Skip to main content
คำนำผู้แปล

เมื่อเราได้ยินคำว่า "นักบุญ" หลายคนอาจจะนึกถึงภาพของบุคคลศักดิ์สิทธิ์ที่ทำอัศจรรย์ หรือผู้ที่สละทางโลกไปใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัดในอาราม จนบางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่า "ความศักดิ์สิทธิ์" เป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราจะเอื้อมถึงได้ แต่แท้จริงแล้ว กระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นของทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นฆราวาสที่ต้องดิ้นรนทำงานและดูแลครอบครัวอยู่ท่ามกลางโลกใบนี้ หรือเป็นนักบวชที่อุทิศตน เราต่างก็ได้รับคำเชิญให้ก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกัน

หนังสือ "มาเป็นนักบุญกันเถอะ" เล่มนี้ เป็นการรวบรวมและถ่ายทอดผลงานเขียนชิ้นเอกทางชีวิตฝ่ายจิต (Spiritual Classics) ของบรรดานักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระศาสนจักรคาทอลิก จุดประสงค์ของการรวบรวมงานเขียนเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เราประทับใจในความวิเศษของพวกท่าน แต่เพื่อให้เราได้ "เรียนรู้" จากชีวิต คำสอน และการต่อสู้ดิ้นรนของพวกท่าน

บรรดานักบุญไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ท่านเหล่านั้นก็คือมนุษย์ธรรมดาที่มีข้อบกพร่อง มีความอ่อนแอ และต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากพวกเรา ดังเช่น นักบุญออกัสตินที่ต้องต่อสู้กับบาปและความต้องการทางเนื้อหนังก่อนที่จะกลับใจ หรือภราดาลอว์เรนซ์ที่ค้นพบความศักดิ์สิทธิ์และการประทับอยู่ของพระเจ้า ท่ามกลางการทำงานที่แสนจะธรรมดาในห้องครัวของอาราม สิ่งที่ทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นนักบุญ ไม่ใช่การไม่เคยทำผิดพลาด แต่คือความไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้า และการดำเนินชีวิตตามความเชื่อผ่าน การฝึกฝนฝ่ายจิต (Spiritual life) อย่างสม่ำเสมอ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ "มาเป็นนักบุญกันเถอะ" จะเป็นเพื่อนร่วมทาง เป็นแสงสว่าง และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านทุกท่านได้เริ่มต้น หรือก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งการฝึกฝนชีวิตฝ่ายจิตในรูปแบบของตนเอง เพื่อที่เราจะได้ค้นพบว่า ความศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม และพระเจ้าทรงประทับอยู่กับเราเสมอ

เป้าหมายสูงสุดของการเป็นคริสตชน คือการได้กลับไปอยู่กับพระเจ้า... ดังนั้น เรา "มาเป็นนักบุญกันเถอะ" ครับ!

faith4thai.com

บทนำโดยผู้เขียน

(How to Read Classics of Catholic Spirituality)

หากมีเอกสารที่จ่าหน้าซองส่งถึงเราว่า "เรื่องด่วน" ซึ่งเรียกร้องให้เราเปิดอ่านทันที ใครบ้างจะไม่รีบเปิดดูโดยทันทีทันใด เพราะหากเราเพิกเฉย เราอาจจะพลาดข่าวสารที่สำหรับ ไม่ว่าจะเป็นบิลที่ต้องจ่าย คำฟ้องทางกฎหมาย ฯลฯ แต่สำหรับเนื้อหาที่ความสำคัญไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเวลาล่ะ? เราไม่ควรหรือที่จะให้ความสนใจอย่างกระตือรือร้นเช่นเดียวกัน? 

