะเวลาที่ไปเฝ้าถวายรายงานที่กรุงโรม (ad limina) หรือเวลาที่ต้องไปและอยู่ประชุมสังคายนา สมัชชาพระสังฆราชหรือสภาพระสังฆราชหรือเวลาที่ท่านต้องไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ได้รับมอบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าได้มีการจัดการมิให้สังฆมณฑลได้รับความเสียหายจากการไม่อยู่ของท่าน
วรรค 3 พระสังฆราชต้องไม่จากสังฆมณฑลในวันสมโภชพระคริสตสมภพระหว่างสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ วันปัสกา วันสมโภชพระจิต หรือในวันฉลองพระคริสตวรกายเว้นแต่จะมีเหตุผลสำคัญ และเร่งด่วนเท่านั้น
วรรค 4 ถ้าพระสังฆราชไม่อยู่ในสังฆมณฑล โดยมิชอบด้วยกฎหมายเกิน 6 เดือนพระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลนครต้องรายงานต่อสันตะสำนักแต่ถ้าเป็นพระอัครสังฆราชแห่งสังฆมณฑลนครที่ไม่อยู่โดยมิชอบด้วยกฎหมายก็ให้พระสังฆราชในเขตปกครองรองที่อาวุโสกว่าเป็นผู้รายงาน
มาตรา 396 วรรค 1 พระสังฆราชมีหน้าที่ต้องเยี่ยมสังฆมณฑลของตนทุกปีไม่ว่าจะเป็นทั้งสังฆมณฑลหรือบางส่วน อย่างที่ว่า อย่างน้อยทุกๆ 5 ปีท่านต้องเยี่ยมให้ครบทั้งสังฆมณฑล ท่านอาจจะเยี่ยมเยียนด้วยตนเองหรือหากท่านถูกกีดกัน มิให้ออกเยี่ยมด้วยตนเองโดยชอบด้วยกฎหมายก็อาจมอบให้พระสังฆราชรอง หรือพระสังฆราชผู้ช่วยหรืออุปสังฆราชหรือผู้ช่วยพระสังฆราช หรือพระสงฆ์อื่นทำแทนได้
วรรค 2 พระสังฆราชมีสิทธิเลือกสมณะที่ท่านปรารถนาให้ไปเป็นเพื่อนหรือเป็นผู้ช่วยในการเยี่ยมเยียน สิทธิพิเศษหรือประเพณีใดๆ ที่ขัดแย้งให้ยกเลิก
มาตรา 397 วรรค 1 บุคคล สถาบันคาทอลิก สิ่งของและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ ภายในเขตสังฆมณฑลอยู่ภายใต้อำนาจการเยี่ยมตามปกติของพระสังฆราช
วรรค 2 พระสังฆราชสามารถเยี่ยมเยียนสมาชิกของสถาบันนักพรตสิทธิสันตะสำนัก และบ้านนักพรตเหล่านั้นในกรณีที่กฎหมายระบุไว้อย่างแจ้งชัดเท่านั้น
มาตรา 398 พระสังฆราชต้องพยายามทำหน้าที่ในการเยี่ยมเยียนเชิงอภิบาลด้วยความขยันขันแข็งอันพึงมีและต้องระวังมิให้ผู้ใดถูกบังคับหรือต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
มาตรา 399 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเสนอรายงานต่อพระสันตะปาปาทุกๆ 5 ปีเกี่ยวกับสถานะของสังฆมณฑลที่ได้รับมอบหมายตามแบบฟอร์ม และตามเวลาที่สันตะสำนักกำหนด
วรรค 2 ถ้าปีที่กำหนดไว้สำหรับการเสนอรายงานนี้ ตกภายใน 2 ปีแรกของการปกครองสังฆมณฑล ไม่ว่าจะครบหรือไม่ครบ 2 ปีก็ตามพระสังฆราชสามารถละเว้นการเขียน และเสนอการรายงานในครั้งนั้นได้
มาตรา 400 วรรค 1 ระหว่างปีซึ่งพระสังฆราชต้องเสนอรายงานต่อพระสันตะปาปาและเว้นไว้แต่ว่าสันตะสำนักได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นพระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเดินทางไปกรุงโรมเพื่อคารวะหลุมศพของอัครสาวกเปโตรและเปาโล และต้องเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา
วรรค 2 พระสังฆราชต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยตนเอง เว้นไว้แต่ว่าถูกขัดขวางมิให้ปฏิบัติเช่นนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่ท่านถูกขัดขวางเช่นนั้นท่านต้องทำหน้าที่นี้โดยพระสังฆราชรองถ้ามีโดยพระสังฆราชผู้ช่วยหรือโดยพระสงฆ์ที่เหมาะสมองค์หนึ่งจากคณะสงฆ์ของท่านซึ่งพำนักอยู่ในสังฆมณฑลของท่าน
วรรค 3 ผู้แทนสันตะสำนัก (Apostolic vicar) สามารถทำหน้าที่นี้โดยตัวแทนได้ แม้บุคคลนั้นจะพำนักอยู่ในกรุงโรมสังฆรักษ์ (Apostolic prefect) ไม่ถูกผูกมัดให้ทำหน้าที่นี้
มาตรา 401 วรรค 1 ขอให้พระสังฆราชสังฆ-มณฑล ผู้มีอายุครบ 75 ปียื่นใบลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ต่อพระสันตะปาปาพระองค์จะพิจารณาจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งหลังจากได้ตรวจสอบกรณีแวดล้อมต่างๆ ทั้งหมดแล้ว
วรรค 2 ขอร้องอย่างจริงจังให้พระสังฆราชสังฆมณฑลยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเมื่อท่านหย่อนสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากสุขภาพไม่ดีหรือสาเหตุสำคัญอื่นๆ
มาตรา 402 วรรค 1 พระสังฆราชผู้ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ลาออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้วยังรักษาไว้ซึ่งตำแหน่งพระสังฆราชกิรติคุณ (emeritus) ของสังฆมณฑลของท่าน และสามารถรักษาที่พำนักในสังฆมณฑลไว้ ถ้าท่านปรารถนาเช่นนั้นเว้นไว้แต่ว่าสันตะสำนักได้จัดการไว้เป็นอย่างอื่นในบางกรณีอันเนื่องมาจากกรณีแวดล้อมพิเศษ
วรรค 2 สภาพระสังฆราชต้องดูแลให้พระสังฆราชที่ลาออกได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะ และสมศักดิ์ศรีโดยคำนึงว่าหน้าที่แรกเป็นของสังฆมณฑล ซึ่งท่านได้เคยรับใช้
