เขียนโดย
- พระสังฆราช รัฟฟาเอลโล มาร์ติเนลลี -
แปลและเรียบเรียงโดย
Faith4Thai.com
คำว่า “พระวรสาร”
หรือ “ข่าวดี” (Gospel) แปลว่าอะไร?
![]()
คำว่า "Gospel" หรือพระวรสาร มาจากภาษากรีกคำว่า อีแวนเจริออน “ευαγγέλιον” (evangelion) ซึ่งแปลว่า "ข่าวดี" ข่าวดีที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับพระชนมชีพและการเทศนาสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ พระบุตรแต่องค์เดียวของพระเจ้าที่ทรงรับเอากายมาเป็นมนุษย์
ในสมัยของพระเยซูเจ้า จักรพรรดิโรมันใช้คำว่า "ข่าวดี" สำหรับการประกาศพระราชโองการ ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นเช่นไร ก็จะถูกเรียกว่าเป็น 'ข่าวดี' หรือประกาศแห่งความรอดพ้น เพราะถือว่าจักรพรรดิคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของโลก และทุกพระราชโองการล้วนเป็นสิ่งดีงาม การนำคำนี้มาใช้กับการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้า จึงมีความหมายเชิงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ประหนึ่งเป็นการประกาศว่า พระเจ้าต่างหาก ไม่ใช่จักรพรรดิ ที่เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของโลก และพระวรสารที่แท้จริงคือพระวรสารของพระเยซูคริสต์ (อ้างอิงจากบทเทศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก่อนสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว 27 มกราคม 2008)
พระวรสารมีกี่ฉบับ และมีอะไรบ้าง?
![]()
มีทั้งหมด 4 ฉบับ ได้แก่ พระวรสารตามคำบอกเล่าของ นักบุญมัทธิว (มธ), นักบุญมาระโก (มก), นักบุญลูกา (ลก) และนักบุญยอห์น (ยน)
พระวรสารทั้งสี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ โดยเฉพาะในภาคพันธสัญญาใหม่ จัดอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ ซึ่งหมายถึง "รายชื่อของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่พระศาสนจักรให้การยอมรับผ่านทางธรรมประเพณีของอัครสาวก สารบบนี้ประกอบด้วยพันธสัญญาเดิม 46 เล่ม และพันธสัญญาใหม่ 27 เล่ม" (หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกแบบสรุป ข้อ 20)
พระศาสนจักรคือบรรทัดฐานที่มั่นคงในการตัดสินว่าหนังสือเล่มใดอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ พระศาสนจักรคาทอลิก ภายใต้การนำของพระจิตแห่งความจริง เป็นผู้พิทักษ์รักษาแหล่งความจริงที่ทรงเผยแสดงและกฎเกณฑ์แห่งความเชื่ออย่างแท้จริง เป็นผู้กำหนดว่าหนังสือเล่มใดควรได้รับการยอมรับว่าเป็นของแท้ในสารบบพระคัมภีร์
พระวรสารเขียนขึ้นเมื่อใด?
![]()
พระวรสารทั้งสี่ฉบับเขียนขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 60 ถึง 100
ทำไมถึงมีแค่สี่ฉบับ?
มีเพียงสี่ฉบับเท่านั้น เพราะธรรมประเพณีของอัครสาวกนำพาให้พระศาสนจักรวินิจฉัยว่า พระวรสารทั้งสี่ฉบับนี้เท่านั้นที่ควรถูกรวมไว้ในรายชื่อของหนังสือศักดิ์สิทธิ์
นักบุญอีเรเนอุส บิชอปแห่งเมืองลียงและมรณสักขี ได้กล่าวไว้ในบทความอันโด่งดังช่วงปลายศตวรรษที่ 2 ว่า "เนื่องจากโลกมีสี่ทิศและมีลมหลักสี่สาย... พระวจนาตถ์ผู้ทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่ง...เมื่อทรงเผยแสดงพระองค์เองแก่มนุษย์ ได้ประทานพระวรสารแก่เราในรูปแบบสี่ประการ แต่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยพระจิตเจ้าองค์เดียว"
ธรรมประเพณีของอัครสาวก (Apostolic Tradition) คืออะไร?
