ลักษณะที่ 2 กฎหมายอาญา และบัญญัติอาญา
มาตรา 1313 วรรค 1 ถ้ากฎหมายถูกเปลี่ยนหลังจากมีการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่ผู้กระทำความผิด
วรรค 2 ถ้ากฎหมายซึ่งมาทีหลัง ยกเลิกกฎหมายที่มีอยู่ก่อน หรืออย่างน้อยยกเลิกโทษ การลงโทษนั้นยุติทันที
มาตรา 1314 การลงโทษส่วนใหญ่ เป็นแบบต้องโทษโดยมีคำพิพากษา กล่าวคือผู้กระทำความผิดไม่ต้องโทษจนกว่าจะมีคำสั่งลงทัณฑ์ส่วนการลงโทษโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาผู้กระทำความผิดต้องโทษโดยอัตโนมัติเมื่อกระทำความผิดหากกฎหมายหรือบัญญัติกำหนดไว้เช่นนั้นอย่างชัดเจน
มาตรา 1315 วรรค 1 บุคคลผู้มีอำนาจนิติบัญญัติสามารถออกกฎหมายอาญาได้ด้วย อย่างไรก็ดีเขาสามารถออกกฎหมายภายในขอบเขตอำนาจของตนในด้านพื้นที่ หรือด้านบุคคลเพื่อส่งเสริมกฎหมายพระเจ้า หรือกฎหมายพระศาสนจักรซึ่งออกโดยอำนาจที่เหนือกว่าให้เข้มแข็งขึ้น โดยการกำหนดโทษที่เหมาะสม
วรรค 2 กฎหมายเองสามารถกำหนดการลงโทษ หรือปล่อยให้ตุลาการกำหนดการลงโทษด้วยดุลยพินิจอัน รอบคอบของตนเองได้
วรรค 3 กฎหมายเฉพาะ สามารถเพิ่มการลงโทษอื่นๆเข้ากับการลงโทษที่กฎหมายสากลกำหนดไว้ได้ด้วยในความผิดบางประการกระนั้นก็ดี ไม่ต้องทำเช่นนั้น เว้นแต่จะมีความจำเป็นอย่างหนักที่สุดถ้ากฎหมายสากลคาดโทษแบบไม่กำหนดแน่นอน หรือแบบตามดุลยพินิจกฎหมายเฉพาะสามารถกำหนดโทษที่แน่นอน หรือที่บังคับเข้าแทนได้ด้วย
มาตรา 1316 บรรดาพระสังฆราชสังฆมณฑลพึงเอาใจใส่เท่าที่ทำได้ถ้าต้องออกกฎหมายอาญาก็ให้กฎหมายนั้นเป็นรูปแบบเดียวกันสำหรับเมืองหรือภาคเดียวกัน
มาตรา 1317 ให้กำหนดโทษเท่าที่จำเป็นจริงๆเพื่อรักษาระเบียบวินัยของพระศาสนจักรไว้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามกฎหมายเฉพาะ ไม่สามารถกำหนดโทษขับบุคคลออกจากสถานภาพสมณะ
มาตรา 1318 ผู้ตรากฎหมาย ต้องไม่คาดโทษแบบไม่ต้องมีคำพิพากษาเว้นแต่ความผิดบางอย่างที่เลวร้ายอย่างไม่มีที่เปรียบซึ่งสามารถเป็นที่สะดุดค่อนข้างหนักหรือไม่สามารถลงโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