สำหรับการเจริญชีวิตฝ่ายจิต เราผู้มีความเชื่อต่างเห็นพ้องว่ามีความสำคัญ แต่จะมีสักกี่คนที่ให้ความสำคัญ จริงจัง หรือเห็นคุณค่าว่าเป็นสิ่งที่ "เร่งด่วน" ในชีวิต หรือเราจะคิดว่า "ความศักดิ์สิทธิ์" เป็นเรื่องไกลตัวของงปุตุชนธรรมดาๆ อย่างเราเรา ผู้เขียนจึงของเชิญชวนให้เราอ่านวรรณกรรมฝ่ายจิตที่เรียกว่า "คลาสิค" ในธรรมเนียมประเพณีของคาทอลิก

หนึ่งในขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดของธรรมประเพณีคาทอลิก คือ คลังเอกสารฝ่ายจิตคลาสสิก (Classic spiritual texts) แล้วอะไรคือความ "คลาสสิก"? ชาร์ลส์-โอกุสแต็ง แซงต์-เบิฟ (Charles-Augustin Sainte-Beuve) นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ได้นิยามไว้ดังนี้:

"ความคลาสสิกที่แท้จริง คือผู้แต่งที่ได้ยกระดับจิตใจมนุษย์ ผู้ที่ได้เพิ่มพูนขุมทรัพย์ทางปัญญาอย่างแท้จริง ผู้ที่ทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นหนึ่ง ผู้ที่ได้ค้นพบความจริงทางศีลธรรมอันชัดเจน หรือได้เข้าถึงความปรารถนาอันเป็นนิรันดร์ในหัวใจที่ดูเหมือนว่าถูกค้นพบและสำรวจมาหมดแล้วอีกครั้ง ผู้ที่ได้ถ่ายทอดความคิด การสังเกต หรือการค้นพบของตน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด แต่มีความกว้างขวาง ลึกซึ้ง มีเหตุผล สติสัมปชัญญะ และงดงามในตัวเอง ผู้ที่ได้พูดกับทุกคนด้วยสไตล์ของตนเองแต่ยังคงเป็นของคนทั้งโลก เป็นสไตล์ที่แปลกใหม่โดยไม่ต้องประดิษฐ์คำใหม่ เป็นทั้งของใหม่และของโบราณ ที่สามารถอยู่ร่วมกับทุกยุคสมัยได้อย่างง่ายดาย"

จากคำนิยามนี้ เราสามารถสรุปจุดประสงค์ของความคลาสสิกได้ นั่นคือ เพื่อเพิ่มพูนคลังความรู้ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำถึงความจริงทางศีลธรรม เพื่อพัฒนาสิ่งที่เราเรียนรู้โดยการยกระดับและผลักดันความคิดของมนุษย์ให้ก้าวหน้า และในกระบวนการนั้น ยังช่วยจุดประกายความรู้สึกที่หลับใหลเกี่ยวกับความจริงที่เราให้คุณค่าให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เป้าหมายนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับงานเขียนคลาสสิกฝ่ายจิตของคาทอลิก

ความคลาสสิกที่แท้จริง คืองานที่ผ่านการทดสอบของกาลเวลา โดยก้าวข้ามเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มและความสนใจที่แคบเกินไป ความเกี่ยวข้องของงานเหล่านี้เข้าถึงไกลเกินกว่ายุคสมัยของผู้แต่ง เพื่อจะพูดอย่างหนักแน่นถึงคำถามและข้อกังวลของผู้คนในทุกยุคทุกสมัย ดังที่ แซงต์-เบิฟ เขียนไว้ว่า:

"แนวคิดเรื่องความคลาสสิกนั้นแฝงไว้ซึ่งสิ่งที่มีความต่อเนื่องและหนักแน่น ซึ่งก่อตัวเป็นภาพรวมและสร้างธรรมประเพณี เป็นสิ่งที่มี 'การเรียบเรียง' ถูกส่งทอดไปยังชนรุ่นหลัง และคงอยู่ตลอดไป"

สิ่งที่งานคลาสสิกบอกกล่าวนั้นมีคุณค่าต่อทุกคน และวิธีการนำเสนอก็ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ งานคลาสสิกที่แท้จริงจึงทั้งยืนยงและเป็นที่รัก

