(The Little Flowers of St. Francis)
หน้าปกของหนังสือ ดอกไม้เล็ก ๆ ของนักบุญฟรังซิส จารึกไว้ว่า "หนังสือเล่มนี้รวบรวมดอกไม้เล็ก ๆ นานาพันธุ์ อย่างอัศจรรย์ และเป็นเรื่องราวอันสร้างแรงบันดาลใจของชายยากจนตัวเล็ก ๆ แต่กลับมีความรุ่งโรจน์ของพระคริสต์ นั่นคือ นักบุญฟรังซิส และบรรดาสหายผู้ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน" ผลงานชิ้นนี้เขียนขึ้นโดย ภราดา อูโกลิโน ดิ มอนเต ซานตา มาเรีย (Brother Ugolino di Monte Santa Maria) นักบวชฟรังซิสกันชาวอิตาลี ในช่วงปี ค.ศ. 1330 หรือราวหนึ่งร้อยปีหลังจากที่นักบุญฟรังซิสสิ้นใจ ดังนั้น หนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองมรดกทางจิตวิญญาณของคณะฟรังซิสกัน
หนังสือเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องราวอันน่าประทับใจของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ซึ่งนอกเหนือจากจุดประสงค์เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์แล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าตัวท่านเองได้เป็นภาพสะท้อนที่มีชีวิต ของพระพรพิเศษแห่งคณะนักบวชที่ท่านก่อตั้งขึ้นได้อย่างไร ในช่วงต้นของหนังสือ มีการเล่าถึงบทเทศน์อันโด่งดังที่ท่านสอนฝูงนก ซึ่งส่องสว่างให้เห็นถึงเทววิทยาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
"พี่น้องนกตัวน้อยของข้าพเจ้า พวกเจ้าเป็นหนี้พระเจ้าผู้สร้างของเจ้าอย่างมาก และพวกเจ้าต้องสรรเสริญพระองค์ทุกที่ทุกเวลา เพราะพระองค์ประทานอิสระให้พวกเจ้าบินไปได้ทุกแห่งหน พระผู้สร้างทรงรักพวกเจ้ามาก จึงประทานสิ่งดีงามมากมายแก่พวกเจ้า"
นักบุญฟรังซิสยกย่องเอกสิทธิ์ในการบินของนกว่าเป็นผลที่แท้จริงของ "ความยากจน" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์แบบฟรังซิสกัน ความยากจนอันศักดิ์สิทธิ์นี้เอง "ที่ร่วมเดินทางไปกับพระคริสต์บนไม้กางเขน ถูกฝังพร้อมกับพระคริสต์ในคูหา และกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์ เพราะแม้ในชีวิตนี้ ความยากจนก็ยังประทานความสามารถในการบินสู่สวรรค์แก่จิตวิญญาณที่รักนาง และนางเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้รักษาเกราะแห่งความถ่อมตนและความรักอันแท้จริง"
การสยบสัญชาตญาณดิบ
ด้วยพระหรรษทาน
![]()
