"Uniformity with God's Will"
โดย นักบุญอัลฟอนโซ ลีโกวรี
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com
แก่นแท้ของความครบครันคือการน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยามเจริญรุ่งเรืองหรือยามยากลำบาก ในยามเจริญรุ่งเรือง แม้แต่คนบาปก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะรวมตนเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ต้องเป็นนักบุญเท่านั้นจึงจะสามารถรวมตนเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ในยามที่สถานการณ์เลวร้ายและสร้างความเจ็บปวดต่อความรักตนเอง ความประพฤติของเราในสถานการณ์เช่นนี้คือเครื่องวัดความรักที่เรามีต่อพระเจ้า นักบุญยอห์นแห่งอาบีลามักจะกล่าวว่า คำว่า "ขอถวายพระพรแด่พระเจ้า" เพียงครั้งเดียวในยามยากลำบากนั้น มีค่ามากกว่าการแสดงความกตัญญูนับพันครั้งในยามเจริญรุ่งเรือง[1]
ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องรวมตัวเราเองให้เป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่เพียงแต่ในสิ่งที่มาจากพระหัตถ์ของพระองค์โดยตรง เช่น ความเจ็บป่วย ความอ้างว้าง ความยากจน หรือความตายของญาติพี่น้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทุกข์ทรมานที่เราได้รับจากน้ำมือมนุษย์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น การถูกดูหมิ่น ความอยุติธรรม การเสื่อมเสียชื่อเสียง การสูญเสียทรัพย์สินฝ่ายโลก และการเบียดเบียนทุกรูปแบบ ในโอกาสเหล่านี้ เราต้องจำไว้ว่า แม้พระเจ้าจะไม่ทรงประสงค์ให้เกิดบาป แต่พระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดความอัปยศ ความยากจน หรือความทุกข์ยากของเราตามแต่กรณี เป็นความจริงและเป็นข้อความเชื่อที่ว่า สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดขึ้นตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ดังที่ตรัสว่า "เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ปั้นความสว่างและสร้างความมืด ผู้สร้างสันติภาพและสร้างความทุกข์ยาก"[2] ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า ทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ร้าย เราเรียกความยากลำบากว่าสิ่งเลวร้าย แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีและก่อให้เกิดบุญกุศล เมื่อเราน้อมรับว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังที่ว่า "จะมีความทุกข์ยากใดในเมืองที่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงกระทำหรือ"[3] และ "สิ่งดีและสิ่งเลวร้าย ชีวิตและความตาย ความยากจนและความมั่งคั่ง ล้วนมาจากพระเจ้า"[4]
เป็นความจริงที่ว่า เมื่อมีผู้ทำผิดต่อเราอย่างอยุติธรรม พระเจ้าไม่ได้ทรงประสงค์ให้เขาทำบาป และพระองค์ไม่ได้ทรงมีส่วนร่วมในเจตนาร้ายของคนบาปนั้น แต่โดยทั่วไปแล้ว พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดการกระทำที่บุคคลนั้นทำร้ายเรา ปล้นเรา หรือทำให้เราได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นพระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดความเจ็บปวดที่เราได้รับอย่างแน่นอน และสิ่งนั้นถือว่ามาจากพระหัตถ์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับดาวิดว่า พระองค์จะเป็นผู้กำหนดสิ่งต่างๆ ที่ดาวิดจะต้องทนทุกข์จากน้ำมือของอับซาโลม ดังนี้ "เราจะให้เหตุร้ายเกิดขึ้นกับเจ้าจากบ้านของเจ้าเอง เราจะนำภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้าและมอบให้นางแก่เพื่อนบ้านของเจ้า"[5] ทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงบอกชาวยิวว่า เพื่อเป็นการลงโทษบาปของพวกเขา พระองค์จะทรงส่งชาวอัสซีเรียมาปล้นสะดมและนำความพินาศมาสู่พวกเขา ดังที่ตรัสว่า "อัสซีเรียเป็นไม้เรียวและไม้เท้าแห่งความกริ้วของเรา... เราจะส่งเขาไปริบข้าวของ"[6] นักบุญออกัสตินให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความนี้ว่า ความชั่วร้ายของชาวอัสซีเรียทำหน้าที่เป็นแส้ของพระเจ้าเพื่อเฆี่ยนตีชาวฮีบรู[7] และองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเองก็ตรัสกับนักบุญเปโตรว่า พระทรมานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ไม่ได้มาจากมนุษย์มากเท่ากับที่มาจากพระบิดาของพระองค์ ดังนี้ "ถ้วยที่พระบิดาทรงมอบให้เรา เราจะไม่ดื่มหรือ"[8]
