หมวด 2 การอุทธรณ์
มาตรา 1628 คู่คดีที่รู้สึกว่าตนเองได้รับความเสียหายเพราะคำตัดสิน และเช่นเดียวกันผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะในคดีซึ่งในคดีนี้พวกเขาถูกเรียกร้องให้อยู่ด้วยมีสิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์คำตัดสินไปยังผู้พิพากษาที่สูงกว่าโดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1629
มาตรา 1629 ไม่มีช่องสำหรับการอุทธรณ์:
1. อุทธรณ์คำตัดสินของสมเด็จพระสันตะปาปาเอง หรือของศาลสูงสุดของสมเด็จพระสันตะปาปา
2. อุทธรณ์คำตัดสินที่เป็นโมฆะเว้นไว้แต่ว่า คำตัดสินนั้นถูกรวมเข้ากับคำร้องขอให้เป็นโมฆะตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายมาตรา 1625
3. อุทธรณ์คำตัดสินที่สิ้นสุดแล้ว
4. อุทธรณ์คำสั่งของผู้พิพากษา หรือคำตัดสินด้วยวาจาที่ไม่มีผลบังคับของเด็ดขาด
5. อุทธรณ์คำตัดสินหรือคำสั่งในคดีที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อยุติเรื่องราวแบบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
มาตรา 1630 วรรค 1 การอุทธรณ์ต้องยื่นต่อผู้พิพากษาที่ประกาศคำตัดสินภายในระยะเวลาที่กำหนด 15วันทำการ นับจากการแจ้งการปิดประกาศคำตัดสิน
วรรค 2 ถ้าอุทธรณ์โดยวาจา นายทะเบียนศาลต้องจดบันทึกต่อหน้าผู้ยื่นอุทธรณ์
มาตรา 1631 ถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของการอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ควรตรวจสอบคำอุทธรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ตามกฎเกณฑ์ของกระบวนการพิจารณาข้อขัดแย้งด้วยวาจา
มาตรา 1632 วรรค 1 หากในการอุทธรณ์ไม่มีการกำหนดว่าศาลใดที่จะส่งคำอุทธรณ์ไป ให้สันนิษฐานว่าต้องทำการอุทธรณ์ที่ศาล ที่ระบุไว้ในกฎหมายมาตรา 1438 และ 1439
วรรค 2 หากคู่คดีฝ่ายอื่นร้องขอต่อศาลอุทธรณ์อื่น ให้ศาลลำดับชั้นสูงกว่าตรวจสอบคดี โดยคำนึงถึงกฎหมายมาตรา 1415
มาตรา 1633 การอุทธรณ์ต้องดำเนินการต่อหน้าผู้พิพากษา อุทธรณ์ภายในเวลา 1 เดือน นับจากวันที่รับเรื่องอุทธรณ์เว้นไว้แต่ว่า ผู้พิพากษารับเรื่องอุทธรณ์จะกำหนดระยะเวลาที่นานกว่าสำหรับคู่คดีเพื่อดำเนินการ
มาตรา 1634 วรรค 1 เพื่อดำเนินการอุทธรณ์ เป็นการจำเป็นและเพียงพอให้คู่คดีอุทธรณ์ไปยังผู้พิพากษาในลำดับชั้นสูงกว่าเพื่อการแก้ไขคำตัดสินเดิม ให้ผนวกสำเนาคำตัดสิน และให้ระบุเหตุผลของการอุทธรณ์
วรรค 2 หากฝ่ายอุทธรณ์ไม่สามารถหาสำเนาคำตัดสินเดิมจากศาลที่ตัดสินคดีภายในเวลาทำการ ในระหว่างนั้น กำหนดเวลาทำการดังกล่าวต้องสะดุดหยุดอยู่ และต้องระบุข้อขัดขวางต่อผู้พิพากษาอุทธรณ์ซึ่งต้องติดต่อผู้พิพากษาของศาลเดิมด้วยคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ของเขาโดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถ
