Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 7 กระบวนการพิจารณาคดี

ลักษณะ 3 ระเบียบที่ต้องปฏิบัติในศาล

หมวด 1 หน้าที่ของผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ในศาล

มาตรา 1446 วรรค 1 คริสตชนทุกคน โดยเฉพาะพระสังฆราชต้องพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องกัน ในหมู่ประชากรของพระเป็นเจ้าเท่าที่ทำได้และให้แก้ปัญหากันด้วยสันติวิธีโดยเร็วที่สุด

วรรค 2 ทันทีที่เริ่มเป็นความกันหรือ ณขั้นตอนใดก็ตามระหว่างการดำเนินคดีทุกครั้งที่เห็นทางออกที่ดีสำหรับคู่ความผู้พิพากษาอย่าได้ละเลยที่จะเตือน และช่วยคู่ความให้แสวงหาการแก้ข้อโต้แย้งอย่างเหมาะสม โดยการปรึกษาร่วมกัน และชี้ทางออกที่เหมาะสมกับปัญหานี้โดยอาศัยบุคคลที่น่านับถือช่วยไกล่เกลี่ยด้วย

วรรค 3 หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัวของคู่ความผู้พิพากษาควรพิจารณาว่าจะมีวิธีแก้ข้อโต้แย้ง โดยการเจรจากันหรือใช้อนุญาโตตุลาการ ตามกฎเกณฑ์มาตรา 17131716

มาตรา 1447 ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในคดีใดคดีหนึ่ง ในฐานะผู้พิพากษาผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้ปกป้องพันธะ อัยการ ทนาย พยาน หรือผู้เชี่ยวชาญหลังจากนั้น ไม่สามารถตัดสินความคดีเดียวกันในศาลชั้นอื่น ในฐานะผู้พิพากษาหรือผู้ช่วยผู้พิพากษา

มาตรา 1448 วรรค 1 ผู้พิพากษาต้องไม่รับพิจารณาคดีที่ผู้พิพากษานั้นมีส่วนได้ส่วนเสียเนื่องจากเป็นญาติสายโลหิต หรือเป็นสังคญาติไม่ว่าในขั้นใดของสายตรงและจนถึงขั้นที่สี่ของสายขนาน หรือเนื่องจากเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผลประโยชน์หรือเนื่องจากความสนิทชิดเชื้อหรือความชิงชังอย่างมากหรือเพราะหวังผลประโยชน์ หรือหลีกเลี่ยงความเสียหาย

วรรค 2 ในกรณีดังกล่าว ผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้ปกป้องพันธะ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สอบคดี ต้องงดทำหน้าที่ของตน

มาตรา 1449 วรรค 1 ในกรณีดังกล่าวในมาตรา 1448 หากผู้พิพากษาไม่งดเว้นทำหน้าที่ของตน คู่ความสามารถคัดค้านเขาได้

วรรค 2 ผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาล ต้องจัดการเรื่องการคัดค้านนี้ หากเขาเองเป็นผู้ถูกคัดค้าน พระสังฆราชผู้รับผิดชอบศาล ต้องจัดการ

วรรค 3 หากพระสังฆราชเป็นผู้พิพากษาและถูกค้าน ท่านต้องงดจากการเป็นผู้พิพากษา

วรรค 4 หากเป็นการคัดค้านต่อผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้ปกป้องพันธะหรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ในศาล ประธานของศาลที่เป็นองค์คณะ หรือผู้พิพากษาเองถ้าเป็นคนเดียว ต้องจัดการกับการคัดค้านนี้

มาตรา 1450 กรณีที่การค้านมีผล บุคคลต้องเปลี่ยนส่วนระดับชั้นศาลไม่เปลี่ยนมาตรา 1451 วรรค 1ปัญหาเรื่องการคัดค้านต้องแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยฟังคู่ความและฟังผู้ผดุงความยุติธรรม หรือผู้ปกป้องพันธะ หากพวกเขาอยู่ในศาลและไม่ถูกคัดค้านเอง

วรรค 2 สิ่งที่ผู้พิพากษาทำก่อนการคัดค้านมีผลตามกฎหมายสิ่งที่ทำหลังการยื่นการคัดค้านต้องถูกยกเลิก หากคู่ความยื่นคำร้องภายใน 10 วันนับจากวันที่ศาลรับการคัดค้าน

