หมวด 2 ผู้รับศีลบรรพชา
มาตรา 1024 บุรุษผู้ได้รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้น สามารถรับศีลบรรพชาได้อย่างมีผล
มาตรา 1025 วรรค 1 เพื่อที่ใครจะรับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกรหรือเป็นพระสงฆ์ได้โดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อมีการทดลองตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายแล้วตามการวินิจฉัยของพระสังฆราชเฉพาะของตน หรือของอธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ผู้สมัครนั้นมีคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีและไม่มีข้อขัดขวางเพราะผิดกฎเกณฑ์ หรือเพราะข้อห้ามอื่นใดและทั้งได้ปฏิบัติครบถ้วนตามข้อบังคับของกฎหมายมาตรา 1033 - 1039นอกจากนี้ต้องมีเอกสารต่างๆ ดังระบุไว้ในมาตรา 1050 และมีการสอบสวนดังระบุไว้ในมาตรา 1051 อีกด้วย
วรรค 2 ยิ่งไปกว่านั้น ต้องให้อธิการที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้สมัครนี้ลงความเห็นว่า เขาเป็นประโยชน์ต่องานศาสนบริการของพระศาสนจักร
วรรค 3 พระสังฆราชซึ่งประกอบพิธีบวชแก่ผู้อยู่ใต้ปกครองของตนซึ่งจะไปรับหน้าที่ในอีกสังฆมณฑลหนึ่ง ต้องแน่ใจว่าผู้จะรับการบวชนั้นจะไปเข้าสังกัดสังฆมณฑลนั้นอย่างแน่นอน
ส่วน 1 สิ่งต้องการในผู้สมัคร
มาตรา 1026 เพื่อที่ใครจะรับศีลบรรพชาได้ เขาต้องมีเสรีภาพที่ขาดไม่ได้ห้ามเด็ดขาด มิให้บังคับใครให้รับศีลบรรพชา ไม่ว่าด้วยวิธีใดหรือเพราะเหตุผลใดทั้งสิ้นหรือหันเหผู้มีความเหมาะสมตามกฎหมายพระศาสนจักรไปจากการรับศีลบรรพชา
มาตรา 1027 ผู้ประสงค์จะรับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกร และเป็นพระสงฆ์ ต้องได้รับการฝึกอบรมเตรียมตัวอย่างพิถีพิถัน ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย
มาตรา 1028 พระสังฆราชสังฆมณฑล หรืออธิการผู้มีอำนาจก่อนที่จะให้ผู้สมัครรับศีลบรรพชาขั้นใดขั้นหนึ่งต้องสอนให้เขารู้อย่างเหมาะสมถูกต้อง เกี่ยวกับศีลขั้นที่จะรับและหน้าที่ต่างๆ ของศีลขั้นนั้นด้วย
มาตรา 1029 ต้องให้บุคคลเหล่านี้เท่านั้นรับศีลบรรพชา คือบุคคลที่ตามการวินิจฉัยที่รอบคอบของพระสังฆราชเฉพาะของตนหรือของอธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาทุกด้านแล้วเห็นว่า เขามีความเชื่อดี เจตนาเที่ยงตรง ความรู้ที่จำเป็นชื่อเสียงดี ความประพฤติดี คุณธรรมเป็นที่ยอมรับ และคุณสมบัติอื่นๆทั้งทางกาย และทางจิตใจ ที่เหมาะสมกับศีลบรรพชาขั้นที่จะรับนั้น
มาตรา 1030 พระสังฆราชเฉพาะของตน หรืออธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจสามารถห้ามสังฆานุกร ซึ่งมุ่งจะเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ใต้ปกครองของตนบวชเป็นพระสงฆ์ ด้วยเหตุผลทางกฎหมายพระศาสนจักรเท่านั้น แม้ว่าเหตุผลนั้นไม่เป็นที่เปิดเผยก็ตามทั้งนี้โดยคงไว้ซึ่งสิทธิร้องเรียนตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย
