Skip to main content

BOOK

“ พ่อเจ้าอาวาส แห่งอาร์ส “

บทที่ 14 ว่าด้วยการสวดภาวนา

 

คำสอนของเราสอนเรา ลูกเอ๋ย ว่าการสวดภาวนาคือการยกระดับ คือการนำความคิดและหัวใจของเราไปสู่พระเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงทราบถึงความต้องการของเรา และเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เรามองไม่เห็นพระเจ้าผู้ประเสริฐ ลูกเอ๋ย แต่พระองค์ทรงทอดพระเนตรเรา พระองค์ทรงได้ยินเรา พระองค์ทรงประสงค์ให้เรายกระดับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในตัวเราขึ้นไปหาพระองค์ นั่นคือความคิดและหัวใจของเรา เมื่อเราสวดภาวนาอย่างตั้งใจ ด้วยความถ่อมตนทั้งทางความคิดและหัวใจ เราได้ละทิ้งโลกนี้ เราลอยขึ้นสู่สวรรค์ เราแทรกซึมเข้าไปในอ้อมพระอุระของพระเจ้า เราไปสนทนากับบรรดาทูตสวรรค์และนักบุญ บรรดานักบุญไปถึงสวรรค์ได้ก็ด้วยการสวดภาวนา และเราก็จะไปถึงที่นั่นได้ด้วยการสวดภาวนาเช่นกัน ใช่แล้ว ลูกเอ๋ย การสวดภาวนาคือบ่อเกิดแห่งพระหรรษทานทั้งมวล เป็นมารดาของคุณธรรมทั้งปวง เป็นวิถีทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นสากลที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราใช้เพื่อไปหาพระองค์ พระองค์ตรัสกับเราว่า “จงขอ แล้วท่านจะได้รับ” ไม่มีใครนอกจากพระเจ้าที่สามารถให้สัญญาเช่นนี้และรักษาสัญญาได้ ดูสิ พระเจ้าผู้ประเสริฐไม่ได้ตรัสกับเราว่า “จงขอสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วเราจะประทานให้” แต่พระองค์ตรัสโดยรวมว่า “หากพวกท่านขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน” โอ้ ลูกเอ๋ย! คำสัญญานี้ไม่ควรจะทำให้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจ และทำให้เราสวดภาวนาอย่างร้อนรนไปตลอดชีวิตอันน่าสงสารของเราหรือ? เราไม่ควรจะรู้สึกละอายใจในความเกียจคร้านของเรา ในความเฉยเมยต่อการสวดภาวนาของเราหรือ ในเมื่อพระผู้ช่วยให้รอดผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเรา ผู้ทรงเป็นผู้แจกจ่ายพระหรรษทานทั้งมวล ได้ทรงประทานแบบอย่างอันน่าประทับใจของการสวดภาวนาให้แก่เรา? เพราะลูกรู้ใช่ไหมว่าพระวรสารบอกเราว่าพระองค์ทรงสวดภาวนาบ่อยครั้ง และถึงขั้นใช้เวลาตลอดทั้งคืนเพื่อสวดภาวนา? เรามีความชอบธรรม มีความศักดิ์สิทธิ์เท่ากับพระผู้ช่วยให้รอดพระองค์นี้หรือไม่? เราไม่มีพระหรรษทานใดที่จะต้องทูลขอเลยหรือ? ให้เราพิจารณาตัวเอง ให้เราไตร่ตรองดูเถิด ความต้องการทางวิญญาณและทางร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของเราไม่ได้เตือนเราให้หันไปพึ่งพาพระองค์ผู้เดียวที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้หรอกหรือ? มีศัตรูมากมายเพียงใดที่เราต้องเอาชนะ ทั้งปีศาจ โลก และตัวเราเอง มีนิสัยที่ไม่ดีมากมายเพียงใดที่เราต้องเอาชนะ มีกิเลสตัณหามากมายเพียงใดที่เราต้องปราบปราม มีบาปมากมายเพียงใดที่เราต้องลบล้าง! ในสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวและเจ็บปวดเช่นนี้ เราเหลืออะไรบ้างล่ะ ลูกเอ๋ย? ชุดเกราะของบรรดานักบุญ นั่นคือการสวดภาวนา คุณธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งขาดไม่ได้ทั้งสำหรับคริสตชนที่ดีและคริสตชนที่เลวร้าย...