หมาป่าดุร้ายแห่งกุบบิโอ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยขยายความเข้าใจของชีวิตฝ่ายจิตแบบฟรังซิสกัน หมาป่าที่ดุร้ายนี้ มันขู่จะกลืนกินทุกชีวิตในหมู่บ้านเพราะมัน "หิวโซจนบ้าคลั่ง" ในแง่หนึ่ง หมาป่าเป็นตัวแทนของความดุร้ายในธรรมชาติมนุษย์ที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา และพฤติกรรมที่เราจะทำหากเราถูกปล่อยไว้ตามลำพังโดยปราศจากพระหรรษทาน แต่นักบุญฟรังซิสผู้เปี่ยมด้วยพระหรรษทานไม่กลัวที่จะเข้าไป "ในที่ที่หมาป่าอาศัยอยู่" ในวินาทีที่สัตว์ร้ายขู่จะโจมตีท่าน ท่านได้ทำเครื่องหมายกางเขน ทันใดนั้น "หมาป่าก็หุบขากรรไกรอันน่าสะพรึงกลัวและหยุดวิ่ง มันก้มหัวลงและหมอบอยู่แทบเท้าของนักบุญ ราวกับว่ามันได้กลายเป็นลูกแกะไปแล้ว"
"การกลับใจ" ที่เกิดขึ้นจากอำนาจของไม้กางเขนนี้ สมบูรณ์แบบได้ด้วยคำสัญญา ฟรังซิสกล่าวว่า "พี่หมาป่า ฉันสัญญาว่าฉันจะให้ชาวเมืองนี้ให้อาหารแกทุกวันตราบเท่าที่แกยังอยู่ เพื่อที่แกจะได้ไม่ต้องทนทุกข์จากความหิวโหยอีกต่อไป" ผู้แต่งเล่าว่า
"หมาป่ามีชีวิตอยู่อีกสองปี และมันเดินไปตามบ้านเพื่อขออาหาร มันไม่ทำร้ายใคร และไม่มีใครทำร้ายมัน ผู้คนให้อาหารมันด้วยความสุภาพอ่อนโยน และสิ่งที่น่าทึ่งคือไม่มีสุนัขสักตัวเดียวที่เห่าใส่มันเลย ต่อมาหมาป่าก็แก่ตาย และผู้คนต่างก็เสียใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มันเดินผ่านเมือง ความมีน้ำใจและอดทนอย่างสันติของมัน จะทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญฟรังซิส"
สิ่งที่เคยถูกหวาดกลัวเพราะความดุร้าย ได้กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและเป็นที่รักใคร่ นี่คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของพระหรรษทาน "หากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ก้อนหินและหน้าผาตกลงมาจากสวรรค์ดั่งสายฝน มันก็จะไม่ทำอันตรายเราเลยหากเราเป็นในสิ่งที่เราควรจะเป็น หากมนุษย์เป็นในสิ่งที่เขาควรจะเป็น ความชั่วร้ายก็จะถูกเปลี่ยนเป็นความดีสำหรับเขา"
การเผชิญหน้ากับ
การประจญและความอ่อนแอ
![]()
ความสามารถของนักบุญฟรังซิสในการสยบสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีจากสัตว์ป่า ท่านยังสามารถรับมือกับการโจมตีจากมนุษย์ด้วยกันได้อย่างยอดเยี่ยม ครั้งหนึ่งเมื่อท่านกำลังเทศน์สอนชาวซาราเซน มีหญิงคนหนึ่งที่ "หน้าตาและรูปร่างงดงามมาก แต่จิตใจและวิญญาณกลับโสมมยิ่งนัก" มายั่วยวนท่าน เพื่อตอบสนองต่อข้อเสนออันเย้ายวนนั้น นักบุญฟรังซิสกล่าวว่า "หากเธอต้องการให้ฉันทำในสิ่งที่เธอต้องการ เธอก็ต้องทำในสิ่งที่ฉันต้องการด้วยเช่นกัน" จากนั้นท่านก็ "เปลื้องผ้าออกจนเปลือยเปล่าและโยนตัวเองลงบนกองไฟในเตาผิงราวกับว่าเป็นเตียงนอน แล้วท่านก็เรียกเธอว่า 'ถอดเสื้อผ้าแล้วรีบมาสนุกกับเตียงที่ยอดเยี่ยมนี้สิ เพราะเธอต้องอยู่ที่นี่หากเธอต้องการจะเชื่อฟังฉัน!'" ความตกใจจากคำเชิญชวนอันเหนือธรรมชาติทำให้หญิงคนนั้นสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ซึ่งนำไปสู่การที่เธอได้กลายเป็นเครื่องมือในการนำผู้อื่นกลับใจในเวลาต่อมา