ธรรมประเพณีของอัครสาวกมีสองสาขา คือ:
1. การถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าอย่างมีชีวิต หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ธรรมประเพณี" (Tradition)
2. พระคัมภีร์ (Sacred Scripture) ซึ่งก็คือการประกาศถึงความรอดพ้นแบบเดียวกัน แต่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
ทั้งสองมีความเชื่อมโยงและสื่อสารกันอย่างใกล้ชิด ทั้งคู่ทำให้ธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าประทับอยู่และเกิดผลในพระศาสนจักร และต่างก็มาจากแหล่งกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน ประกอบกันเป็นขุมทรัพย์แห่งความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งพระศาสนจักรตักตวงเอาความแน่ใจเกี่ยวกับความจริงทั้งปวงที่ทรงเผยแสดงมาจากขุมทรัพย์นี้ "ดังนั้น ทั้งธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์จึงต้องได้รับการยอมรับและเคารพเทิดทูนด้วยความศรัทธาและความเคารพในระดับเดียวกัน" (Dei Verbum ข้อ 9)
พระคัมภีร์, ธรรมประเพณี
และอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร (Magisterium)
มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
ทั้งสามสิ่งนี้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแนบแน่นจนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ "ทั้งสามสิ่งนี้ทำงานร่วมกัน แต่ละสิ่งตามวิถีทางของตน ภายใต้การนำของพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน ต่างมีส่วนเกื้อกูลอย่างทรงประสิทธิภาพต่อการนำความรอดพ้นมาสู่วิญญาณ" (หนังสือคำสอนฯ แบบสรุป ข้อ 17)
เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับผู้เขียนพระวรสารทั้งสี่?
![]()
ตามธรรมประเพณี นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับผู้เขียน:
นักบุญมาระโก (Mark)
มักถูกระบุว่าเป็น "ชายหนุ่ม...นุ่งห่มเพียงผ้าป่านผืนเดียว" ที่พยายามติดตามพระเยซูหลังจากการจับกุมพระองค์ (มก 14:51-52) ต่อมาเขาได้เป็นศิษย์ของนักบุญเปโตร และยังได้ติดตามนักบุญเปาโลในการเดินทางแพร่ธรรมครั้งหนึ่งด้วย
นักบุญมัทธิว (Matthew)
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เลวี ท่านเป็นหนึ่งในอัครสาวก เคยเป็นคนเก็บภาษี พระเยซูเจ้าทรงเรียกท่านขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี
นักบุญลูกา (Luke)
เป็นศิษย์ของนักบุญเปาโล ติดตามท่านไปในการเดินทางบางครั้ง เชื่อกันว่าท่านเป็นผู้เขียนหนังสือกิจการอัครสาวกด้วย ท่านเป็นแพทย์ น่าจะมาจากเมืองอันทิโอก ตามธรรมประเพณี ท่านยังได้วาดภาพเหมือนของพระนางมารีย์พรหมจารีอีกด้วย
นักบุญยอห์น (John)
ในพระวรสาร ท่านมักเรียกตัวเองว่า "ศิษย์ที่พระเยซูทรงรัก" แม้ธรรมประเพณีจะระบุว่าบุคคลนี้คือยอห์น บุตรของเศเบดี แต่นักวิชาการสมัยใหม่ส่วนใหญ่มองว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนข้อสรุปนี้ (NAB)
พระวรสารมีความสำคัญอย่างไรต่อคริสตชน?
![]()
"ในพันธสัญญาใหม่ พระวรสารทั้งสี่ของมัทธิว มาระโก ลูกา และยอห์น คือหัวใจของพระคัมภีร์ทั้งหมด เพราะเป็นพยานหลักถึงพระชนมชีพและคำสอนของพระเยซู ด้วยเหตุนี้ พระวรสารจึงมีตำแหน่งอันเป็นเอกลักษณ์ในพระศาสนจักร" (หนังสือคำสอนฯ แบบสรุป ข้อ 22)
ในขณะเดียวกัน ต้องจำไว้ว่า:
พระวาจาของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพระคัมภีร์ แม้พระคัมภีร์จะเป็นพยานที่สำคัญยิ่ง แต่พระวาจานั้นอยู่เหนือกว่าการถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ ความจริงแล้ว พระวาจาของพระเจ้าคือบุคคล คือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระวจนาตถ์รับสภาพมนุษย์อย่างสมบูรณ์และเด็ดขาด
ศาสนาคริสต์ไม่ใช่ "ศาสนาแห่งคัมภีร์" (religion of the Book) โดยตรง แม้ว่าประจักษ์พยานในพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระเยซูจะมีความสำคัญและขาดไม่ได้ก็ตาม ศาสนาคริสต์คือ "ศาสนาแห่งบุคคล" นั่นคือ บุคคลของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นหนทางที่พระบิดาเจ้าทรงเผยแสดงและสื่อสารกับเราผ่านทางพระจิตเจ้า
พระวรสารเกิดขึ้นได้อย่างไร?