วรรค 3 ขณะเดียวกัน ผู้พิพากษาของศาลเดิมต้องส่งสำเนาคดีไปยังศาลอุทธรณ์ ตามกฎหมายมาตรา 1474
มาตรา 1635 ให้ถือว่าการอุทธรณ์ถูกละทิ้งหากกำหนดเวลาสำหรับการอุทธรณ์ทั้งต่อผู้พิพากษาเดิมหรือผู้พิพากษาอุทธรณ์สิ้นสุดลงโดยไม่ได้ทำอะไร
มาตรา 1636 วรรค 1 ผู้พิพากษาอุทธรณ์สามารถยกเลิกการอุทธรณ์ โดยมีเหตุผลตามที่ระบุไว้ในกฎหมายมาตรา 1525
วรรค 2 หากการอุทธรณ์กระทำโดยผู้ปกป้องพันธะ หรือผู้ผดุงความยุติธรรมก็ให้ผู้ปกป้องพันธะหรือผู้ผดุงความยุติธรรมของศาลอุทธรณ์เป็นผู้บอกเลิกการอุทธรณ์นั้น เว้นไว้แต่ว่า กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 1637 วรรค 1 การอุทธรณ์ของโจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยฉันใด ในทางกลับกันการอุทธรณ์ของจำเลยก็เป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วยฉันนั้น
วรรค 2 หากมีจำเลยหรือโจทก์หลายคนและหากคำตัดสินถูกคัดค้านโดยคนเดียวเท่านั้นหรือคัดค้านต่อเพียงคนเดียวเท่านั้นของพวกเขาการคัดค้านนั้นให้ถือว่าทำโดยพวกเขาทุกคน และต่อพวกเขาทุกคน เมื่อไรก็ตามเมื่อเรื่องที่คัดค้านนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้ หรือมันเป็นข้อผูกมัดร่วมกัน
วรรค 3 หากการอุทธรณ์ทำโดยคู่คดีฝ่ายหนึ่งต่อส่วนหนึ่งของคำตัดสินคู่คดีอีกฝ่ายสามารถอุทธรณ์แทรกเกี่ยวกับส่วนอื่น ภายในกำหนดเวลา 15 วันนับจากวันที่รับการอุทธรณ์หลักถึงแม้ว่าวันกำหนดเวลาเพื่อการอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว
วรรค 4 เว้นไว้แต่ว่า มีหลักฐานตรงกันข้าม ให้สันนิษฐานว่า การอุทธรณ์ได้ทำต่อทุกส่วนของคำตัดสิน
มาตรา 1638 การอุทธรณ์ยับยั้งการปฏิบัติตามคำตัดสิน
มาตรา 1639 วรรค 1 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1638ไม่ให้ศาลอุทธรณ์รับมูลฟ้องใหม่ไม่แม้แต่โดยวิธีการเพิ่มมูลฟ้องที่เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นการกำหนดประเด็นปัญหาสามารถมุ่งไปยังเฉพาะว่าคำตัดสินเดิมจะถูกรับรองหรือแก้ไขไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
วรรค 2 ยิ่งไปกว่านั้น สามารถรับข้อหลักฐานพิสูจน์อันใหม่ได้ โดยเฉพาะตามกฎหมายมาตรา 1600
มาตรา 1640 กระบวนการศาลในระดับศาลอุทธรณ์ให้เป็นเหมือนกับศาลชั้นต้นโดยมีการปรับเปลี่ยนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามทันทีหลังจากได้กำหนดประเด็นปัญหาตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายมาตรา 1513 วรรค 1 และ1639 วรรค 1 แล้ว ต้องมีการอภิปรายให้เหตุผลเกี่ยวกับคดีและต้องออกคำตัดสิน เว้นไว้แต่ว่าบางครั้งต้องให้มีหลักฐานพิสูจน์ครบถ้วนเสียก่อน
ลักษณะ 9 คดีที่ถึงที่สุดแล้ว และการกลับคืนสู่สภาพเดิมทั้งหมดก่อนประกาศคำตัดสิน