นักบุญฟรังซิสได้รับความเข้มแข็งและความมั่นใจในการเผชิญหน้าเพื่อเอาชนะความชั่วร้ายตามธรรมชาติมาจากไหน? คำตอบคือมาจากการมีส่วนร่วมในพระทรมานของพระคริสต์เป็นการส่วนตัว บนร่างกายของท่าน ท่านได้แบกรับ รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ (The Stigmata) ซึ่งเป็นบาดแผลจากการถูกตรึงกางเขนของพระผู้เป็นเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยจุดประสงค์ของพระหรรษทานนี้แก่ท่านว่า "เราได้มอบรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระทรมานของเราแก่เจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นผู้ถือธงนำทัพของเรา" และแม้ท่านจะพยายามอย่างหนักที่จะซ่อนบาดแผลเหล่านั้นจากสายตาผู้อื่น แต่ผู้คนที่พบเห็นก็อดไม่ได้ที่จะสัมผัสถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าที่หลั่งไหลออกมาจากบาดแผลเหล่านั้น
การพลีกรรมทรมานตนเองที่นักบุญฟรังซิสได้รับทางร่างกาย ช่วยให้ท่านเห็นถึงความสำคัญของการให้เนื้อหนังอยู่ใต้อำนาจของจิตวิญญาณ ด้วยความเข้าใจนี้ ท่านจึงสามารถควบคุมการประจญได้อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อภราดาลีโอถูกรุมเร้าด้วยการประจญทางจิตวิญญาณ นักบุญฟรังซิสได้ให้ความมั่นใจว่า "ฉันยิ่งรักท่านมากขึ้น เมื่อท่านถูกโจมตีด้วยการประจญ ฉันบอกท่านตามจริงว่า ไม่มีใครควรคิดว่าตนเองเป็นเพื่อนที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า จนกว่าเขาจะผ่านการประจญและความยากลำบากมามากมาย" เพราะ "ยิ่งมนุษย์มีพระหรรษทานมากเท่าใด ปีศาจก็ยิ่งโจมตีเขามากเท่านั้น"
เราไม่ควรแปลกใจกับวิธีการโจมตีของปีศาจ เพราะ "เมื่อปีศาจไม่สามารถทำร้ายและสร้างความวุ่นวายให้กับคนศักดิ์สิทธิ์และดีพร้อมด้วยความหวาดกลัวได้ พวกมันก็จะหันไปใช้อีกวิธีหนึ่งและการประจญอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือ ความจองหองและความหยิ่งทะนง" ในเรื่องนี้ ภราดาไจล์สได้เตือนไว้ว่า
-
"ฉันพบผู้คนมากมายที่ทำงานเพื่อร่างกายของตน และมีเพียงไม่กี่คนที่ทำงานเพื่อจิตวิญญาณของตน..."
-
"เนื้อหนังของเราเปรียบเสมือนหมูที่วิ่งรี่ลงไปในโคลนอย่างกระตือรือร้นและสนุกสนานกับการอยู่ในโคลน..."
-
"เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะได้รับพระหรรษทานหากเขาไม่ละทิ้งความลุ่มหลงในกามารมณ์..."