![]()
วิวัฒนาการของพระวรสารแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่:
1. พระชนมชีพและคำสอนของพระเยซู
พระเยซูไม่ได้ทิ้งอะไรไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พระองค์ทรงเทศนาและสั่งสอน ทรงเลือกและฝึกอบรมบรรดาศิษย์ โดยเฉพาะอัครสาวกทั้งสิบสอง พวกเขาใช้เวลาสามปีในการรับฟังพระองค์ ในยุคนั้น การเทศน์สอนจากความจำถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้เขียนบันทึกได้สะดวก
2. ธรรมประเพณีและการบอกเล่า
หลังจากการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเป็นเจ้า บรรดาอัครสาวกได้ถ่ายทอดสิ่งที่พระองค์ตรัสและทรงกระทำให้ผู้ฟังได้รับรู้ ด้วยความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นหลังจากการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสต์ และแสงสว่างจากพระจิตเจ้า (Dei Verbum ข้อ 19) อัครสาวกปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเยซูที่ว่า "จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต" (มธ 28:19) ในการปฏิบัติตามพระบัญชานี้ พวกเขาได้ประกาศเรื่องราวที่ได้เห็นมากับตา ทั้งพระวาจาและคำสอน โดยเฉพาะต่อผู้ที่ไม่เคยรู้จักพระองค์ ความทรงจำและเรื่องราวของพระเยซู คำสอน และปาฏิหาริย์ต่างๆ ถูกส่งต่ออย่างซื่อสัตย์ จนเกิดเป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ชัดเจน เช่น ในปี ค.ศ. 40 พระศาสนจักรมีการร้องเพลงสดุดีที่ปรากฏในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวฟีลิปปี: "พระองค์ทรงมีพระธรรมชาติพระเจ้า แต่ไม่ได้ทรงถือว่าความเป็นพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ต้องยึดไว้" (ฟป 2:6)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเทศน์สอนนี้:
- กลุ่มคริสตชนไม่ได้สร้างเนื้อหาขึ้นมาเอง แต่เป็นผู้เรียบเรียงรูปแบบทางวรรณกรรม
- เนื้อหานี้อ้างอิงจากคำพยานที่เชื่อถือได้ของผู้เห็นเหตุการณ์จริง
- ได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดโดยกลุ่มอัครสาวกในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งให้ความสำคัญกับความซื่อตรงต่อความทรงจำเกี่ยวกับพระเยซู
3. พระวรสารลายลักษณ์อักษร
คำสอนของอัครสาวกไม่ได้หยุดอยู่แค่การบอกเล่า แต่เริ่มถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงปี ค.ศ. 60 ถึง 100 ผู้แต่งได้เลือกสรรเนื้อหาบางส่วนจากที่มีการบอกเล่าหรือบันทึกไว้ นำมาสรุป ขยายความให้เหมาะกับบริบทของกลุ่มคริสตชนในแต่ละแห่ง โดยยังคงรักษารูปแบบการประกาศข่าวดีไว้ และบอกเล่าความจริงเกี่ยวกับพระเยซูอย่างซื่อตรง (Dei Verbum ข้อ 19) เหตุผลในการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรมาจากความจำเป็นของกลุ่มคริสตชนยุคแรก ได้แก่:
- พิธีกรรม: ต้องการข้อความสำหรับอ่านในการประกอบพิธี
- การสอนคำสอน: ครูคำสอนต้องการข้อความอ้างอิงเพื่อใช้สอน
- งานแพร่ธรรม: การประกาศข่าวดีแก่ผู้ไม่เชื่อ จำเป็นต้องมีสิ่งที่ช่วยเตือนความจำถึงคำสอนและพระดำรัสของพระเยซู
- การกำหนดหลักปฏิบัติด้านศีลธรรม: เพื่อเป็นแนวทางให้คริสตชนเมื่อต้องเผชิญกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่แตกต่าง
- การป้องกันตัวเอง: จากข้อกล่าวหา การใส่ร้าย และความเข้าใจผิดที่กลุ่มคริสตชนได้รับจากทั้งชาวยิวและคนต่างศาสนา