มาตรา 1031 วรรค 1 ต้องบวชบุคคลที่มีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์เท่านั้นและมีวุฒิภาวะเพียงพอให้เป็นพระสงฆ์ ยิ่งกว่านั้นต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ระหว่างขั้นสังฆานุกรและขั้นพระสงฆ์ให้บวชบุคคลที่มุ่งเป็นพระสงฆ์ เป็นสังฆานุกร หลังจากอายุครบ 23ปีบริบูรณ์เท่านั้นวรรค 2 ผู้สมัครเป็นสังฆานุกรถาวร และยังไม่แต่งงานบวชเป็นสังฆานุกรได้ หลังจากอายุครบ 25 ปี บริบูรณ์เป็นอย่างน้อยส่วนผู้สมัครที่แต่งงานแล้ว ต้องมีอายุครบ 35 ปีบริบูรณ์เป็นอย่างน้อยและต้องได้รับความเห็นชอบจากภรรยาด้วย
วรรค 3 สภาพระสังฆราช สามารถวางกฎเกณฑ์ให้ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์ และเป็นสังฆานุกรถาวร มีอายุมากกว่าได้
วรรค 4 การยกเว้นอายุเกินกว่าที่กำหนดไว้ 1 ปี ตามกฎเกณฑ์ใน วรรค 1 และวรรค 2 นั้น สงวนไว้สำหรับสันตะสำนัก
มาตรา 1032 วรรค 1 ผู้ประสงค์เป็นพระสงฆ์ให้รับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกรได้ หลังจากจบหลักสูตรปรัชญา และเทวศาสตร์ปีที่ 5 เท่านั้น
วรรค 2 หลังจากจบหลักสูตรการศึกษาแล้ว สังฆานุกรต้องใช้เวลาที่เหมาะสมตามที่พระสังฆราชหรืออธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้เพื่อมีส่วนในงานอภิบาล และฝึกงานสังฆานุกร ก่อนจะรับศีลบรรพชาเป็น พระสงฆ์
วรรค 3 ต้องไม่บวช ผู้ประสงค์รับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกรถาวร เว้นแต่ หลังจากเขาจบการฝึกอบรมแล้ว
ส่วน 2 สิ่งจำเป็นต้องมีก่อนการบวช
มาตรา 1033 บุคคลผู้ได้รับศีลกำลังแล้วเท่านั้น จึงรับศีลบรรพชาขั้นต่าง ๆ ได้โดยชอบ
มาตรา 1034 วรรค 1 ต้องไม่บวชผู้ประสงค์เป็นสังฆานุกร หรือเป็นพระสงฆ์เว้นแต่ว่า เขาได้รับการบรรจุเป็นผู้สมัครบวชโดยพิธีกรรมการรับจากผู้มีอำนาจดังระบุไว้ในมาตรา 1016 และ 1019 พิธีดังกล่าวจัดทำขึ้นหลังจากผู้สมัครได้ยื่นคำขอที่เขียนและเซ็นด้วยมือของตนเอง และผู้มีอำนาจดังกล่าวได้ตอบรับเป็นลายลักษณ์อักษร
วรรค 2 ผู้ที่เป็นสมาชิกสถาบันนักพรตสมณะ โดยการถวายสินบน ไม่ต้องมีการรับดังกล่าว
มาตรา 1035 วรรค 1 ก่อนจะบวชใครให้เป็นสังฆานุกร ไม่ว่าแบบถาวรหรือชั่วคราวบุคคลนั้นต้องได้รับศาสนบริการผู้อ่าน และผู้ช่วยพิธีกรรมและปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นระยะเวลานานพอสมควร
วรรค 2 ช่วงระหว่างการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยพิธีกรรม และการบวชเป็นสังฆานุกร ต้องเว้นระยะเวลา 6 เดือน เป็นอย่างน้อย
