เขียนโดย
- พระสังฆราช รัฟฟาเอลโล มาร์ติเนลลี -
แปลและเรียบเรียงโดย
Faith4Thai.com
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ เพราะบุคคลและสิ่งเหล่านี้เรียกร้องเรา ได้แก่ พระเจ้าพระบิดา พระเยซูคริสต์ พระจิตเจ้า พระวรสาร มนุษย์ คริสตชน พระศาสนจักร และสังคมในปัจจุบัน
พระเจ้าพระบิดา ทรงปรารถนาให้มีการประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ แก่ทุกคน ด้วยเหตุผลใด? เพราะพระเจ้า
“ทรงประสงค์ให้ทุกคน
ได้รับความรอดพ้นและรู้ความจริง”
(1 ทิโมธี 2:4)
ดังนั้น
- พระองค์จึงทรงส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระวจนาตถ์ที่สมบูรณ์และเด็ดขาดที่สุด อีกทั้งยังเป็นพระผู้ไถ่ของเรา
- พระองค์ประทานพระจิตเจ้า ซึ่งทำให้เราสามารถเชื่อในพระคริสตเจ้า และเรียกพระเจ้าว่า "พระบิดา" ได้
พระเจ้าทรงปรารถนาให้ทุกคน
รู้จักพระบุตรของพระองค์ด้วยวิธีใด?
![]()
พระเจ้าทรงจารึกความปรารถนาที่จะรู้จักและรักพระองค์ไว้ในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์ และพระองค์ไม่เคยหยุดที่จะดึงดูดทุกคนเข้าหาพระองค์ ผ่านทางพระบุตรในพระจิตเจ้า ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงมอบหมายภารกิจนี้แก่มนุษย์ ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกให้มาเป็นประชากรของพระองค์หรือก็คือพระศาสนจักร ให้ทำหน้าที่ประกาศพระบุตรให้เป็นที่รู้จัก และส่งต่อความรอดพ้นที่พระบุตรทรงกระทำให้สำเร็จ
พระเยซูคริสต์เสด็จมาในโลกนี้เพื่อให้ทุกคน
“มีชีวิต และมีอย่างสมบูรณ์” (ยอห์น 10:10)
พระคริสตเจ้า ทรงทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร?
![]()
- พระองค์ทรงประกาศ "ข่าวดี" แก่ทุกคน และทรงสละพระชนมชีพโดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน “เพื่อท่านและเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย สำหรับอภัยบาป” (ดู มัทธิว 26:28)
- ก่อนที่จะเสด็จกลับไปหาพระบิดา พระองค์ทรงมอบพระบัญชานี้แก่บรรดาศิษย์ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต” (มัทธิว 28:19)
- พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงแตกต่างจากผู้อื่น และทรงเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเหมือน!
ทำไมพระเยซูคริสต์จึงทรงเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเหมือน?
เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า ทรงร่วมพระธรรมชาติเดียว (consubstantial) กับพระบิดา ดังที่ว่า “เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) ในพระคริสตเจ้า พระเจ้าพระบิดาได้ตรัสบอกและประทานทุกสิ่งแก่เราแล้ว
ดังนั้น พระองค์ และพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่
- นำเราให้รู้จักพระเจ้าพระบิดาอย่างสมบูรณ์ ถ่องแท้ และเด็ดขาด ดังที่ว่า “ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดา” (ยอห์น 14:9)
- ประทานความรอดพ้นที่แท้จริงและสมบูรณ์ให้เรา ผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์ ดังพระวาจา “ไม่มีความรอดพ้นในผู้อื่นใดเลย เพราะใต้ฟ้าแห่งนี้ ไม่มีนามอื่นที่ประทานให้มนุษย์ เพื่อเราจะต้องรอดพ้น” (กิจการ 4:12)
- มี “คนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพมนุษย์ ผู้ทรงสละพระองค์เพื่อไถ่เราทุกคน” (1 ทิโมธี 2:5-6)
พระเยซูคริสต์ทรงลิดรอนสิ่งใดไปจากมนุษย์หรือไม่?
พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงลิดรอนสิ่งใดไปจากมนุษย์เลย
ในทางกลับกัน พระองค์ทรง
![]()
- ประทานชีวิตใหม่แห่งสวรรค์ในฐานะบุตรของพระเจ้า
- ชำระล้างและเติมเต็มทุกสิ่งที่เป็นความจริง ความดี หรือความงามในตัวทุกคนและในทุกศาสนาให้บรรลุถึงความสมบูรณ์
- ตอบสนองความปรารถนาที่แท้จริงของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- “เปิดเผยมนุษย์ให้รู้จักตนเองอย่างสมบูรณ์ และทำให้เห็นกระแสเรียกอันสูงสุดของเขากระจ่างชัด” (Gaudium et Spes, ข้อ 22)
- เปิดขอบฟ้าใหม่แก่มนุษย์ ทรงชี้ทางและประทานพระหรรษทานเพื่อให้พวกเขาไปถึงจุดหมายนั้น
- ไม่ได้ลดทอน แต่กลับยกย่องเสรีภาพของมนุษย์ และผลักดันเสรีภาพนั้นไปสู่ความสมบูรณ์ในการพบปะกับพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี และในความรักที่ให้เปล่าและเอื้ออาทรเพื่อความดีของทุกคน
พระจิตเจ้า ซึ่งพระเจ้าพระบิดาทรงหลั่งลงมาในตัวเราผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพ ทรงผลักดันเราให้เป็นผู้นำสาร เพื่อให้ทุกคน “รู้จักพระองค์ พระเจ้าแท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว และรู้จักผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา คือพระเยซูคริสต์” (ยอห์น 17:3) ด้วยความสว่างและพระหรรษทานของพระองค์ มนุษยชาติสามารถ “ค้นพบทุกสิ่งที่กำลังคลำหาเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ ชะตากรรม ชีวิต ความตาย และความจริง ได้อย่างสมบูรณ์แบบเกินความคาดหมาย” ในพระคริสตเจ้า ดังที่นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงรำลึกไว้ในสมณสาส์น Redemptoris Missio (ข้อ 8)
เหตุใดเราต้องประกาศพระวรสารแก่ทุกคน?
![]()
เพราะพระวรสารมีความสามารถในการ
- สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้คนทุกวัย ทุกวัฒนธรรม และทุกภาษา
- ซึมซาบเข้าสู่วิถีชีวิตทุกรูปแบบที่ไม่ปฏิเสธพระวรสารโดยธรรมชาติของมันเอง
- นั่นเป็นเพราะพระวาจาของพระคริสตเจ้าไม่ได้ผูกมัดอยู่กับ “เชื้อชาติ ชนชาติ รูปแบบการดำเนินชีวิต หรือแบบแผนธรรมเนียมใดธรรมเนียมหนึ่งโดยเฉพาะอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นของโบราณหรือสมัยใหม่” (Gaudium et Spes, ข้อ 58)
- พระวรสารมีไว้สำหรับทุกวัฒนธรรม และทุกวัฒนธรรมก็สามารถ “ถูกหมักให้ฟู” ด้วยพระวรสารได้ เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ตกลงบนดินที่สามารถงอกงามและเกิดผล หรือเหมือนเชื้อที่ทำให้แป้งทั้งก้อนฟูขึ้น หรือเกลือที่ให้รสชาติแก่อาหาร หรือน้ำค้างและฝนที่ทำให้พืชพรรณทุกชนิดเจริญเติบโต
“ข่าวดีของพระคริสตเจ้าฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ที่ตกอยู่ในบาปอยู่เสมอ ข่าวดีนี้ต่อสู้และขจัดข้อผิดพลาดรวมถึงความชั่วร้ายที่เป็นผลมาจากการล่อลวงของบาปซึ่งเป็นภัยคุกคามอยู่ตลอดเวลา ข่าวดีนี้ไม่เคยหยุดที่จะชำระล้างและยกระดับศีลธรรมของประชาชน ด้วยความมั่งคั่งที่มาจากเบื้องบน ข่าวดีนี้ทำให้คุณสมบัติทางจิตวิญญาณและของประทานของทุกชนชาติและทุกยุคสมัยเกิดผลอุดมสมบูรณ์จากภายใน”
