Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 2 ประชากรของพระเจ้า

หมวด 3 สภาสงฆ์ และคณะที่ปรึกษา

มาตรา 495 วรรค 1 ในแต่ละสังฆมณฑลต้องจัดตั้งสภาสงฆ์ซึ่งได้แก่กลุ่มสงฆ์ที่เป็นตัวแทนของคณะสงฆ์ทำหน้าที่เป็นเสมือนวุฒิสภาของพระสังฆราชสภานี้ช่วยพระสังฆราชในการปกครองสังฆมณฑล ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายเพื่อประโยชน์ด้านอภิบาลต่อประชากรของพระเป็นเจ้าที่มอบหมายให้อยู่ในความดูแลของพระสังฆราชจะได้รับการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิผลเท่าที่สามารถ

วรรค 2 ในเขตปกครองโดยผู้แทนสันตะสำนัก และในเขตสังฆรักษ์ต้องจัดตั้งสภาซึ่งประกอบด้วยพระสงฆ์แพร่ธรรมอย่างน้อย 3 องค์ความเห็นของท่านเหล่านี้ต้องได้รับฟังในเรื่องที่มีความสำคัญค่อนข้างมากแม้โดยทางจดหมาย

มาตรา 496 สภาสงฆ์ต้องมีธรรมนูญเป็นของตนเองที่ได้รับการรับรองจากพระสังฆราชสังฆมณฑลตามแนวทางของกฎเกณฑ์ที่ออกโดยสภาพระสังฆราช

มาตรา 497 เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาสงฆ์

    1. สมาชิกกึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งอย่างอิสระของบรรดาพระสงฆ์ ตามกฎเกณฑ์ของมาตราต่อไปนี้รวมทั้งตามธรรมนูญของสภาด้วย

    2. ตามธรรมนูญของสภา พระสงฆ์บางองค์ต้องเป็นสมาชิกโดยตำแหน่งกล่าวคือ เป็นสมาชิกของสภาเพราะตำแหน่งหน้าที่

    3. พระสังฆราชสังฆมณฑลมีอิสระในการแต่งตั้งผู้อื่นอีก

มาตรา 498 วรรค 1 บุคคลต่อไปนี้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและรับเลือกตั้งในการตั้งสภาสงฆ์

    1. พระสงฆ์ที่ไม่ใช่นักพรตซึ่งสังกัดในสังฆมณฑลทุกองค์

    2. บรรดาพระสงฆ์ที่ไม่ใช่นักพรตซึ่งไม่สังกัดอยู่ในสังฆมณฑล และพระสงฆ์ที่เป็นสมาชิกของสถาบันชีวิตที่ถวายแล้ว หรือคณะชีวิตแพร่ธรรมซึ่งพำนักอยู่ในสังฆมณฑล และปฏิบัติหน้าที่บางอย่างเพื่อประโยชน์ของสังฆมณฑล

วรรค 2 ภายในขอบเขตของธรรมนูญ พระสงฆ์อื่นๆ ที่มีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาในสังฆมณฑลก็สามารถได้รับสิทธิ์ในการเลือกสมาชิกสภาเช่นกัน

มาตรา 499 การเลือกตั้งสมาชิกสภาสงฆ์ ต้องกำหนดไว้ในธรรมนูญ ในลักษณะที่ว่าเท่าที่เป็นไปได้ให้มีพระสงฆ์ที่เป็นตัวแทนของคณะสงฆ์โดยคำนึงถึงความแตกต่างของหน้าที่และเขตต่างๆ ของสังฆมณฑล

มาตรา 500 วรรค 1 เป็นหน้าที่ของพระสังฆราชสังฆมณฑลที่จะเรียกประชุมสภาสงฆ์เป็นประธานการประชุม และกำหนดหัวข้อการประชุม หรือรับข้อเสนอต่างๆ จากสมาชิกสภา

วรรค 2 สภาสงฆ์มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้คำปรึกษาเท่านั้น พระสังฆราชต้องรับฟังในเรื่องที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก แต่ท่านต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น

วรรค 3 สภาสงฆ์ไม่สามารถกระทำการใดๆ โดยปราศจากพระสังฆราชสังฆมณฑลพระสังฆราชผู้เดียวเท่านั้นสามารถประกาศสิ่งต่างๆ ที่ได้ตัดสินตามกฎเกณฑ์ในวรรค 2

มาตรา 501 วรรค 1 สมาชิกสภาสงฆ์ต้องได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในวาระตามเวลาที่กำหนดไว้ในธรรมนูญในลักษณะที่ว่า ให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาหรือบางส่วนของสภาภายในระยะเวลา 5 ปี

วรรค 2 เมื่อตำแหน่งพระสังฆราชว่างลง สภาสงฆ์ก็สิ้นสุดลงด้วยส่วนหน้าที่ของสภาสงฆ์ คณะที่ปรึกษาเป็นผู้ดำเนินงานแทนเมื่อพระสังฆราชขึ้นครองตำแหน่งในสังฆมณฑลแล้วต้องตั้งสภาสงฆ์ขึ้นใหม่ภายใน 1 ปี

วรรค 3 ถ้าสภาสงฆ์มิได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อประโยชน์ของสังฆมณฑล หรือใช้อำนาจในทางเสียหายอย่างร้ายแรงพระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถยุบสภาสงฆ์ได้หลังจากที่ได้ปรึกษากับพระอัครสังฆราชสังฆมณฑลนครหรือหากเป็นเรื่องของสังฆ มณฑลนครเองก็ให้ปรึกษากับพระสังฆราชสังฆมณฑลรองที่มีอาวุโสกว่าโดยการแต่งตั้งแต่พระสังฆราชต้องตั้งสภาสงฆ์ขึ้นใหม่ ภายใน ปี

มาตรา 502 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องเลือกพระสงฆ์บางองค์อย่างอิสระจากสมาชิกสภาสงฆ์เพื่อตั้งเป็นคณะที่ปรึกษา จำนวนสมาชิกของที่ปรึกษาต้องไม่น้อยกว่า คนและต้องไม่เกิน 12 คน คณะที่ปรึกษาตั้งขึ้นเพื่อให้อยู่ในวาระ 5 ปีและรับผิดชอบทำหน้าที่ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เมื่อครบวาระ 5 ปีคณะที่ปรึกษาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาใหม่

วรรค 2 พระสังฆราชสังฆณฑลเป็นประธานของคณะที่ปรึกษาหากตำแหน่งหน้าที่พระสังฆราชมีอุปสรรคขัดขวางหรือว่างลงให้ผู้รักษาการณ์แทนพระสังฆราชเป็นประธาน ในระหว่างนั้นหรือถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนก็ให้พระสงฆ์ในคณะที่ปรึกษาที่มีอายุบวชสูงสุดเป็นประธาน

วรรค 3 สภาพระสังฆราชสามารถกำหนดให้มอบหน้าที่ของคณะที่ปรึกษาแก่คณะสงฆ์ประจำอาสนวิหาร (cathedral chapter)

วรรค 4 ในเขตปกครองโดยผู้แทนสันตะสำนัก (apostolic vicariates) และเขตสังฆรักษ์ (apostolic prefectures) ให้หน้าที่ของคณะที่ปรึกษาเป็นหน้าที่ของคณะที่ปรึกษามิสซัง (mission council) ตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 495 วรรค 2เว้นไว้แต่ว่ากฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

book

"สภาสงฆ์ และคณะที่ปรึกษา" (มาตรา 495-502)

"คณะสมณะภาวนา" (มาตรา 503-510) >>