มาตรา 1036 เพื่อสามารถรับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกร หรือเป็นพระสงฆ์ผู้สมัครต้องยื่นแสดงเจตจำนงที่เขียนและเซ็นด้วยมือของตนเองต่อพระสังฆราชของตน หรืออธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในข้อความแสดงเจตจำนงนั้น เขายืนยันว่า เขาขอรับศีลบรรพชาด้วยตนเองและอย่างอิสระ และสมัครใจอุทิศตนรับใช้ในงานศาสนบริการพระศาสนจักรตลอดไปขณะเดียวกัน ก็ขออนุญาตให้เขารับศีลบรรพชา
มาตรา 1037 ผู้สมัครเป็นสังฆานุกรถาวร ซึ่งไม่แต่งงาน เช่นเดียวกันผู้สมัครเป็นพระสงฆ์ ต้องไม่อนุญาตให้รับศีลบรรพชาเป็นสังฆานุกรเว้นไว้แต่ว่าเขายอมรับข้อบังคับการถือโสดต่อหน้าพระเจ้าและพระศาสนจักรอย่างเปิดเผย ตามจารีตพิธีกรรมกำหนดไว้หรือเขาได้ปฏิญาณตนตลอดชีพในสถาบันนักพรตแล้ว
มาตรา 1038 จะห้ามสังฆานุกร ซึ่งปฏิเสธที่จะบวชเป็นพระสงฆ์ปฏิบัติหน้าที่สังฆานุกรที่เขาได้รับไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าเขาถูกห้ามเพราะข้อขัดขวางตามกฎหมายพระศาสนจักรหรือเพราะเหตุอันหนักอย่างอื่นบางประการซึ่งต้องตัดสินตามการวินิจฉัยของพระสังฆราชสังฆมณฑลหรือของอธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจ
มาตรา 1039 ทุกคนที่จะรับการบวชในขั้นใดขั้นหนึ่งต้องใช้เวลาเข้าเงียบอย่างน้อย 5 วัน ณ สถานที่และตามวิธีที่ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจกำหนด ก่อนดำเนินการบวชพระสังฆราชต้องแน่ใจว่าบรรดาผู้สมัครได้เข้าเงียบดังกล่าวอย่างดีเท่าที่ควร
ส่วน 3 เรื่องผิดกฎเกณฑ์ และข้อขัดขวาง
มาตรา 1040 ห้ามบุคคลที่มีข้อขัดขวางใด ๆ รับศีลบวชไม่ว่าข้อขัดขวางนั้นจะเป็นชนิดถาวร ซึ่งมีชื่อว่า “เรื่องผิดกฎเกณฑ์” หรือชนิดธรรมดา ไม่มีข้อขัดขวางใดเกิดขึ้นนอกจากที่จะกล่าวถึงในมาตราต่อไปนี้
มาตรา 1041 บุคคลต่อไปนี้ เป็นผู้ผิดกฎเกณฑ์ รับศีลบวชไม่ได้
1. บุคคลผู้มีจิตฟั่นเฟือนในรูปแบบใดแบบหนึ่ง หรือป่วยทางจิตอย่างอื่นซึ่งเมื่อได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแล้ว มีความเห็นว่า ความเจ็บป่วยนั้นทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าที่ศาสนบริกรได้อย่างถูกต้อง
2. บุคคลผู้มีความผิดหนัก เพราะทิ้งความเชื่อ เพราะยึดถือข้อความเชื่อที่ผิด หรือเพราะแยกตัวออกจากพระศาสนจักรคาทอลิก
3. บุคคลผู้ที่พยายามแต่งงานแม้จะเป็นการแต่งงานตามพิธีทางบ้านเมืองก็ตามไม่ว่าในขณะที่เขาเองมีข้อขัดขวาง เพราะพันธะทางศีลแต่งงาน หรือเพราะศีลบวชหรือเพราะศีลบนสาธารณะถือพรหมจรรย์ตลอดชีพหรือในขณะที่ฝ่ายหญิงมีพันธะทางศีลแต่งงานอย่างถูกต้องอยู่แล้วหรือมีศีลบนถือศีลพรหมจรรย์ชนิดเดียวกัน