มีความต่อเนื่องระหว่างการเทศน์สอนของพระเยซู
การเทศน์สอนของอัครสาวก
และการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ในพระวรสาร
![]()
ในเรื่องราวของพระวรสาร มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง: "หัวใจสำคัญของความเชื่อในพระคัมภีร์คือเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง... พระคัมภีร์ไม่ได้เล่าเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสื่อถึงความจริงเหนือประวัติศาสตร์ แต่ตั้งอยู่บนประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้... กิจกรรมของพระเยซูไม่ได้เกิดขึ้นใน 'ช่วงเวลาแห่งตำนาน' ที่ไม่สามารถระบุได้ แต่เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สามารถระบุวันที่ได้อย่างชัดเจน..."
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของพระจิตเจ้า ดังที่พระเยซูทรงสัญญาไว้: "พระผู้บรรเทา คือ พระจิตเจ้าซึ่งพระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทุกสิ่งและจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน" (ยน 14:25-26) และ "พระองค์จะทรงให้เราได้รับสิริรุ่งโรจน์ เพราะพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านรู้สิ่งที่เป็นของเรา" (ยน 16:14)
พระวรสารสืบทอดผ่านกาลเวลามาได้อย่างไร?
![]()
เริ่มต้นจากการคัดลอกด้วยมือ (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 60) ด้วยภาษากรีกแบบ คอนเน - Koine (ภาษากรีกแบบง่ายที่ใช้กันทั่วไปในสมัยนั้น) ต้นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดของพระวรสาร เช่นเดียวกับพันธสัญญาใหม่ทั้งหมด ล้วนตกทอดมาถึงเราในภาษากรีก ปาปิรุส ซึ่งมีอายุระหว่างปี ค.ศ. 175 ถึง 225 ถือเป็นต้นฉบับพระวรสารลูกาและยอห์นที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รอดมาได้ หลังจากนั้น ในช่วงศตวรรษที่ 2-3 พระวรสารได้รับการแปลจากภาษากรีกเป็นภาษาละติน "โคเดก วาติกานุส" - Codex Vaticanus (ศตวรรษที่ 4) เป็นพระคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่สืบทอดมาถึงเรา ต่อมาเมื่อมีการคิดค้นแท่นพิมพ์ตัวเรียง (เริ่มในปี 1516) การคัดลอกด้วยมือก็ถูกแทนที่ด้วยการพิมพ์
ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 2 นักบุญจัสติน ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "การปกป้องคำสอน" - Apology (ค.ศ. 160) ว่า บันทึกความทรงจำของอัครสาวกถูกเรียกว่า "พระวรสาร" นี่เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเทศน์สอนมาเป็นพระวรสารแบบลายลักษณ์อักษร
พระวรสารมีที่มาจากอัครสาวกจริงหรือ?
![]()
พระศาสนจักรยืนยันสิ่งนี้ในฐานะข้อความเชื่อ "พระศาสนจักรยึดมั่นเสมอมาและทุกหนทุกแห่งว่า พระวรสารทั้งสี่มีต้นกำเนิดมาจากอัครสาวก เพราะสิ่งที่บรรดาอัครสาวกเทศน์สอนตามพระบัญชาของพระคริสตเจ้านั้น ต่อมาพวกท่านและบุรุษผู้ร่วมงานกับท่าน ภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า ได้ถ่ายทอดเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่เรา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความเชื่อ นั่นคือ พระวรสารทั้งสี่..." (Dei Verbum ข้อ 18)
พระวรสารเป็น "ประวัติศาสตร์" ในแง่ใด?
