Skip to main content
เล่มที่ 1 - พระเยซูคริสต์ และ พระศาสนจักร
บทที่ 3 พระวรสารทั้งสี่ (2)

เขียนโดย
- พระสังฆราช รัฟฟาเอลโล มาร์ติเนลลี -
แปลและเรียบเรียงโดย
Faith4Thai.com

ลักษณะโดยรวมของพระวรสารมีอะไรบ้าง?

Line deco2

เกี่ยวกับแหล่งที่มา:

  • มีการตรวจสอบเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ: ดังที่นักบุญลูกากล่าวไว้ตอนต้นพระวรสารของท่านว่า ท่านได้สืบสวนทุกสิ่งตั้งแต่ต้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อเขียนตามลำดับเหตุการณ์ ให้ผู้อ่านได้รู้ถึงความแน่นอนของคำสอน (ลก 1:1-4)
  • เป็นประจักษ์พยานรู้เห็น: และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจของบรรดาผู้ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับพระเยซูเจ้า

เกี่ยวกับเนื้อหา:

  • พระวรสารแต่ละฉบับเติมเต็มซึ่งกันและกัน:
    แต่ละฉบับเน้นย้ำแง่มุมคำสอนและกิจการของพระคริสตเจ้าที่แตกต่างกัน ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้บั่นทอนความเป็นประวัติศาสตร์ของบุคคลที่ชื่อพระเยซู สิ่งที่พระองค์ตรัส หรือสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเลย

  • พระวรสารคือพระวาจาของพระเจ้า:
    ไม่ใช่แค่ "บรรจุ" พระวาจา แต่ตัวพระวรสารเองคือพระวาจาของพระเจ้าที่ถูกสื่อสารผ่านภาษามนุษย์ ในฐานะผลงานของมนุษย์ เราสามารถศึกษาพระวรสารด้วยเกณฑ์ทางวิชาการได้ แต่ในฐานะพระวาจาของพระเจ้า เราต้องอ่านด้วยเกณฑ์แห่ง "ความเชื่อ" เป็นสำคัญ

  • พระเยซูคริสต์คือศูนย์กลาง:
    พระองค์คือความเป็นจริงที่เชื่อมโยงและให้ความมั่นคงแก่พระวรสาร ซึ่งสะท้อนสิ่งที่พระองค์ตรัสและทรงกระทำอย่างซื่อสัตย์ พระวรสารรวมกันเป็นหนังสือเพียงเล่มเดียว และหนังสือเล่มนั้นคือ "พระคริสตเจ้า"

  • ศาสนาคริสต์ไม่ใช่ "ศาสนาแห่งคัมภีร์": แต่เป็นศาสนาของพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่ตัวอักษรที่ตายตัวและเงียบงัน แต่เป็นพระวจนาตถ์ที่รับสภาพมนุษย์และทรงพระชนม์อยู่ (นักบุญแบร์นาร์ด แห่งแกลร์โว)

  • มีจุดร่วมในการนำเสนอเหตุการณ์สำคัญ: พระเยซูถูกนำเสนอผ่านโครงร่างหลักๆ ทั้งในด้านคำสอน พฤติกรรม ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตเปิดเผยของพระองค์ และความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

เกี่ยวกับการตีความเหตุการณ์:

ทุกอย่างถูกตีความภายใต้แสงสว่างแห่ง การกลับคืนพระชนมชีพ ของพระเยซู เพื่อรับใช้ชีวิตของกลุ่มคริสตชน พระวรสารถูกเขียนขึ้นด้วยความเชื่อมั่นว่า พระเยซูผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว ดังนั้น การทำความรู้จักพระองค์จึงต้องมาจากชีวิตและคำสอนในอดีต ที่มาส่องสว่างให้เห็นพระคริสตเจ้าที่ยังคงทรงพระชนม์อยู่ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายสูงสุด:

  • ไม่ได้มุ่งเขียนชีวประวัติ:
    ผู้แต่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้สนใจจะอธิบายรายละเอียดชีวิตของพระเยซูแบบนักข่าว