(Gaudium et Spes, ข้อ 58)
สารของคริสตชนไม่ได้เป็นเพียงสารที่ให้ข้อมูล (informative) แต่เป็นสารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการกระทำ (performative) หมายความว่า ความเชื่อคริสตชนไม่สามารถถูกปิดกั้นอยู่ในโลกแห่งทฤษฎีที่เป็นนามธรรมได้ แต่ต้องถูกนำมาสู่ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเข้าถึงมนุษย์ในความจริงที่ลึกซึ้งที่สุดของการดำรงอยู่ของพวกเขา (ดู Spe Salvi, ข้อ 2)
มนุษย์ ในฐานะผู้ที่สามารถเสวนากับพระผู้สร้างของตนได้
มีสิทธิและหน้าที่ที่จะ
![]()
- รับฟังความจริง ด้วยวิธีที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือ "ข่าวดี" ของพระเจ้าผู้ทรงเปิดเผยและประทานพระองค์เองในพระคริสตเจ้า ด้วยวิธีนี้ มนุษย์จึงตอบรับกระแสเรียกของตนได้อย่างสมบูรณ์
- ประกาศความจริง เพื่อแบ่งปันความเชื่อของตนกับผู้อื่น ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมปรารถนาและพยายามช่วยเหลือผู้อื่นในทางปฏิบัติ เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในของประทานที่ตนได้รับและเห็นคุณค่า
- ใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม ดังที่ว่า “มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4)
ทำไมผู้คนจึงต้องการ
การประกาศเรื่องพระคริสตเจ้า?
![]()
เพราะพระคริสตเจ้าทรง
- ปลดปล่อยมนุษย์จากบาป และทำให้พวกเขาเป็นบุตรของพระเจ้า
- เปิดเผยตัวตนที่สมบูรณ์และแท้จริงดั้งเดิมของมนุษย์ให้พวกเขารู้
- มอบความรอดพ้นให้กับทุกคนและในทุกมิติของความเป็นมนุษย์
- ประกาศคุณค่าที่ขาดไม่ได้ซึ่งเป็นไปเพื่อความดีของทุกคน
- ชำระล้าง ปลดปล่อย ยกระดับ ทำให้เติบโต ทรงทำให้สมบูรณ์และครบถ้วน (Lumen Gentium, ข้อ 13)
- มีพลังดึงดูดและโน้มน้าวใจอย่างน่าอัศจรรย์ แม้กระทั่งกับผู้คนในยุคปัจจุบัน
- นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องประกาศความจริงของคริสตชนอย่างสงบและสร้างสรรค์ ในความครบถ้วน สมบูรณ์ กลมกลืน และความงดงามของความจริงนั้น ซึ่งดึงดูดใจผู้คนในปัจจุบัน
- สิ่งนี้จะทำให้ผู้คนสามารถรู้จักและยอมรับ "ความสุกใสแห่งความจริง" (splendor veritatis) ซึ่งก็คือองค์พระคริสตเจ้าเอง
คริสตชนทุกคน มีสิทธิและหน้าที่
ที่จะประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์
![]()
สิทธิและหน้าที่นี้มีรากฐานมาจากสิ่งใด? สิทธิและหน้าที่นี้
- ตั้งอยู่บนเสรีภาพทางศาสนา ซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติของทุกคน เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเสรีภาพทั้งหมด และเป็นเกณฑ์สูงสุดในการรักษาเสรีภาพเหล่านั้นไว้
- เป็นความต้องการที่ลึกซึ้งของชีวิตพระเจ้าในตัวบุคคล ความจำเป็นที่จะต้องประกาศพระวรสารแก่ทุกคนเกิดขึ้นภายในใจคริสตชนจากแรงผลักดันที่จะแบ่งปันความเชื่อดั้งเดิม เฉพาะตัว และไม่เหมือนใครที่ตนได้รับจากพระเจ้าให้กับผู้อื่น
- ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างลึกซึ้งและเป็นแก่นแท้ แต่ไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวแบบปิดตาย และไม่อาจถูกจำกัดไว้เพียงในกำแพงบ้านได้
- ตั้งอยู่บนพระบัญชาของพระคริสตเจ้าที่ว่า “ผู้ใดเชื่อและรับพิธีล้างบาปก็จะรอดพ้น ผู้ใดไม่เชื่อก็จะถูกตัดสินลงโทษ” (มาระโก 16:15-16)
- เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพื่อให้ผู้อื่นได้รู้จักและยอมรับพระคริสตเจ้าเพื่อให้ได้รับความรอดพ้น
- อันที่จริง การจะเชื่อในพระองค์ได้นั้น จะต้องได้ยินเรื่องของพระองค์ก่อน ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่รู้จักพระองค์แล้วไปประกาศให้ผู้อื่นฟัง
- ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “เขาจะร้องหาพระองค์ได้อย่างไรถ้ายังไม่เชื่อ เขาจะเชื่อได้อย่างไรถ้ายังไม่ได้ยิน และเขาจะได้ยินได้อย่างไรถ้าไม่มีใครประกาศสอน” (โรม 10:14)
พระศาสนจักรคาทอลิกประกาศเรื่องพระคริสตเจ้าเสมอมา
และในทุกหนทุกแห่ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
และประกาศด้วยวิธีใด?
![]()
- พระศาสนจักรไม่ได้มีอยู่เพื่อประกาศตัวเอง หรือประกาศศาสนาใหม่หรือศาสนาที่แตกต่างไป แต่เพื่อประกาศและสื่อสารเรื่องพระคริสตเจ้า
- พระศาสนจักรไม่สามารถและไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ตามที่พระคริสตเจ้าทรงประกาศไว้ และที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และธรรมประเพณี
- หน้าที่แรกและหน้าที่หลักของพระศาสนจักรทั้งมวล ตลอดสองพันปีของธรรมประเพณีคือ การถ่ายทอดพระวรสาร (Traditio Evangelii หรือ การประกาศข่าวดี)
- และจะไม่มีการประกาศข่าวดีที่แท้จริงเลย หากไม่มีการประกาศพระนาม คำสอน พระชนมชีพ พระสัญญา พระอาณาจักร และธรรมล้ำลึกของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ พระบุตรของพระเจ้า (Evangelii Nuntiandi, ข้อ 22)
- เป็นสิทธิและหน้าที่ของพระศาสนจักรทั้งมวล ที่จะประกาศพระวรสารทั้งหมดแก่มนุษย์ทุกคนในทุกมิติ อย่างซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยหลีกเลี่ยงการลดทอนความหมายและความคลุมเครือ และถือว่าการประกาศนี้เป็นความสำคัญอันดับแรกในความกังวลและกิจกรรมของพระศาสนจักร
พระศาสนจักรไม่สามารถและไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่พระคริสตเจ้าทรงประกาศไว้ หน้าที่ของพระศาสนจักรคือการประกาศและตีความ "ขุมทรัพย์แห่งความเชื่อ" (depositum fidei) นี้ นำไปพัฒนา เจาะลึก และนำเสนอให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนี้