-
"หากมนุษย์ไม่เตรียมที่ทางสำหรับพระเจ้าไว้ในตัวเอง เขาจะไม่มีวันพบที่ทางในหมู่สิ่งสร้างของพระเจ้าเลย"
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่การล่วงละเมิดเพียงเล็กน้อยก็ต้องระวังและหลีกเลี่ยง เพราะ "จากบาปเพียงเล็กน้อย มนุษย์อาจสูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่สำหรับจิตวิญญาณของตนได้"
การรู้จักตนเอง
และพระเมตตาของพระเจ้า
![]()
กุญแจสำคัญในการจัดการกับการประจญคือ การรู้จักตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้เราตระหนักถึงข้อบกพร่องของเราอยู่เสมอ "ผู้ที่มองเห็นบาปของตนเองอยู่เสมอจะไม่ย่อท้อในความยากลำบากใด ๆ... ความสุขแท้เป็นของผู้ที่มองเห็นบาปของตนและความดีงามของพระเจ้าอยู่เสมอ และอดทนต่อความยากลำบากและความวุ่นวายทั้งปวง เพราะเขาสามารถตั้งตารอความบรรเทาใจอันยิ่งใหญ่ได้"
ในขณะเดียวกัน การมองตนเองด้วยความถ่อมตนก็ต้องได้รับการปรับสมดุลด้วยความจริงแห่งพระเมตตาของพระเจ้าเสมอ "คุณต้องเชื่อเสมอว่า อำนาจในการให้อภัยของพระเจ้านั้น ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจในการทำบาปของคุณ"
หนังสือ ดอกไม้เล็ก ๆ เล่าเรื่องราวของนักบวชที่ป่วยคนหนึ่งซึ่งปล่อยให้ตนเองถูกปีศาจแบล็กเมล์ด้วยบาป
"แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าความทุกข์ทรมานอื่น ๆ ทั้งหมดคือ ปีศาจตนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ถือม้วนกระดาษขนาดใหญ่ที่จารึกบาป ความผิดพลาด และความล้มเหลวทั้งทางความคิดและการกระทำทั้งหมดของเขา และปีศาจก็พูดกับเขาว่า 'เพราะสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เจ้าคิด พูด และทำ เจ้าจึงถูกตัดสินให้ลงไปสู่ก้นบึ้งของนรก!' และนักบวชที่ป่วยคนนั้นก็ลืมสิ่งดี ๆ ทั้งหมดที่เขาเคยทำ และลืมไปว่าเขาเป็นใครหรือเคยอยู่ในคณะนักบวช"
เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นว่า การรู้จักตนเองอย่างแท้จริงนั้น ต้องพึ่งพาความไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้ามากเพียงใด หากปราศจากสิ่งนี้ เราก็จะหลงลืมและสงสัย ไม่เพียงแต่ในกิจการดีของเรา แต่ยังลุกลามไปถึงกระแสเรียกจากพระเจ้าด้วย ภราดาแมทธิวเข้ามาช่วยเหลือนักบวชที่ป่วยคนนั้น "ท่านจำไม่ได้หรือว่าพระเมตตาของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าบาปทั้งหมดในโลก และพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ได้ทรงจ่ายราคาที่ประเมินค่ามิได้แด่พระเจ้าพระบิดา เพื่อไถ่บาปพวกเรา?" คำเตือนของเขาตั้งใจที่จะเยียวยาและพยุงจิตใจเราในยามที่เราถูกความสิ้นหวังรุมเร้าเช่นกัน
"ไม่มีคนบาปคนใดควรสิ้นหวังในพระเมตตาของพระเจ้าตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่ เพราะแทบจะไม่มีต้นไม้ต้นใดที่มีหนามและเป็นปมมากเสียจนมนุษย์ไม่สามารถทำให้มันเรียบและสวยงามได้ เช่นเดียวกัน ไม่มีคนบาปคนใดในโลกนี้ที่เลวร้ายจนพระเจ้าไม่สามารถประดับประดาเขาด้วยพระหรรษทานและคุณธรรมในหลากหลายวิธีได้"
ความแห้งแล้งฝ่ายจิต
และการมอบความวางใจ
![]()
อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรท้อแท้หากการเติบโตในพระหรรษทานต้องใช้เวลาหรือเกิดขึ้นอย่างไม่ชัดเจน ดังกรณีของนักบวชคนหนึ่ง "พระเจ้าทรงพอพระทัยในความดีงามของพระองค์ ที่จะถอนแสงสว่างและไฟแห่งความรักศักดิ์สิทธิ์ไปจากเขา และลิดรอนความบรรเทาใจฝ่ายจิตทั้งหมดของเขา ปล่อยให้เขาปราศจากความรักหรือแสงสว่าง และรู้สึกน่าสมเพช หดหู่ และโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง" แต่ถึงอย่างไร พระญาณเอื้ออาทรและพระประสงค์อันเปี่ยมด้วยความรักของพระเจ้ากำลังทำงานอย่างเต็มที่ในห้วงเวลาแห่งความแห้งแล้งเช่นนี้ เพราะ "ความปรารถนาของคนศักดิ์สิทธิ์จะทวีความรักและบุญกุศลมากขึ้น เมื่อพระเจ้าทรงประวิงเวลาในการตอบสนองความปรารถนานั้น"
เมื่อตกอยู่ในความแห้งแล้งฝ่ายจิต ความยากจนแบบฟรังซิสกันจะกระตุ้นให้เรามอบความกังวลและความทะเยอทะยานของเราแด่พระเจ้า ด้วยความหวังที่แน่นอนว่าพระองค์จะประทานทุกสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อจะได้ศักดิ์สิทธิ์และมีความสุข ด้วยเหตุนี้ "นักบุญฟรังซิสจึงไม่ค่อยชอบมดมากนัก เพราะพวกมันกังวลกับการสะสมอาหารมากเกินไป แต่ท่านชอบนกมากกว่า เพราะพวกมันไม่สะสมอาหารไว้ในยุ้งฉาง" ตัวนักบุญฟรังซิสเองได้เรียนรู้บทเรียนนี้อย่างลึกซึ้งผ่านประสบการณ์ของการมีรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง "ทำให้เนื้อหนังและประสาทสัมผัสทางกายของท่านเจ็บปวดอย่างเหลือทน" ทำให้ความแข็งแรงทางร่างกายของท่านลดลงจนท่านไม่สามารถรับผิดชอบในการปกครองคณะนักบวชได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุด คำพูดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาของชาวนาธรรมดาคนหนึ่งที่กล่าวกับนักบุญฟรังซิส ได้ดึงดูดใจทุกคนที่มุ่งมั่นในเส้นทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์แบบฟรังซิสกัน นั่นคือ "จงพยายามเป็นคนดีให้ได้เท่ากับที่ทุกคนคิดว่าท่านเป็น เพราะมีผู้คนมากมายที่มีความศรัทธาในตัวท่านอย่างยิ่ง ดังนั้น ฉันขอแนะนำท่านว่า "อย่าปล่อยให้มีสิ่งใดในตัวท่าน แตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากท่านเลย"
บทภาวนา
ข้าแต่พระผู้สร้างสรรพสิ่ง ลูกขอเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยใจถ่อมและตระหนักถึงความอ่อนแอของตนเอง ขอโปรดประทานพระหรรษทานเพื่อสยบสัญชาตญาณดิบและกิเลสตัณหาภายในใจลูก ให้ลูกรู้จักละทิ้งความยึดติดทางโลกและน้อมรับความยากจนศักดิ์สิทธิ์ ดั่งนกน้อยที่โบยบินอย่างอิสระและวางใจในพระญาณเอื้ออาทรของพระองค์เสมอ ขอโปรดอย่าให้ลูกหลงระเริงไปกับความสุขทางเนื้อหนัง แต่ให้ลูกหมั่นขัดเกลาวิญญาณ เพื่อเตรียมพื้นที่ในหัวใจให้เป็นที่ประทับอันคู่ควรของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
ในยามที่ลูกต้องเผชิญกับการประจญ ความอ่อนแอ หรือความแห้งแล้งฝ่ายจิต ขอโปรดให้ลูกจดจำไว้เสมอว่า พระเมตตาของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่าความผิดบาปทั้งปวง ขอประทานความเข้มแข็งให้ลูกอดทนต่อความยากลำบาก และมอบความกังวลทั้งสิ้นไว้กับพระองค์ เพื่อให้ลูกสามารถดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมตน เป็นคนดีอย่างแท้จริงทั้งต่อหน้าและลับหลัง และเป็นเครื่องมือแห่งสันติสุขที่ส่งต่อความรักของพระองค์ไปสู่ผู้อื่น โดยคำเสนอวิงวอนของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี อาแมน
ดอกไม้เล็ก ๆ ของนักบุญฟรังซิส