  • ไม่ได้ตอบปัญหาทางประวัติศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์:
    ความจริงที่พระเยซูสื่อสารคือความจริงเพื่อความรอดพ้นของเรา

  • มุ่งหวังให้เกิดความเชื่อ:
    ประเพณีแห่งพระวรสารถูกส่งต่อโดยผู้เชื่อ เพื่อปลุกเร้าและหล่อเลี้ยงความเชื่อ ความจริงของเรื่องราวต่างๆ จึงไม่ได้อยู่ที่การรายงานเหตุการณ์เป๊ะๆ แต่อยู่ที่การจับใจความหมาย คุณค่า และบทเรียนที่แฝงอยู่ในเหตุการณ์นั้น

ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่าง
พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่คืออะไร?

Line deco2

"พระคัมภีร์มีความเป็นหนึ่งเดียวกันตราบเท่าที่พระวาจาของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว แผนการแห่งความรอดพ้นของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว และการดลใจจากพระเจ้าในพันธสัญญาทั้งสองก็เป็นหนึ่งเดียว พันธสัญญาเดิมเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับพันธสัญญาใหม่ และพันธสัญญาใหม่ทำให้พันธสัญญาเดิมสำเร็จบริบูรณ์ ทั้งสองต่างส่องสว่างให้แก่กันและกัน" (หนังสือคำสอนฯ แบบสรุป ข้อ 23)

พระคัมภีร์มีบทบาทอย่างไร
   ในชีวิตของพระศาสนจักร?

Line deco2

พระคัมภีร์ให้การสนับสนุนและมอบพลังแก่ชีวิตของพระศาสนจักร สำหรับลูกๆ ของพระศาสนจักร พระคัมภีร์คือการยืนยันความเชื่อ อาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณ และบ่อเกิดแห่งชีวิตฝ่ายจิต พระศาสนจักรจึงตักเตือนให้ทุกคนอ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆ เพราะ "การไม่รู้จักพระคัมภีร์ คือการไม่รู้จักพระคริสตเจ้า" (นักบุญเจอโรม)

พระศาสนจักรเคารพเทิดทูนพระคัมภีร์เช่นเดียวกับที่เคารพพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยยึดถือพระคัมภีร์ร่วมกับธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์เป็นกฎเกณฑ์สูงสุดแห่งความเชื่อเสมอมา

พระวรสารนอกสารบบ
(Apocryphal gospels)
   คืออะไร?

Line deco2

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 เป็นต้นมา (ซึ่งห่างไกลจากเหตุการณ์จริงมาก) มีพระวรสารอื่นๆ เกิดขึ้นมา เรียกว่า "พระวรสารนอกสารบบ" (เช่น พระวรสารของโธมัส, ฟิลิป, เปโตร, ยากอบ ฯลฯ) พระวรสารเหล่านี้มีลักษณะดังนี้:

  • เกิดขึ้นจากกระแสแนวคิดทางเทววิทยาที่พระศาสนจักรมองว่าเป็นพวกนอกรีตในยุคนั้น (เช่น กลุ่มกนอสติก)
  • บางเล่มก็มีความจริงปะปนอยู่ แต่หลายเล่มนำเสนอเรื่องราวเกินจริงแบบแฟนตาซี และมีลักษณะตื่นเต้นเร้าใจแบบศาสนาคริสต์ระดับชาวบ้าน
  • มักแต่งขึ้นเพื่อพยายามอุดช่องโหว่ในพระวรสารทั้งสี่เกี่ยวกับชีวิตช่วง 30 ปีแรกของพระเยซู โดยใส่จินตนาการและเรื่องแต่งลงไปมากมาย
  • เน้นหนักไปที่ปาฏิหาริย์หวือหวา เรื่องราววัยเด็กของพระเยซู หรือเรื่องอัครสาวกที่ไม่ได้บันทึกในกิจการอัครสาวก
  • บางเล่มไม่พูดถึงการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสต์เลยด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับว่าหนังสือเหล่านี้ได้รับการดลใจ แต่อย่างไรก็ตาม พระวรสารเหล่านี้ก็มีอิทธิพลต่อธรรมประเพณีและศิลปะคริสตชนอยู่บ้าง เช่น การมี "วัวและลา" ในฉากประสูติ หรือชื่อบิดามารดาของแม่พระ (นักบุญยออากิมและนักบุญอันนา) ซึ่งมาจากพระวรสารนอกสารบบของยากอบ

มีหลักฐานนอกพระคัมภีร์ที่ยืนยัน
เนื้อหาของพระวรสารหรือไม่?