งานคลาสสิกท้าทายให้เรามองข้ามประสบการณ์ส่วนตัวที่จำกัดและมาตรฐานทางสังคมที่ถูกกำหนดไว้ มันเรียกร้องให้เราวางใจในขอบเขตการมองเห็นของผู้ที่มาก่อนเรา แม้จะมีระยะห่างทางประวัติศาสตร์ก็ตาม มันกระตุ้นให้เรากล้าที่จะพึ่งพาสิทธิอำนาจ ความน่าชื่นชม และพระปรีชาญาณของผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับความวิตกกังวลในโลกสมัยใหม่ของเรา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากขุมทรัพย์แห่งงานคลาสสิก เราควรคำนึงถึงแนวทางปฏิบัติพื้นฐาน 3 ประการ:

ประการแรก ในการอ่านงานคลาสสิกคาทอลิก เราต้องเตือนตัวเองเสมอว่า มันถูกเขียนขึ้นทำไม หนังสือทุกเล่มย่อมถูกเขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์เฉพาะในใจเสมอ มันตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ดังนั้น เมื่อหยิบงานคลาสสิกขึ้นมา สิ่งแรกที่เราควรทำคือการระบุวัตถุประสงค์ของผู้แต่ง ซึ่งทำได้โดยการพิจารณาภูมิหลังและบริบทของหนังสือเล่มนั้น

เราจะเข้าใจจุดประสงค์ของงานคลาสสิกได้ดีขึ้นเมื่อเราสังเกตถึง ลักษณะของเนื้อหา ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มนี้มีลักษณะเชิงปกป้องความเชื่อ (Apologetic) หรือไม่? หรือเน้นไปที่การประกาศข่าวดี (Evangelical) เพื่อกระตุ้นหัวใจของเราให้เกิดความเชื่อ? หรือบางทีอาจเป็นเชิงคำสอน (Catechetical) เพื่อมุ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจหลักคำสอนเฉพาะเจาะจงลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น ในการอ่านงานคลาสสิก เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าผู้แต่งต้องการบรรลุสิ่งใด สิ่งนี้จะช่วยปกป้องเราจากการถูกล่อลวงให้ยัดเยียดความคิดของเราเองลงไปในตัวบท (Reading into it)

ประการที่สอง เราต้องยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อใคร ใครคือกลุ่มผู้อ่านของผู้แต่ง? ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงมีความสำคัญต่อพวกเขา? เกิดอะไรขึ้นในชีวิตของพวกเขา? ด้วยการพยายามหลอมรวมตัวเราเข้ากับประสบการณ์ของกลุ่มเป้าหมายนั้น เราจะสามารถซาบซึ้งกับทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของเนื้อหาได้อย่างแท้จริง เพราะเราไม่ใช่กลุ่มคนที่ผู้แต่งคิดถึงในตอนที่เขียน บางครั้งเรามักจะลืมความจริงข้อนี้และรู้สึกหงุดหงิดเมื่องานเขียนของผู้แต่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการในปัจจุบันของเราได้อย่างตรงจุด อย่างไรก็ตาม มันไม่ยุติธรรมเลยที่จะพยายามอ่านงานคลาสสิกจากมุมมองของเราเพียงอย่างเดียว แต่ความรับผิดชอบของเราคือการดึงเอาความหมายที่ยังคงเกี่ยวข้องออกมา และนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราต่างหาก