4. บุคคลผู้ที่ได้ฆ่าคนโดยเจตนา หรือจัดให้มีการทำแท้งโดยมีผล และทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำแท้งนั้น
5. บุคคลผู้ที่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นพิการอย่างร้ายแรง และด้วยเจตนาร้าย หรือผู้ที่พยายามฆ่าตนเอง
6. บุคคลผู้ที่ทำกิจการของศีลบวช ซึ่งสงวนไว้สำหรับขั้นพระสังฆราชหรือสำหรับขั้นพระสงฆ์ โดยที่ตัวเขาเองขาดศีลบวชในขั้นนั้นๆหรือมีศีลบวชในขั้นนั้นๆแต่ถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่เพราะถูกโทษพระศาสนจักรอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ว่าโทษนั้นจะเป็นโทษจากการประกาศ หรือจากการตัดสิน
มาตรา 1042 บุคคลต่อไปนี้ มีข้อขัดขวางแบบธรรมดา มิให้รับศีลบวช
1. บุรุษผู้มีภรรยา เว้นแต่เขาถูกกำหนดให้เป็นสังฆานุกรถาวร โดยชอบด้วยกฎหมาย
2. บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่ หรือบริหารงานที่ต้องห้ามแก่สมณะ ตามมาตรา285 และ 286 ซึ่งเขาต้องรายงานความรับผิดชอบ ข้อขัดขวางนี้จะหมดไปเมื่อเขาลาออกจากหน้าที่ และการบริหารนั้นพร้อมทั้งได้รายงานความรับผิดชอบแล้ว
3. คริสตชนใหม่ เว้นแต่ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจ จะได้พิจารณาเห็นว่า เขาได้รับการทดลองเพียงพอแล้ว
มาตรา 1043 คริสตชนมีพันธะต้องแจ้งข้อขัดขวางที่จะรับศีลบวชศักดิ์สิทธิ์ขั้นต่างๆ เท่าที่รู้แก่ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจหรือแก่เจ้าอาวาส ก่อนการบวช
มาตรา 1044 วรรค 1 บุคคลต่อไปนี้ เป็นผู้ผิดกฎเกณฑ์ ห้ามปฏิบัติหน้าที่ศีลบวชที่ได้รับ
1. บุคคลขณะที่มีข้อขัดขวางเพราะผิดกฎเกณฑ์มิให้รับศีลบวช บังอาจรับศีลบวชโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
2. บุคคลที่ทำผิดหนักที่ระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 2 ถ้าความผิดนั้นเป็นความผิดสาธารณะ
3. บุคคลที่ทำผิดหนักข้อใดข้อหนึ่งที่ระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 3, 4, 5, 6
วรรค 2 บุคคลต่อไปนี้ถูกห้ามแบบธรรมดา มิให้ปฏิบัติหน้าที่ของศีลบวช
1. บุคคลที่มีข้อขัดขวางแบบธรรมดา มิให้รับศีลบวชบังอาจรับศีลบวชโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
2. บุคคลผู้มีจิตฟั่นเฟือนหรือป่วยทางจิตอย่างอื่นที่ระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 1 จนกว่าผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจ เมื่อได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญแล้วอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ของศีลบวชนั้น
มาตรา 1045 ความไม่รู้ถึงเรื่องผิดกฎเกณฑ์ และข้อขัดขวาง ไม่ช่วยให้พ้นความผิดเหล่านั้น