Line deco2

มีหลักฐานจากบุคคลภายนอกหลายชิ้น เช่น:

  • พลินีผู้น้อย (Pliny the Younger): ผู้ว่าการรัฐบิธีเนีย (ค.ศ. 111-113)
    เขียนจดหมายถึงจักรพรรดิทราจัน ระบุว่าคริสตชนมีธรรมเนียม "มาชุมนุมกันก่อนรุ่งสางและร้องเพลงสลับกันถวายแด่พระคริสต์ประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า"

  • ซูเอโทเนียส (Suetonius): นักประวัติศาสตร์โรมัน (ราว ค.ศ. 120)
    บันทึกว่าจักรพรรดิคลาวดิอุสเนรเทศชาวยิวออกจากโรมเพราะเหตุความวุ่นวายที่เกิดจากผู้ยุยงชื่อ "เครสตุส" (Chrestus) ซึ่งเป็นการสะกดผิดจากคำว่า "คริสตุส" (Christus - พระเมสสิยาห์) แสดงให้เห็นว่ามีข้อพิพาทเรื่องพระคริสต์เกิดขึ้นในกรุงโรม

  • ทาสิทุส (Tacitus): นักประวัติศาสตร์โรมัน (ราว ค.ศ. 117)
    เล่าเรื่องไฟไหม้กรุงโรมใน ค.ศ. 64 ว่าจักรพรรดิเนโรปรักปรำพวกที่ชาวบ้านเรียกว่า "คริสตชน" ทาสิทุสบันทึกชัดเจนว่า "ที่มาของชื่อนี้คือ พระคริสต์ ผู้ซึ่งในรัชสมัยของทิเบเรียส ได้ถูกตัดสินลงโทษโดยปอนทิอัส ปิลาต..."

  • แหล่งข้อมูลชาวยิว:
    เช่น ฟลาวิอุส โยเซฟุส (ศตวรรษที่ 1), คัมภีร์มิชนาห์ (ศตวรรษที่ 2) และคัมภีร์ทัลมุด (ศตวรรษที่ 5)

เกณฑ์ในการตีความพระวรสารมีอะไรบ้าง?

Line deco2

  • ต้องใส่ใจต่อสิ่งที่ผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ต้องการจะสื่ออย่างแท้จริง และสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์จะเปิดเผยผ่านพวกเขา โดยต้องคำนึงถึงบริบททางกาลเวลา วัฒนธรรม และรูปแบบวรรณกรรมในยุคนั้น
  • เนื่องจากพระวรสารได้รับการดลใจ จึงต้องอ่านและตีความโดยอาศัย "พระจิตเจ้า" องค์เดียวกับที่ทรงดลใจให้เขียน สังคายนาวาติกันที่ 2 ให้เกณฑ์ 3 ข้อคือ: (1) ดูบริบทและภาพรวมของพระคัมภีร์ทั้งหมด (2) ตีความตามธรรมประเพณีที่มีชีวิตของพระศาสนจักร (3) เคารพความสอดคล้องของข้อความเชื่อต่างๆ
  • ต้องตีความภายใต้การนำของอำนาจสั่งสอนของพระศาสนจักร (Magisterium) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการตีความขุมทรัพย์แห่งความเชื่ออย่างแท้จริง
  • ต้องตีความโดยระลึกถึงภาพรวมของแผนการของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ ซึ่งสำเร็จบริบูรณ์แล้วในพระเยซูคริสต์

เราควรอ่านพระวรสารอย่างไร?