มาตรา 1542 วรรค 1 ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนบุคคลเท่านั้นผู้พิพากษาสามารถดำเนินคดีได้ เมื่อคู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอร้องเท่านั้นอย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลอย่างถูกต้องแล้ว ในคดีอาญาหรือในคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความดีสาธารณะของพระศาสนจักรหรือความรอดของวิญญาณ ผู้พิพากษาสามารถและต้องดำเนินคดีโดยหน้าที่ด้วย

วรรค 2 ยิ่งกว่านั้น เพื่อทดแทนการละเลยของคู่คดีผู้พิพากษาสามารถจัดหาหลักฐานพิสูจน์ หรือข้อท้วงติงคัดค้านเมื่อเห็นว่าจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินที่ไม่ยุติธรรมอย่างร้ายแรงโดยคงไว้ซึ่งกฎหมายมาตรา 1600

มาตรา 1453 โดยรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม ผู้พิพากษาและศาลต่างๆต้องเอาใจใส่ให้คดีทั้งหลายต้องปิดโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้สำหรับศาลชั้นต้นต้องปิดคดีภายใน 1 ปี และศาลชั้นที่สองภายใน 6 เดือน

มาตรา 1454 ทุกคนที่ประกอบขึ้นเป็นศาล หรือเจ้าหน้าที่ในศาล ต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง และซื่อสัตย์

มาตรา 1455 วรรค 1 ในคดีอาญา ผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ศาลจะต้องรักษาความลับของการปฏิบัติหน้าที่เสมอส่วนในคดีแพ่งก็ต้องรักษาความลับหากการเปิดเผยส่วนใดส่วนหนึ่งของขบวนการพิจารณาคดีสามารถมีผลให้คู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย

วรรค 2 พวกเขายังต้องรักษาความลับเสมอเกี่ยวกับการปรึกษากันในคณะผู้พิพากษาในศาลองค์คณะก่อนการตัดสินและเรื่องที่เกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงและความเห็นต่างๆ ขณะทำการปรึกษากันโดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดตามมาตรา 1609 วรรค 4

วรรค 3 ยิ่งกว่านั้น เมื่อไดก็ตาม ที่รูปคดี หรือหลักฐานพิสูจน์เป็นไปในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงโดยการเปิดเผยขบวนการพิจารณคดีหรือหลักฐาน หรือเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกแยกหรือเป็นที่สะดุด หรือก่อให้เกิดความเสียหายในลักษณะเดียวกันผู้พิพากษาสามารถบังคับให้พยาน ผู้เชี่ยวชาญ คู่คดี และทนายหรือตัวแทนของคู่คดี ทำการสาบานตน เพื่อรักษาความลับ

มาตรา 1456 ห้ามผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ศาลทุกคนรับของกำนัลใดๆ ในโอกาสปฏิบัติหน้าที่ในการทำคดี

มาตรา 1457 วรรค 1 ผู้พิพากษาที่มีอำนาจแน่นอนและชัดเจนแต่ปฏิเสธการพิจารณาคดี หรือผู้พิพากษาที่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายแต่ประกาศว่ามีอำนาจ และทำการพิจารณา และตัดสินคดีหรือผู้พิพากษาที่ละเมิดกฎหมายรักษาความลับหรือก่อให้เกิดความเสียหายอื่นแก่คู่คดี โดยใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรงสามารถถูกลงโทษโดยผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจด้วยโทษที่เหมาะสมไม่เว้นแม้การถูกปลดจากหน้าที่ด้วย

วรรค 2 เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในศาล ที่บกพร่องในหน้าที่ของตนดังกล่าวมาแล้ว ต้องโทษเดียวกัน ผู้พิพากษาสามารถลงโทษพวกเขาทุกคนด้วย

หมวด 2 ขั้นตอนการพิจารณาคดี

มาตรา 1458 คดีต่างๆ ต้องดำเนินตามลำดับที่ได้รับเรื่องไว้และบันทึกในทะเบียนคดี เว้นแต่บางคดีจากคดีต่างๆ เหล่านี้ต้องดำเนินอย่างเร่งด่วนมากกว่าคดีอื่นๆ ซึ่งต้องกำหนดไว้ด้วยคำสั่งพิเศษที่ระบุเหตุผลประกอบด้วย