มาตรา 1046 การผิดกฎเกณฑ์ และข้อขัดขวางเพิ่มจำนวนขึ้นถ้าความผิดนั้นเกิดจากสาเหตุต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามไม่เพิ่มจำนวนจากการทำผิดซ้ำที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันเว้นแต่เป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการฆ่าคนโดยเจตนาหรือจากการทำแท้งที่มีผลจริง ๆ
มาตรา 1047 วรรค 1 ถ้าข้อเท็จจริงที่อ้างอิงได้ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาตัดสินของศาลแล้วการยกเว้นจากเรื่องผิดกฎเกณฑ์ทุกชนิด สงวนไว้แก่สันตะสำนักเท่านั้น
วรรค 2 กรณีดังต่อไปนี้ การยกเว้นจากเรื่องผิดกฎเกณฑ์และจากข้อขัดขวางมิให้รับศีลบวช สงวนไว้แก่สันตะสำนักด้วย
1. เรื่องผิดกฎเกณฑ์จากความผิดหนักสาธารณะ ดังระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 2 และ 3
2. เรื่องผิดกฎเกณฑ์จากความผิดหนัก ไม่ว่าเป็นความผิดสาธารณะ หรือที่ซ่อนเร้นอยู่ ดังระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 4
3. ข้อขัดขวาง ดังระบุไว้ในมาตรา 1042 ข้อ 1
วรรค 3 สงวนไว้แก่สันตะสำนักเช่นกัน การยกเว้นจากเรื่องผิดกฎเกณฑ์มิให้ปฏิบัติหน้าที่ของศีลบวชที่ได้รับ ดังระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 3ในกรณีที่ความผิดนั้นเป็นสาธารณะเท่านั้น และข้อ 4 ในมาตราเดียวกันแม้ในกรณีซ่อนเร้นด้วย
วรรค 4 ผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจสามารถยกเว้นจากเรื่องผิดกฎเกณฑ์ และข้อขัดขวางที่มิได้สงวนไว้แก่สันตะสำนัก
มาตรา 1048 ถ้าในกรณีซ่อนเร้นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนไม่สามารถเข้าหาผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจได้หรือถ้าเป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ดังระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 3 และ 4 ไม่สามารถเข้าหาสำนักงานด้านอภัยโทษได้ และถ้าในกรณีมีอันตรายที่จิ่มจวนที่จะเสียหายอย่างรุนแรง หรือเสียชื่อเสียงบุคคลผู้ที่มีข้อขัดขวางเพราะผิดกฎเกณฑ์มิให้ปฏิบัติหน้าที่ของศีลบวชสามารถปฏิบัติหน้าที่นั้นได้ อย่างไรก็ตามยังมีพันธะต้องเข้าพึ่งผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจหรือสำนักงานด้านอภัยโทษโดยเร็วเท่าที่ทำได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อและโดยทางผู้ฟังแก้บาป
มาตรา 1049 วรรค 1 ในคำร้องขอการยกเว้น จากเรื่องผิดกฎเกณฑ์และจากข้อขัดขวางต้องแจ้งเรื่องผิดกฎเกณฑ์และข้อขัดขวางทั้งหมด อย่างไรก็ตามการยกเว้นแบบทั่วไปมีผลสำหรับเรื่องที่ไม่แจ้งโดยสุจริตใจด้วยยกเว้นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ดังระบุไว้ในมาตรา 1041 ข้อ 4 หรือเรื่องอื่น ๆ ที่นำขึ้นสู่การพิจารณาตัดสินในศาลแล้ว แต่อย่างไรก็ตามไม่มีผลสำหรับเรื่องที่ไม่แจ้งโดยเจตนาไม่สุจริต