Line deco2

ลำดับแรก วิธีอ่านข้ออ้างอิงพระคัมภีร์ เช่น "มธ 3:1-4" หมายถึง พระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 3 ข้อที่ 1 ถึง 4 การอ่านพระวรสารสามารถทำได้ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่ม โดยต้องอ่านอย่างตั้งใจ และควรพัฒนาต่อไปด้วยการนำของพระจิตเจ้า ดังนี้:

  • การรำพึง (Meditatio):
    นำสิ่งที่อ่านไปเปรียบเทียบกับพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ และนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตส่วนตัว เพื่อตั้งปณิธานที่นำไปปฏิบัติจริงได้

  • การเพ่งพินิจ (Contemplatio):
    เป็นช่วงเวลาแห่งการสะท้อนความคิด ความเงียบ และการนมัสการ จนกว่าจะสัมผัสได้ถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า

  • การภาวนา (Oratio):
    ช่วงเวลาแห่งการสรรเสริญและวอนขอ แบ่งปันความเชื่อกับผู้อื่น และสวดภาวนาตามสิ่งที่ได้รับจากการพบปะพระเจ้าในพระคัมภีร์ตอนนั้น

สิ่งที่ควรมีเพื่อการอ่านพระวรสารที่ดี: ทำความเข้าใจความหมายตามตัวอักษรก่อน, อ่านซ้ำๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเชื่อมโยงกับพระคัมภีร์ตอนอื่น, และการนำมาประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน โดยให้พระจิตเจ้าช่วยเชื่อมโยงชีวิตเข้ากับพระคัมภีร์

ความหมายของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มีกี่ระดับ?

Line deco2

ตามธรรมประเพณีแต่โบราณ ความหมายของพระคัมภีร์แบ่งออกเป็น 2 ระดับใหญ่ๆ คือ ความหมายตามตัวอักษร และ ความหมายทางจิตวิญญาณ (ซึ่งความหมายทางจิตวิญญาณยังแบ่งย่อยได้อีก 3 ประการ) ดังนี้:

  • ความหมายตามตัวอักษร (Literal sense):
    ความหมายที่สื่อออกมาจากถ้อยคำในพระคัมภีร์โดยตรง ซึ่งค้นพบได้จากการอรรถาธิบายตามหลักเกณฑ์ ความหมายอื่นๆ ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานความหมายตามตัวอักษรนี้

  • ความหมายทางจิตวิญญาณ (Spiritual sense):
    ขอบคุณความเป็นหนึ่งเดียวกันในแผนการของพระเจ้า ไม่ใช่แค่ข้อความในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ความเป็นจริงและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกพูดถึงก็สามารถเป็น "เครื่องหมาย" สื่อถึงสิ่งอื่นได้ แบ่งออกเป็น:
    • ความหมายเชิงเปรียบเทียบ (Allegorical sense): การเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นเมื่อมองเห็นความเชื่อมโยงกับพระคริสตเจ้า (เช่น การข้ามทะเลแดง เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงชัยชนะของพระคริสต์ และศีลล้างบาป)
    • ความหมายเชิงศีลธรรม (Moral sense): เหตุการณ์ในพระคัมภีร์ควรนำพาเราให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องยุติธรรม ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ถูกเขียนไว้ "เพื่อสั่งสอนเรา"
    • ความหมายเชิงมุ่งสู่อนาคต/รหัสยนัย (Anagogical sense): การมองความเป็นจริงและเหตุการณ์ต่างๆ ในแง่ของความหมายนิรันดร ซึ่งนำพาเรามุ่งสู่บ้านแท้ของเรา (เช่น พระศาสนจักรบนโลก เป็นเครื่องหมายของนครเยรูซาเล็มบนสวรรค์)

หมายเหตุผู้แปล  เราเรียกการตีความ และทำความเข้าใจพระคัมภีร์ตามความหมายทางจิตวิญาณนี้ว่า การรำพึง (reflections) ซึ่งสามารถต่อยอดไปเป็น "การรำพึงภาวนา" โดยการฟังเสียงที่อยู่ภายในใจของเราว่า พระเป็นเจ้าทรงกำลังตรับกับเราว่าอย่างไร 

 

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 1 - พระเยซูคริสต์ และ พระศาสนจักร

บทที่ 3 พระวรสารทั้งสี่ (2)