- บรรดาอัครสาวกเอง ในช่วงเริ่มต้นชีวิตของพระศาสนจักร ได้ให้ความสำคัญอันดับแรกกับการประกาศเรื่องพระคริสตเจ้า ดังที่กล่าวว่า “ไม่สมควรที่เราจะละทิ้งพระวาจาของพระเจ้าไปทำหน้าที่แจกจ่ายอาหาร พี่น้องทั้งหลาย จงเลือกบุรุษเจ็ดคนจากกลุ่มของท่านที่มีชื่อเสียงดี เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าและปรีชาญาณ เพื่อเราจะได้ตั้งเขาให้ทำหน้าที่นี้ ส่วนเราจะอุทิศตนให้กับการอธิษฐานภาวนาและพันธกิจแห่งพระวาจา” (กิจการ 6:2-4)
- หลังจากบรรดาอัครสาวก มีผู้คนอีกมากมายที่ถือเอาคำพูดเหล่านี้ของนักบุญเปาโลมาเป็นแนวทางที่ว่า “ถ้าข้าพเจ้าประกาศข่าวดี ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าพเจ้าจะโอ้อวดได้ เพราะข้าพเจ้าถูกบังคับให้ทำ และวิบัติจงเกิดแก่ข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวดี!” (1 โครินธ์ 9:16)
การประกาศพระวรสารเป็นทั้งหน้าที่และเกียรติ
![]()
- ทุกกิจกรรมของพระศาสนจักร (แม้ว่าจะเป็นงานด้านมนุษยธรรม การปกป้องสิทธิมนุษยชน สันติภาพ เป็นต้น) ต้องแยกไม่ออกจากการมุ่งมั่นช่วยเหลือให้ทุกคนได้พบกับพระคริสตเจ้าในความเชื่อ
- บรรทัดฐานนี้ใช้ได้ตลอดประวัติศาสตร์ทั้งหมดของพระศาสนจักร และจะยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป
- ตลอดประวัติศาสตร์ มีความคิดริเริ่มนับไม่ถ้วนในการเผยแพร่พระวรสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงชีวิตของประชากรของพระเจ้า นั่นคือ การนำไปสู่การพบกับพระคริสตเจ้า
- การประกาศข่าวดีของพระศาสนจักรจะไม่มีวันขาดหายไป เพราะการประทับอยู่ขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยฤทธานุภาพของพระจิตเจ้าจะไม่มีวันขาดหายไป ตามพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า “เราจะอยู่กับท่านเสมอไปตราบจนสิ้นพิภพ” (มัทธิว 28:20)
- ในการประกาศพระคริสตเจ้าในฐานะความจริงและความรอดพ้นของมนุษยชาติ พระศาสนจักรได้ตอบสนองความต้องการของผู้ที่แสวงหาความจริงและความรอดพ้นนี้อย่างจริงใจ โดยสร้างการเสวนาที่มีเป้าหมายร่วมกับพวกเขาซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ความรักในความจริง
การประกาศข่าวดี
เป็นการแสดงความรักที่งดงามต่อบุคคล
![]()
- ทุกคนได้รับกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ในพระศาสนจักร ความศักดิ์สิทธิ์หมายถึงการเดินตามรอยพระบาทของพระคริสตเจ้า ผู้เสด็จมาเพื่อประกาศความรอดพ้นแก่ทุกคน และทรงมอบหมายพันธกิจการประกาศนี้ให้กับคริสตชนทุกคนและแก่พระศาสนจักร
- พระศาสนจักรยังประกาศเรื่องพระคริสตเจ้าผ่านการเป็นพยานอย่างกล้าหาญ ของสัตบุรุษที่ยอมรับแม้กระทั่งการเป็นมรณสักขีเพื่อไม่ละทิ้งความเชื่อของตน
- นักบวชคณะคาร์ทูเซียน Lanspergius (1489-1539) เขียนไว้ว่า
“การตายอันล้ำค่าของบรรดามรณสักขีและนักบุญได้นำไปสู่การเกิดของคริสตชนจำนวนมหาศาล ความจริงแล้ว ศาสนาคริสต์ไม่เคยถูกลบล้างโดยการเบียดเบียนของทรราช หรือการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เป็นธรรมเลย ในทางกลับกัน มันกลับทวีคูณขึ้นอย่างมากทุกครั้ง”
สังคมปัจจุบันต้องการการประกาศพระวรสาร
ความต้องการนี้แสดงออกให้เห็นอย่างไร?