มันอยู่ในวิสัยที่ทั้งคนไม่รู้หนังสือและผู้คงแก่เรียนสามารถเข้าถึงได้ เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้สำหรับทั้งคนเรียบง่ายและผู้รู้แจ้ง มันเป็นคุณธรรมของมนุษยชาติทั้งหมด มันเป็นศาสตร์ของสัตบุรุษทุกคน! ทุกคนบนโลกที่มีหัวใจ ทุกคนที่มีสติสัมปชัญญะ ควรรักและสวดภาวนาต่อพระเจ้า หันไปพึ่งพระองค์เมื่อพระองค์ทรงพระพิโรธ ขอบพระคุณพระองค์เมื่อพระองค์ทรงประทานความโปรดปราน ถ่อมตนลงเมื่อพระองค์ทรงลงทัณฑ์

ดูสิ ลูกเอ๋ย เราเป็นคนยากจนที่ได้รับการสอนให้ขอทานฝ่ายจิตวิญญาณ แต่เราก็ไม่ยอมขอ เราเป็นคนป่วยที่ได้รับการสัญญาว่าจะได้รับการรักษา แต่เราก็ไม่ยอมขอ พระเจ้าผู้ประเสริฐไม่ได้เรียกร้องให้เราสวดบทภาวนาที่สละสลวย แต่เรียกร้องให้เราสวดภาวนาที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจของเรา

ครั้งหนึ่ง นักบุญอิกเนเชียสกำลังเดินทางร่วมกับเพื่อนหลายคน แต่ละคนแบกถุงเล็กๆ ไว้บนหลัง ซึ่งบรรจุสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับการเดินทาง คริสตชนที่ดีคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพวกท่านเหน็ดเหนื่อย ก็รู้สึกได้รับการดลใจอยู่ภายในให้เข้าไปช่วยเหลือพวกท่าน เขาจึงขอร้องพวกท่านให้ยอมให้เขาช่วยแบกสัมภาระ พวกท่านจึงยอมตามคำขอร้องของเขา เมื่อพวกท่านมาถึงโรงแรม ชายผู้ติดตามพวกท่านมา เมื่อเห็นว่าบรรดาคุณพ่อคุกเข่าลงห่างกันเล็กน้อยเพื่อสวดภาวนา เขาก็คุกเข่าลงเช่นกัน เมื่อบรรดาคุณพ่อลุกขึ้น พวกท่านรู้สึกประหลาดใจที่เห็นว่าชายคนนี้ยังคงหมอบกราบอยู่ตลอดเวลาที่พวกท่านสวดภาวนา พวกท่านจึงแสดงความประหลาดใจและถามเขาว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ คำตอบของเขาสร้างความศรัทธาให้กับพวกท่านเป็นอย่างมาก เพราะเขากล่าวว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากพูดว่า บรรดาผู้ที่สวดภาวนาอย่างศรัทธาถึงเพียงนี้ล้วนเป็นนักบุญ ส่วนผมเป็นเพียงสัตว์พาหนะของพวกท่าน ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! ข้าพเจ้ามีความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่พวกท่านทำ ข้าพเจ้าขอทูลต่อพระองค์ในทุกสิ่งที่พวกท่านได้ทูล” ถ้อยคำเหล่านี้กลายเป็นคำพูดที่เขาใช้เป็นประจำในเวลาต่อมา และเขาก็บรรลุถึงระดับการสวดภาวนาอันสูงส่งด้วยวิธีนี้ ดังนั้น ลูกเอ๋ย ลูกจะเห็นได้ว่าไม่มีใครเลยที่ไม่สามารถสวดภาวนาได้ และสามารถสวดภาวนาได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ท่ามกลางการทำงานที่หนักหน่วงที่สุด หรือในช่วงเวลาพักผ่อน ในชนบท ที่บ้าน หรือระหว่างการเดินทาง พระเจ้าผู้ประเสริฐทรงพร้อมเสมอในทุกหนทุกแห่งที่จะรับฟังคำภาวนาของลูก ขอเพียงแค่ลูกทูลต่อพระองค์ด้วยความเชื่อและความถ่อมตน

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

BOOK

ท่านกำลังอ่าน

“ บทที่ 14 ว่าด้วยการสวดภาวนา ”