ประการที่สาม เราต้องพิจารณาถึง ปัจจัยทางวัฒนธรรม ที่มีอิทธิพลต่องานนั้น ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราอาจจะรู้สึกไม่ชอบหนังสือเก่า ๆ เพราะสไตล์วรรณกรรมที่ดูแปลกหู ถึงกระนั้น เพื่อที่จะเข้าสู่โลกแห่งงานคลาสสิก เราถูกขอให้ปรับทัศนคติให้รู้จักให้อภัย ซึ่งจะช่วยให้เรามองข้ามข้อจำกัดทางวรรณกรรม สำนวนที่ดูขัดเขิน และแนวคิดที่ล้าสมัยไปได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากงานคลาสสิก เราต้องยอมรับทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่อาจจะไม่คุ้นเคย พลังงานที่เราต้องใช้ในเรื่องนี้นั้นคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดของเรา ดังที่ แซงต์-เบิฟ เตือนเราว่า:

"มีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต เมื่อการเดินทางร่อนเร่ของเราสิ้นสุดลงและเราได้รับประสบการณ์ทั้งหมดมาแล้ว จะไม่มีความสุขใดที่ลึกซึ้งไปกว่าการได้ศึกษาและลงลึกในสิ่งที่เรารู้ เพื่อลิ้มรสสิ่งที่เราได้ชิม เช่นเดียวกับเมื่อคุณได้มองดูคนที่คุณรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือความปีติยินดีอันบริสุทธิ์ที่สุดของจิตใจและรสนิยมที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว และในตอนนั้นเองที่คำว่า 'คลาสสิก' จะได้รับความหมายที่แท้จริงของมัน"

น่าเสียดายที่ความสุขฝ่ายจิตเฉพาะตัวที่งานคลาสสิกคาทอลิกมอบให้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะประจักษ์ชัดได้ด้วยตนเอง ดังนั้น จุดมุ่งหมายเฉพาะของหนังสือเล่มนี้คือ การนำเสนอการไตร่ตรองทางเทววิทยาและคู่มือปฏิบัติสำหรับผลงานคาทอลิกที่ยิ่งใหญ่หลายชิ้น หนังสือเล่มนี้พยายามแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องที่สำคัญยิ่งของงานเขียนคลาสสิกแห่งชีวิตฝ่ายจิตคาทอลิก ต่อการดำเนินชีวิตความเชื่อในยุคปัจจุบัน สรุปสั้น ๆ คือ หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อโน้มน้าวให้เราเติบโตขึ้นในการเห็นคุณค่าของเสียงที่นำหน้าเราไป เพื่อทำให้ความเชื่อที่เราประกาศด้วยเสียงของเราเองลึกซึ้งยิ่งขึ้น

บางครั้ง ความเข้าใจในอดีตก็สาดส่องแสงสว่างที่ดีที่สุดให้กับความสับสนในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นการกระทำที่สะท้อนความเป็นคาทอลิกอย่างแท้จริง ที่จะพึ่งพารูปแบบแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเปิดเผยแก่เราโดยนักเขียนฝ่ายจิตผู้โดดเด่นแห่งพระศาสนจักร เพราะจากผู้เขียนคลาสสิกเหล่านี้ "ดวงวิญญาณที่ดีงามและโบราณกาล" ผู้ซึ่ง "คืนความคิดของเรากลับมาให้เราด้วยความบริบูรณ์และวุฒิภาวะอย่างเต็มเปี่ยม" เราจะได้รับ "มิตรภาพอันมั่นคงที่จะไม่มีวันทอดทิ้งเรา และความรู้สึกถึงความเงียบสงบและความอ่อนหวานที่เกิดขึ้นเป็นนิสัย ซึ่งช่วยประนีประนอมเรา...ให้เข้ากับมนุษยชาติและตัวเราเอง"

พระปรีชาญาณของงานคลาสสิกคาทอลิก กระตุ้นให้เราดึงหนังสือที่ถูกละเลยเหล่านั้นลงมาจากชั้นวาง ปัดฝุ่นที่เกาะหนาออกไป และอ่านระหว่างบรรทัดว่า แม้ข้อเขียนนี้จะเป็น "เอกสารไร้กาลเวลา" แต่ "โปรดเปิดโดยอ่านทันที" 

Peter John Cameron OP