Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 7 กระบวนการพิจารณาคดี

ลักษณะ 6 การประกาศสำนวนคดี การสรุปคดี การโต้แย้งคดี

มาตรา 1598 วรรค 1 เมื่อได้รวบรวมหลักฐานพิสูจน์แล้ว โดยคำสั่งผู้พิพากษาต้องอนุญาตให้คู่คดี และทนายของพวกเขาตรวจสำนวนคดีที่ยังไม่รู้ที่สำนักงานศาล ถ้าไม่ทำเช่นนั้นถือว่าเป็นโมฆะสำเนาสำนวนคดีสามารถให้แก่ทนายได้ด้วย ถ้าเขาร้องขอ อย่างไรก็ตามในคดีที่เกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวม เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายร้ายแรงผู้พิพากษาสามารถออกคำสั่งห้ามเปิดเผยสำเนาสำนวนคดีแก่ผู้ใด อย่างไรก็ตามผู้พิพากษาต้องสำนึกว่าสิทธิการป้องกันตัวยังคงอยู่เหมือนเดิมเสมอ

วรรค 2 คู่คดีอาจนำเสนอหลักฐานพิสูจน์เพิ่มเติมให้สมบูรณ์แก่ผู้พิพากษาได้อีกเมื่อหลักฐานพิสูจน์ถูกรวบรวมแล้ว ผู้พิพากษายังมีโอกาสออกคำสั่งตามวรรค 1 ซ้ำได้อีก ถ้าเขาเห็นว่ามันจำเป็น

มาตรา 1599 วรรค 1 เมื่อทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหาข้อพิสูจน์ครบถ้วนแล้ว ก็ถึงเวลาสรุปคดี

วรรค 2 การสรุปคดีเกิดขึ้นเมื่อคู่คดีประกาศว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกหรือเวลาที่ผู้พิพากษาได้กำหนดให้ยื่นหลักฐานพิสูจน์สิ้นสุดลงหรือผู้พิพากษาประกาศว่าคดีมีข้อมูลเพียงพอแล้ว

วรรค 3 ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ที่คดีได้มาถึงข้อสรุปของมัน ผู้พิพากษาต้องออกคำสั่งประกาศสรุปคดี

มาตรา 1600 วรรค 1 หลังจากการสรุปคดีแล้วผู้พิพากษายังสามารถเรียกพยานคนเดิมหรือคนอื่น หรือจัดหาหลักฐานอื่นๆ ซึ่งยังมิได้ขอมาก่อน เฉพาะเมื่อ
    1. ในคดีที่เกี่ยวกับเฉพาะเรื่องประโยชน์ส่วนตัวของคู่คดี และถ้าคู่คดีทุกฝ่ายให้การยินยอม
   
2. ในคดีอื่นๆ หลังจากได้ฟังคู่คดีแล้ว และมีเหตุผลหนัก และเมื่อได้ขจัดอันตรายของการหลอกลวง หรือการตกอยู่ใต้อำนาจออกไปแล้ว
   
3. ในทุกคดี เมื่อเห็นว่า ถ้าหากหลักฐานใหม่ไม่ถูกรับเข้ามาคำพิพากษาอาจออกมาอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเหตุผลต่างๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายมาตรา 1645 วรรค 2 ข้อ 1 ถึง ข้อ 3

วรรค 2 อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาสามารถสั่งหรืออนุญาตให้มีการเปิดเผยเอกสารซึ่งอาจเป็นเอกสารที่ไม่อาจเปิดเผยก่อนหน้านั้นได้โดยมิใช่ความผิดของคู่คดีที่ได้รับประโยชน์

วรรค 3 หลักฐานใหม่ต้องมีการประกาศ โดยได้ถือปฏิบัติตามกฎหมายมาตรา 1598 วรรค 1 แล้ว

มาตรา 1601 เมื่อสรุปคดีแล้ว ผู้พิพากษาต้องกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อยื่นการแก้ฟ้อง หรือข้อสังเกต

มาตรา 1602 วรรค 1 การแก้ฟ้องและข้อสังเกต ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเว้นไว้แต่ว่า ผู้พิพากษา โดยการยินยอมของคู่คดีตัดสินว่าการถกเถียงโดยวาจาต่อหน้าศาลเป็นการเพียงพอแล้ว

วรรค 2 ถ้าหากต้องมีการพิมพ์การแก้ฟ้องพร้อมกับเอกสารหลักต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาเสียก่อนแต่ต้องถือปฏิบัติข้อบังคับเรื่องความลับ ถ้าหากมี

วรรค 3 ต้องรักษาระเบียบการของศาลเกี่ยวกับความยาวของคำแก้ฟ้อง จำนวนสำเนาเอกสาร และสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน

มาตรา 1603 วรรค 1 หลังจากได้แลกเปลี่ยนการแก้ฟ้องและข้อสังเกตแก่กัน และกันแล้วอนุญาตให้คู่คดีทั้งสองฝ่ายตอบภายในเวลาสั้นๆ ที่ผู้พิพากษากำหนด

วรรค 2 สิทธินี้ ผู้พิพากษาจะให้แก่คู่คดีเพียงครั้งเดียว เว้นไว้แต่ว่าผู้พิพากษาเห็นว่าต้องให้อีกเป็นครั้งที่สองเมื่อมีเหตุผลหนักอย่างไรก็ตาม ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าหากให้คู่คดีฝ่ายหนึ่งจะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วย

วรรค 3 ผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะ มีสิทธิ์ตอบคำตอบของคู่คดีอีกครั้งหนึ่ง

มาตรา 1604 วรรค 1 ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้การให้ข้อมูลที่ให้แก่ผู้พิพากษา โดยคู่คดี หรือโดยทนายความหรือโดยบุคคลอื่น อยู่นอกสำนวนคดี

วรรค 2 ถ้าการถกเถียงได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ผู้พิพากษาสามารถกำหนดให้ทำการโต้เถียงกันโดยวาจาแบบพอประมาณต่อหน้าศาลได้เพื่อคลี่คลายปัญหาบางประการ

มาตรา1605 นายทะเบียนศาลต้องอยู่ในการโต้เถียงโดยวาจาที่ระบุไว้ในกฎหมายมาตรา 1602 วรรค 1 และ 1604 วรรค 2 เพื่อว่าถ้าผู้พิพากษาสั่ง หรือถ้าคู่คดีร้องขอ และผู้พิพากษายินยอมนายทะเบียนสามารถจดบันทึกเรื่องที่ถกเถียงกัน และข้อสรุปได้ทันที

มาตรา 1606หากคู่คดีเพิกเฉยต่อการเตรียมการแก้ฟ้องภายในเวลาที่กำหนดให้เขาหรือถ้าพวกเขามอบตัวเขาไว้ในความรู้ และมโนธรรมของผู้พิพากษาผู้พิพากษาสามารถประกาศคำตัดสินได้ทันทีหลังจากได้ขอข้อสังเกตจากผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะเมื่อพวกเขามีส่วนในขบวนการพิจารณาคดีถ้าเรื่องเป็นที่ประจักษ์แจ้งจากสำนวนคดี และจากหลักฐานพิสูจน์

book

"การประกาศสำนวนคดี การสรุปคดี การโต้แย้งคดี" (มาตรา 1598-1606)

"การประกาศคำตัดสินของผู้พิพากษา" (มาตรา 1607-1618) >>