Skip to main content

เตรียมเผชิญ

ค ว า ม ต า ย

บทที่ 36 การนอบน้อมตามน้ำพระทัย

1.ความประเสริฐ์ของฤทธิ์กุศลนี้

 

ความรอดและความดีบริบูรณ์ทั้งหมดของชาวเรา อยู่ในการรักพระเป็นเจ้า ผู้ใดไม่รัก ผู้นั้นดำรงอยู่ในความตาย” (1 ยน. 3,14) ความรักคือโซ่แห่งความดีบริสุทธิ์ (คส. 3,14) แต่ความรักอันดีบริบูรณ์อยู่ในการนอบน้อมตามพระทัยของพระเป็นเจ้าอีกต่อหนึ่ง (นักบุญ ดีโอนีซิโอ) อาเรโอปีชีตา กล่าวว่า : ผลอันสำเร็จยิ่งเนื่องมาจากความรักคือการรววมน้ำใจของผู้รักเข้าด้วยกันจนมีดวงใจเดียวกัน, ความปรารถนาเดียวกัน เพราะฉะนั้นกิจการดีทั้งหลายของเราเช่น การบำเพ็ญตบะ การรับศีลมหาสนิท หารทำทานจะเป็นที่สบพระทัยของพระเป็นเจ้า ก็ต่อเมื่อได้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ มิฉะนั้นก็ไม่เป็นกิจการอันมีบุญกุศล แต่เป็นกิจการที่บกพร่อง สมควรที่จะถูกโทษ

ที่พระมหาไถ่เสด็จมาจากสวรรค์ก็เฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อทรงทำแบบอย่างสอนเราในเรื่องการนอบน้อมตามน้ำพระทัยนี้เอง ท่านอัครสาวกได้บันทึกพระวาจาที่พระองค์ได้ตรัสคราวจะเสด็จมาในโลกว่า “ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงปฏิเสธไม่รับเครื่องบูชาของมนุษย์ ทรงต้องการให้ข้าพเจ้าพลีร่างกายที่ข้าพเจ้าได้รับจากพระองค์นี้ นี่แน่ะ ข้าพเจ้าพร้อมจะปฏิบัติตามน้ำพระทัย” (ฮบ.10,5) พระองค์ได้ทรงย้ำประกาศเรื่องนี้หลายครั้ง “เราได้มาในโลก มิใช่เพื่อทำตามน้ำใจของเราเอง แต่เพื่อทำตามน้ำใจของท่านผู้ใช้เรามา” (ยน.6,38) พระองค์ทรงเผยให้เราทราบว่า พระองค์ทรงรักพระบิดามาก จึงทรงยอมมรณะตามน้ำพระทัยของบิดา “เพื่อให้โลกรู้ว่าเรารักพระบิดา พระบิดาสั่งสิ่งใดเราปฏิบัติสิ่งนั้น” (ยน.14,31) ดังนี้เองพระองค์จึงประกาศว่าจะทรงรับรู้ว่าใครเป็นคนของพระองค์ ก็เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า “ผู้ใดทำตามน้ำพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตอยู่ในสวรรค์ ผู้นั้นคือพี่น้องและแม่ของเรา” (มธ.12,50) การปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้านี้แหละคือ จุดประสงค์และความปรารถนาของนักบุญทุกองค์ ในกิจการที่ท่านทำทุกชิ้นทุกอัน ฉะนั้นท่านบุญราศี เฮนรี ซูซอน จึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายินดี เป็นหนอนตัวที่เลวทรามที่สุดตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้ามากกว่าเป็นเทวดาชั้นเซราฟีม ตามน้ำใจของข้าพเจ้าเอง”นักบุญเทเรซาสอนว่า : ทุกสิ่งซึ่งเราต้องแสวงหาในการบำเพ็ญภาวนาคือการนอบน้อมตามน้ำพระทัย แล้วให้เชื่อมั่นเถิด (ท่านกล่าวเสริม) นี่แหละคือความดีบริบูรณ์ชั้นสูงสุด : บุคคลใดปฏิบัติเช่นนี้อย่างดีเลิศ บุคคลนั้นจะได้รับพระคุณอันใหญ่หลวงจากพระเป็นเจ้า และจะเจริญวัฒนายิ่งขึ้นในทางชีวิตวิญญาณ การที่ชาวสวรรค์รักพระเป็นเจ้าอย่างดีบริบูรณ์ก็เพราะว่าท่านนอบน้อมจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระเป็นเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างนั่นเอง และเพราะเหตุนี้เองพระเยซูเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนให้ชาวเราวิงวอนขอพระหรรษทาน ให้เราปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าในโลกนี้เหมือนอย่างนักบุญทั้งหลายในสวรรค์ “ขอให้สำเร็จแล้วตามน้ำพระทัยในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” ผู้ใดปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ผู้นั้นก็กลายเป็น “คนที่ทำตามน้ำพระทัย” พระสาวมีเจ้าเองได้ทรงขนานนามดาวิดว่าอย่างนี้ เพราะอะไร ? เพราะว่าดาวิดพร้อมอยู่ทุกเมื่อที่จะทำตามความพอใจของพระองค์ “ดวงใจของข้าพเจ้าพร้อมอยู่แล้วพระเจ้าข้า ดวงใจของข้าพเจ้าสรรพร้อมอยู่แล้ว” (สดด.56,8) ท่านไม่ขอสิ่งใดจากพระสวามีเจ้า นอกจากขอให้พระองค์ทรงสอนท่านให้ปฏิบัติตามน้ำพระทัย “โปรดสอนให้ข้าพเจ้าทำตามน้ำพระทัยของพระองค์เถิด” (สดด.142,9) 