เมื่อผู้ส่งสารมาแจ้งแก่โยบว่าชาวสะบาได้ปล้นทรัพย์สินและสังหารบุตรของท่าน ท่านกล่าวว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเอาคืนไป"[9] ท่านไม่ได้กล่าวว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานบุตรและทรัพย์สินแก่ข้าพเจ้า และชาวสะบาได้แย่งชิงไป แต่ท่านตระหนักดีว่าความยากลำบากนั้นเกิดขึ้นกับท่านตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ดังนั้นท่านจึงกล่าวเสริมว่า "สิ่งใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย สิ่งนั้นก็สำเร็จไป ขอถวายพระพรแด่พระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า"[10] ดังนั้น เราจึงไม่ควรคิดว่าความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับเราเป็นความบังเอิญหรือมาจากความมุ่งร้ายของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เราควรเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีเรื่องเล่าว่า มรณสักขีสองท่านคือเอปิคเตตัสและอาโธ ขณะที่ถูกทรมานด้วยการใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวร่างกายและเผาด้วยคบเพลิงที่ลุกโชน พวกท่านยังคงกล่าวซ้ำๆ ว่า "ขอให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในตัวข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าข้า" เมื่อมาถึงสถานที่ประหารชีวิต พวกท่านร้องตะโกนว่า "ข้าแต่พระเจ้าผู้สถิตนิรันดร ขอถวายพระพรแด่พระองค์ ที่น้ำพระทัยของพระองค์ได้สำเร็จไปอย่างสมบูรณ์ในตัวพวกข้าพเจ้า"[11]
เซซาเรียสได้เน้นย้ำสิ่งที่เรากำลังกล่าวถึง โดยยกเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของนักบวชท่านหนึ่ง ภายนอกนั้นการถือศีลวัตรของท่านก็เหมือนกับนักบวชคนอื่นๆ แต่ท่านได้บรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ในระดับที่เพียงแค่สัมผัสเสื้อผ้าของท่าน ผู้ป่วยก็ได้รับการรักษาให้หาย เนื่องจากชีวิตของท่านไม่ได้ดูเป็นแบบอย่างมากไปกว่าชีวิตของนักบวชคนอื่นๆ อธิการจึงประหลาดใจกับกิจการเหล่านี้ และวันหนึ่งได้ถามท่านว่าอะไรคือสาเหตุของอัศจรรย์เหล่านี้
ท่านตอบว่าท่านเองก็งงงวยและไม่รู้จะอธิบายเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร
อธิการจึงถามว่า "ท่านปฏิบัติกิจศรัทธาใดบ้าง" ท่านตอบว่าท่านแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษเลย นอกจากการตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะปรารถนาเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนา และพระเจ้าได้ประทานพระหรรษทานให้ท่านละทิ้งความตั้งใจของตนเองเพื่อมอบแด่น้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง
นักบวชท่านนั้นกล่าวเสริมว่า "ความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าพองโต และความยากลำบากก็ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าท้อแท้ ข้าพเจ้ามุ่งการภาวนาทั้งหมดของข้าพเจ้าไปสู่เป้าหมายที่ว่า ขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จไปอย่างสมบูรณ์ในตัวข้าพเจ้าและโดยทางข้าพเจ้า"
อธิการจึงซักถามว่า "การโจมตีที่ศัตรูของเรากระทำต่ออารามเมื่อวันก่อน ซึ่งเสบียงของเราถูกปล้น ยุ้งฉางของเราถูกเผา และฝูงสัตว์ของเราถูกต้อนไป ความโชคร้ายนี้ไม่ได้ทำให้ท่านรู้สึกโกรธเคืองบ้างเลยหรือ"
ท่านตอบว่า "ไม่เลย คุณพ่อ ในทางตรงกันข้าม ข้าพเจ้าได้ขอบพระคุณพระเจ้า ตามที่ข้าพเจ้ามักจะทำในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าพระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่ง หรือทรงอนุญาตให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์และเพื่อผลดีที่ยิ่งใหญ่กว่าสำหรับพวกเรา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีสันติสุขเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม"
เมื่อเห็นถึงการเป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้าเช่นนี้ อธิการก็ไม่สงสัยอีกต่อไปว่าทำไมนักบวชท่านนี้จึงทำอัศจรรย์ได้มากมาย[12]
อ้างอิงท้ายเรื่อง
- St. John Avil. Letters 41.
- อสย. 45:6-7 (Isaiah 45:6, 7)
- อมส. 3:6 (Amos 3:6)
- บสร. 11:14 (Ecclesiasticus/Sirach 11:14)
- 2 ซมอ. 12:11 (2 Samuel 12:11 - ในต้นฉบับคือ 2 Kings ตามฉบับวัลเกต ซึ่งตรงกับ 2 Samuel ในปัจจุบัน)
- อสย. 10:5-6 (Isaiah 10:5, 6)
- St. Aug. in Ps. 73.
- ยน. 18:11 (John 18:11)
- โยบ 1:21 (Job 1:21)
- อ้างแล้ว (Ibid.)
- ML (Vitae Patrum) 73-402, etc.
- Caesarius Dial. distin. 10 cap. 9.
saint alphonsus mary de liguori
a founder of Redemptiorist order
ท่านกำลังอ่าน
2. เป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่ง