![]()
- บริบททางวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งโดดเด่นด้วยลัทธิสัมพัทธนิยม (relativism) ที่แพร่หลายและการล่อลวงของลัทธิปฏิบัตินิยมที่มักง่าย เรียกร้องให้มีการประกาศความจริงที่ช่วยกอบกู้มนุษย์และสังคมอย่างกล้าหาญมากยิ่งกว่าที่เคย
- ต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังปรากฏการณ์มากมายในยุคของเรา ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลจากความเชื่อและพระคริสตเจ้า มีคำถาม ความคาดหวัง และความปรารถนาซ่อนอยู่ ซึ่งคำตอบที่แท้จริง เด็ดขาด และครบถ้วนเพียงหนึ่งเดียวก็คือพระคริสตเจ้า
- ระเบียบสังคมด้านจริยธรรมจำเป็นต้องได้รับแสงสว่างจากการประกาศเรื่องพระคริสตเจ้า
- ทั้งนี้เป็นเพราะ ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ที่ 23 ทรงยืนยันอย่างถูกต้องในสมณสาส์น Mater et Magistra ว่า มนุษย์ต้องการระเบียบทางศีลธรรมและศาสนา และระเบียบนี้เอง ไม่ใช่การพิจารณาถึงระเบียบทางวัตถุภายนอกล้วนๆ ที่มีความสำคัญสูงสุดในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลและในฐานะสมาชิกของสังคม รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับแต่ละรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเหล่านั้น (ข้อ 208)
- การประกาศพระวรสารช่วยให้เราเข้าใจมรดกทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ของหลายชนชาติและหลายประเทศ
- อันที่จริง หลักการของพระวรสารเป็นส่วนสำคัญของมรดกนี้ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอารยธรรมของคนหลายรุ่นตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ล้วนอบอวลไปด้วยความเป็นคริสตชนและเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการเดินทางของพระศาสนจักร
- สิ่งนี้ไม่ได้เป็นพยานโดยผลงานศิลปะนับไม่ถ้วนที่ประดับประดาสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเพณี ธรรมเนียม และนิสัยที่สะท้อนถึงความคิดและการกระทำของชนชาติต่างๆ อีกด้วย
- แม้ว่าโลกปัจจุบันจะเอื้อต่อการสื่อสาร แต่มันกลับสงสัยในความสามารถของบุคคลที่จะรู้ความจริง หรือถึงขั้นปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว
- ในขณะเดียวกันก็แสดงออกในหลายๆ ทางถึงความต้องการสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ความกระหายในความจริงและความแน่นอนที่ดับไม่ได้
- การประกาศพระวรสารตอบสนองความต้องการเหล่านี้และสามารถให้ความพึงพอใจอย่างเต็มเปี่ยม ดังที่บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตตากล่าวยืนยันไว้ว่า “ความยากจนประการแรกของผู้คนคือการไม่รู้จักพระคริสตเจ้า ผู้คนหิวโหยพระเจ้า ผู้คนกระหายความรัก”
- การประกาศพระวรสาร สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงยืนยันในสมณสาส์น Slavorum Apostoli ว่าไม่ได้นำไปสู่การถดถอยหรือการสูญสิ้นของสิ่งเหล่านั้นที่แต่ละบุคคล ชนชาติ ประชาชาติ และทุกวัฒนธรรมตลอดประวัติศาสตร์ยอมรับและสร้างสรรค์ขึ้นเป็นความดี ความจริง และความงาม
- ในทางกลับกัน พระวรสารพยายามซึมซับและพัฒนาคุณค่าเหล่านี้ทั้งหมด เพื่อดำเนินชีวิตตามสิ่งเหล่านั้นด้วยความใจกว้างและชื่นชมยินดี และทำให้สิ่งเหล่านั้นสมบูรณ์แบบด้วยแสงสว่างแห่งวิวรณ์ที่ลึกลับและสูงส่ง (ข้อ 18)
ด้วยเหตุผลเหล่านี้และเหตุผลอื่นๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพเพื่อความรอดพ้นของทุกคน