มาตรา 1459 วรรค 1 ข้อบกพร่องใดๆ ที่มีผลทำให้การตัดสินเป็นโมฆะสามารถนำเข้าสู่ศาล ในฐานะเป็นข้อท้วงติงคัดค้านไม่ว่าในขั้นตอนใดหรือในชั้นใดของศาล เช่นเดียวกันผู้พิพากษาสามารถประกาศข้อบกพร่องนี้เองโดยหน้าที่

วรรค 2 นอกจากกรณีตามวรรค 1 แล้ว ข้อท้วงติงที่ประวิงเวลาเป็นต้นที่เกี่ยวกับบุคคล หรือวิธีการดำเนินคดีต้องเสนอก่อนการกำหนดประเด็นปัญหา ยกเว้นข้อท้วงติงนั้นเพิ่งเกิดหลังการกำหนดประเด็นปัญหาแล้วและต้องจัดการเกี่ยวกับข้อท้วงติงเหล่านี้โดยเร็วที่สุด

มาตรา 1460 วรรค 1 หากข้อท้วงติงเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษานั้นจัดการ

วรรค 2 ในกรณีที่ข้อท้วงติงเกี่ยวกับความไม่มีอำนาจที่ไม่เด็ดขาด และหากผู้พิพากษายืนยันว่ามีอำนาจจะอุทธรณ์ต่อการตัดสินใจของผู้พิพากษาไม่ได้ อย่างไรก็ตามไม่ห้ามการร้องเรียนเรื่องความเป็นโมฆะ และเรื่องการกลับคืนสู่สถานภาพเดิมอย่างครบถ้วน

วรรค 3 แต่ถ้าผู้พิพากษาประกาศว่าตนเองไม่มีอำนาจ คู่คดีที่คิดว่าตัวเองได้รับความเสียหาย สามารถอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายใน 15 วันทำงาน

มาตรา 1461 ผู้พิพากษาที่รู้ว่าว่าตนเองไม่มีอำนาจอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดี ต้องประกาศถึงความไม่มีอำนาจของตน

มาตรา 1462 วรรค 1 ข้อท้วงติงในเรื่องที่ตัดสินแล้วหรือในเรื่องที่ตกลงกันแล้ว และในเรื่องอื่นๆ ที่ปิดคดีแล้วซึ่งเรียกว่าข้อท้วงติงคดีที่ตัดสินแล้ว (litis finitae) ต้องถูกเสนอและต้องได้รับการตรวจสอบก่อนการกำหนดประเด็นปัญหาผู้ที่เสนอข้อท้วงติงเหล่านี้ภายหลังจะต้องไม่ถูกปฏิเสธแต่ต้องถูกปรับเสียค่าใช้จ่าย เว้นไว้แต่ว่ามีข้อพิสูจน์ว่าการเสนอดังกล่าวไม่ได้เป็นการประวิงเวลาโดยมีเจตนาไม่ดี

วรรค 2 ข้อท้วงติงที่เด็ดขาดอื่นๆต้องเสนอเข้ามาในระหว่างการกำหนดประเด็นปัญหาและต้องได้รับการพิจารณาในเวลาที่เหมาะสมตามกฎระเบียบที่เกี่ยวกับปัญหาแทรกโดยเฉพาะ

มาตรา 1463 วรรค 1 การฟ้องกลับไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เว้นแต่เมื่อทำภายใน 30 วันนับจากวันกำหนดประเด็นปัญหา

วรรค 2 อย่างไรก็ตามการฟ้องกลับต้องได้รับการพิจารณาพร้อมกับสำนวนการฟ้องเดิม กล่าวคือต้องกระทำในศาลชั้นเดียวกัน เว้นแต่มีความจำเป็นที่ต้องพิจารณาแยกกันหรือเมื่อผู้พิพากษาเห็นควรว่าการพิจารณาแยกกันเหมาะกว่า

มาตรา 1464 ปัญหาใด ๆที่เกี่ยวกับการวางเงินมัดจำสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีหรือการให้ความช่วยเหลือทางศาลโดยไม่คิดเงินเมื่อมีการร้องขอตั้งแต่เริ่มฟ้องคดี และปัญหาอื่นๆ เช่นนี้ โดยปกติต้องพิจารณาก่อนการกำหนดประเด็นปัญหา

book

"หน้าที่ของผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ในศาล" (มาตรา 1446-1467)

"การกำหนดเวลา และการขยายเวลา" (มาตรา 1465-1467) >>