![]()
พระวรสารเป็นประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่า ได้รายงานกิจการและพระวาจาของพระเยซูเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ภายใต้แสงสว่างแห่งการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ และภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า "พระมารดาพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นอย่างแน่วแน่และคงเส้นคงวาเสมอมาว่า พระวรสารทั้งสี่ฉบับ...ได้ถ่ายทอดอย่างซื่อตรงถึงสิ่งที่พระเยซูคริสตเจ้า ขณะทรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ได้ทรงกระทำและทรงสั่งสอนจริงๆ เพื่อความรอดพ้นนิรันดรของพวกเขา จนถึงวันที่พระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์" (Dei Verbum ข้อ 19)
ต้องจำไว้ว่า พระวรสารถูกเขียนขึ้นในยุคที่อัครสาวกและคนอีกมากมายที่เคยรู้จัก เคยฟัง และเคยใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูยังคงมีชีวิตอยู่ รวมถึงผู้ที่เคยรู้จักและใช้ชีวิตร่วมกับอัครสาวกด้วย พวกเขาจึงสามารถตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ถูกสอนและเขียนขึ้นนั้นเป็นความจริงหรือไม่ และอย่าลืมว่า หลายคนยอมสละชีพเป็นมรณสักขี แทนที่จะปฏิเสธความจงรักภักดีต่อพระคริสต์ (เช่น การเบียดเบียนคริสตชนในปี ค.ศ. 64 โดยจักรพรรดิเนโร)
เพื่อรับประกันความเป็นประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ต่างๆ ยังมีเกณฑ์เสริมอื่นๆ อีก (เช่น เกณฑ์การมีพยานรู้เห็นหลายแหล่ง, ความไม่ขัดแย้งกันเอง, ความต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง, ความสอดคล้องกัน ฯลฯ) ที่สามารถให้ความมั่นใจในเชิงศีลธรรมถึงความเป็นประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เล่าไว้ในพระวรสาร
อะไรคือเกณฑ์ตัดสินความแท้จริงของพระวรสาร?
![]()
เกณฑ์พื้นฐาน: การยอมรับของพระศาสนจักร ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้าผ่านทางพระจิต การยอมรับนี้เริ่มตั้งแต่กลุ่มคริสตชนกลุ่มแรกในศตวรรษที่ 1 และได้รับการยืนยันจากพระศาสนจักรในศตวรรษต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน
เกณฑ์ภววิสัย (Objective criteria):
- มีที่มาจากอัครสาวก
- มีความซื่อสัตย์อย่างแท้จริงต่อสิ่งที่พระเยซูตรัสและทรงกระทำ
- เป็นประจักษ์พยานของผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง
พระวรสารเป็นหนังสือที่ได้รับการดลใจในแง่ใด?
![]()
"ความจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผย ซึ่งบรรจุและนำเสนอในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า พระมารดาพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์...ถือว่าหนังสือทุกเล่มทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ครบถ้วนทุกส่วน เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์และอยู่ในสารบบ เนื่องจากถูกเขียนขึ้นภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า จึงมีพระเจ้าเป็นผู้แต่ง และได้ถูกมอบให้แก่พระศาสนจักรในฐานะผลงานของพระเจ้า ในการเขียนหนังสือศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงเลือกมนุษย์ และขณะที่ทรงใช้พวกเขา พระองค์ทรงให้พวกเขาใช้สติปัญญาและความสามารถของตน เพื่อที่ว่าเมื่อพระองค์ทรงกระทำการในพวกเขาและผ่านทางพวกเขาแล้ว พวกเขาในฐานะผู้เขียนที่แท้จริง จะได้บันทึกทุกสิ่ง และเฉพาะสิ่ง ที่พระองค์ทรงประสงค์ลงเป็นลายลักษณ์อักษร" (Dei Verbum ข้อ 11)
เรารู้ได้อย่างไรว่าพระวรสารสอนความจริง?