วรรค 2 ถ้าเป็นเรื่องผิดกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการฆ่าคนโดยเจตนาหรือเกิดจากการทำแท้งโดยการจัด เพื่อให้การยกเว้นมีผลทางกฎหมายต้องบอกจำนวนการทำผิดด้วย
วรรค 3 การยกเว้นทั่วไป จากเรื่องผิดกฎเกณฑ์ และจากข้อขัดขวางมิให้รับศีลบวชนั้น มีผลสำหรับศีลบวชทุกขั้น
ส่วน 4 เอกสารที่จำเป็นและการสืบสวน
มาตรา 1050 บุคคลที่จะรับศีลบวช ต้องมีเอกสารดังต่อไปนี้
1. ใบรับรองจบการศึกษาอย่างถูกต้อง ตามมาตรา 1032
2. ผู้จะรับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ ต้องมีใบรับรองการบวชเป็นสังฆานุกร
3. ผู้จะรับศีลบวชเป็นสังฆานุกร ต้องมีใบรับรองการรับศีลล้างบาปศีลกำลัง และการรับหน้าที่ศาสนบริกรตามมาตรา 1035 และใบรับรองว่าได้แสดงเจตจำนงตามมาตรา 1036 แล้วและถ้าผู้จะรับศีลบวชเป็นสังฆานุกรถาวรแต่งงานแล้ว ต้องมีใบรับรองศีลสมรสและคำยืนยันการยินยอมของภรรยาของเขา
มาตรา 1051 ในการสืบสวนคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้ที่จะรับศีลบวช ให้ถือตามข้อบังคับดังต่อไปนี้
1. ต้องมีใบรับรองจากอธิการบ้านเณรหรือบ้านฝึกอบรมเกี่ยวกับคุณสมบัติที่จำเป็นในผู้สมัครรับศีลบวช กล่าวคือคำสอนที่ถูกต้อง ความศรัทธาที่แท้จริง ความประพฤติทางจริยธรรมอันดีงามความเหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ศาสนบริกร และเช่นเดียวกันเมื่อสืบสวนอย่างถูกต้องแล้วต้องมีใบรับรองเกี่ยวกับสุขภาพทางกาย และทางจิตของผู้สมัคร
2. พระสังฆราชสังฆมณฑล หรืออธิการใหญ่เพื่อให้การสืบสวนทำไปได้อย่างถูกต้อง สามารถใช้สื่ออื่นๆ ที่ตนเห็นว่ามีประโยชน์ ตามสภาพสิ่งแวดล้อมของเวลาและสถานที่ เช่นพยานหลักฐาน จดหมาย การพิมพ์หรือข่าวสารอื่นๆ
มาตรา 1052 วรรค 1 เพื่อให้พระสังฆราชซึ่งทำการบวชด้วยสิทธิของตนเองสามารถดำเนินการบวชได้ ท่านต้องแน่ใจว่า เอกสารที่ระบุไว้ในมาตรา 1050 มีอยู่พร้อม และเมื่อได้สืบสวนตามข้อบังคับของกฎหมายแล้ว แน่ใจว่าผู้สมัครมีความเหมาะสมด้วยข้อพิสูจน์ในทางบวก
วรรค 2 เพื่อให้พระสังฆราชดำเนินการบวช ผู้ไม่อยู่ใต้ปกครองของตนเองเป็นการเพียงพอที่หนังสือรับรองการบวชยืนยันว่าเอกสารเหล่านั้นมีอยู่พร้อมแล้ว ได้มีการสืบสวนตามกฎหมายแล้ว และเป็นที่แจ้งชัดว่า ผู้สมัครบวชมีความเหมาะสมจริง และถ้าผู้สมัครบวชเป็นสมาชิกของสถาบันนักพรต หรือคณะชีวิตแพร่ธรรมหนังสือรับรองเหล่านี้ต้องยืนยันด้วยว่าเขาได้สังกัดในสถาบันหรือคณะอย่างเด็ดขาดแล้ว และอยู่ใต้ปกครองของอธิการผู้ให้หนังสือรับรองนั้น
วรรค 3 โดยที่สิ่งที่กล่าวมาแล้วไม่เป็นอุปสรรคถ้าพระสังฆราชมีเหตุผลแน่ชัดที่จะสงสัยว่า ผู้สมัครบวช ไม่สมควรรับศีลบวชท่านต้องไม่บวชให้