![]()
เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งพระวรสาร ดังนั้น พระวรสารจึงสอนความจริงที่จำเป็นต่อความรอดพ้นของเราอย่างไม่มีข้อผิดพลาด "ดังนั้น เนื่องจากทุกสิ่งที่ผู้แต่งหรือผู้เขียนศักดิ์สิทธิ์ได้ยืนยันไว้ ต้องถือว่าเป็นการยืนยันของพระจิตเจ้า จึงสรุปได้ว่า หนังสือในพระคัมภีร์ต้องได้รับการยอมรับว่าสอนความจริง ซึ่งพระเจ้าทรงประสงค์ให้บันทึกไว้ในหนังสือศักดิ์สิทธิ์เพื่อเห็นแก่ความรอดพ้นของเรา อย่างมั่นคง ซื่อสัตย์ และปราศจากข้อผิดพลาด..." (Dei Verbum ข้อ 11)
ลักษณะเด่นของพระวรสารแต่ละฉบับมีอะไรบ้าง?
![]()
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก
เชื่อว่าเป็นฉบับที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาสี่ฉบับ คาดว่าเขียนขึ้นในราวปี ค.ศ. 64 (หรือ 34 ปีหลังจากที่คาดว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์) มีลักษณะเป็นแบบการเล่าเรื่อง (narrative) เต็มไปด้วยรายละเอียดและสะท้อนภาพของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในสมัยพระเยซูได้ดี กลุ่มเป้าหมายคือคริสตชนที่ไม่ใช่ชาวยิว น่าจะเป็นชาวโรม ผู้แต่งคือมาระโก คนที่เปโตรคุ้นเคย และต่อมาได้ติดตามเปาโลและบารนาบัส ลักษณะเด่นส่วนหนึ่งคือการใช้คำว่า "หนทาง" เพื่อสื่อถึงการเดินทางของพระเยซูไปยังกรุงเยรูซาเล็ม สู่ความสำเร็จแห่งธรรมล้ำลึกปัสกา
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว
มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ฟังที่มีเชื้อสายยิว เห็นได้จากการอ้างอิงพันธสัญญาเดิมบ่อยครั้ง ตามธรรมประเพณี ผู้แต่งคือหนึ่งในอัครสาวกทั้งสิบสอง ที่ถูกเรียกว่ามัทธิว (คนเก็บภาษี) หรือเลวี พระวรสารฉบับนี้เต็มไปด้วยอุปมาและบทเทศน์ยาวๆ 5 บทของพระเยซู รวมถึง "บทเทศน์บนภูเขา" อันโด่งดัง (5:1-7, 29) มักถูกมองว่าเน้นหนักในเรื่องคุณค่าทางศีลธรรมมากที่สุด และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจากทุกวัฒนธรรมและศาสนามาหลายศตวรรษ
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญลูกา
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานชิ้นใหญ่ โดยอีกส่วนคือกิจการอัครสาวก ทั้งสองเล่มเขียนโดยผู้แต่งคนเดียวกัน ใช้รูปแบบเดียวกัน และส่งถึงผู้รับคนเดียวกัน คือ "เธโอฟีลัส" (Theophilus) ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ปรากฏในที่อื่นอีกเลย (แปลว่า "เพื่อนของพระเจ้า" ในภาษากรีก) ตามธรรมประเพณี ผู้แต่งคือลูกา ผู้ติดตามนักบุญเปาโลในการเดินทางบางครั้ง หัวใจของหนังสือคือพันธกิจของพระเยซูในกรุงเยรูซาเล็ม, การประกาศเริ่มต้นยุคใหม่, การไถ่บาปให้มนุษยชาติ, และความรักต่อคนยากจน
พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น
แตกต่างจากฉบับอื่นมาก แม้แต่ในด้านรูปแบบการเขียน มีอุปมาและปาฏิหาริย์น้อยกว่ามาก และไม่มีการพูดถึงการตั้งศีลมหาสนิท, บทข้าแต่พระบิดา, หรือผู้เป็นสุข (Beatitudes) มีการใช้คำศัพท์ใหม่ๆ เพื่อเรียกพระเยซู (เช่น "พระวจนาตถ์ของพระเจ้า") ออริเจน (Origen) นักเขียนคริสตชนผู้ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 3 กล่าวถึงพระวรสารฉบับนี้ว่า "ดอกไม้ของพระคัมภีร์ทั้งหมดคือพระวรสาร และดอกไม้ของพระวรสารก็คือสิ่งที่ยอห์นถ่ายทอดมาถึงเรา ซึ่งเป็นความหมายอันลึกซึ้งและซ่อนเร้นที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เลย"