โอ ! กิจการที่เราที่ทำ โดยยอมนอบน้อมตามน้ำพระทัย ย่อมเป็นกิจการที่มีค่านัก การปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็ทำให้เราเป็นนักบุญได้แล้ว ขณะที่นักบุญเปาโลตั้งหน้าไปเบียดเบียนข่มเหงพระศาสนจักร พระเยซูทรงประจักษ์มาส่องสว่างและบัลดาลให้ท่านกลับใจ ขณะนั้นท่านได้เพียงนอบน้อมตามน้ำใจของพระทูลว่า “พระองค์ทรงประสงค์ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด พระเจ้าข้า ?” ทันใดนั้นเองพระเยซูได้ทรงประกาศตั้งท่านเป็น “ภาชนะที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ และเป็นอัครสาวกแงนานาชาติ” (กจ.9,15) เมื่อเราอดอาหาร ทำทานหรือบำเพ็ญตบะเพื่อพระเป็นเจ้า  เราเพียงถวายตัวของเราส่วนหนึ่งแด่พระองค์ แต่เมื่อเรายกน้ำใจของเราถวายพระองค์ พระเป็นเจ้าทรงต้องการแต่ดวงใจ หรือเจตตาของเราเท่านั้น ดังพระองค์ทรงตรัสว่า “ลูกเอ๋ย จงมอบดวงใจของเจ้าแก่เราเถิด” (สภษ.23,26) สรุปความคือ การทำตามความเป็นน้ำใจของพระเป็นเจ้าจำต้องเป็นจุดประสงค์ และความปรารถนาของเรา ในการบำเพ็ญความศรัทธาภักดี  การรำพึง การรับศีลมหาสนิท ฯลฯ ...ทุก ๆ วัน ครั้งเมื่อเราภาวนาก็ก็ต้องมุ่งขอพระหรรษทาน เพื่อปฏิบัติซึ่งพระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยให้เรากระทำ ในเรื่องนี่เรายังวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดานักบุญองค์อุปถัมภ์และเฉพาะอย่างยิ่งจากพระแม่มารีอา เพื่อจะได้รับความสว่าง และพละกำลังสำหรับนอบน้อมตามน้ำพระทัยในทุกสิ่งทุกอย่างเป็นต้นเพื่อปฏิบัติสิ่งที่ขัดแย้งกับความเห็นแก่ตัวของเราเอง ท่านยวงแห่งอาวีลากล่าวว่า เมื่อมีความยากลำบาก เราร้องว่า “ขอถวายพระพร” เพียงครั้งเดียวยังมีบุญกว่า เมื่อเราประสบสิ่งที่ชอบใจ และสมนาคุณพระหกพันครั้ง นั้นอีก

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

อา พระเจ้าข้า หายนะทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้รับในชีวิตที่ล่วงมาแล้ว อยู่ที่การไม่นอบน้อมตามน้ำพระทัยนั่นเอง โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสาปแช่งวันนั้น ๆ ที่ข้าพเจ้าได้ฝ่าฝืนน้ำพระทัยและมาทำตามน้ำใจของตนเอง บัดนี้ ข้าพเจ้าขอยกถวายน้ำใจของข้าพเจ้าทั้งหมดแด่พระองค์ โปรดรับมันไว้ด้วยเถิด โปรดล่ามมันติดกับความรักของพระองค์จนมันไม่มีทางจะคิดคดต่อพระองค์ได้อีกเลย พระเจ้าข้า โอ้ ความใจดีที่ล้นพ้นข้าพเจ้ารักพระองค์ และเพราะรักพระองค์ข้าพเจ้าขอยกถวายตัวข้าพเจ้าแก่พระองค์ เชิญพระองค์จัดการกับตั้วข้าพเจ้าและสารพัดของข้าพเจ้า ตามแต่ชอบพระทัยเถิด ข้าพเจ้ายอฃินดีนอบน้อมตามน้ำพระทัยของพระองค์ทุกอย่างทุกประการแล้ว โปรดเถิด โปรดอย่าให้ข้าพเจ้ามีกรรม ขัดขืนน้ำพระทัยของพระองค์อีกเลย ข้พเจ้าขอแต่เท่านี้ นอกนั้นพระองค์จะทรงกระทำอย่างไร ๆ ต่อข้าพเจ้าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทรงเห็นควรเถิด พระเจ้าข้า พระบิดา ผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดรเจ้าข้า โปรดสดับฟังคำวิงวิวอนของข้าพเจ้า โดยเห็นแก่ความรักของพระองค์ต่อพระเยซูคริสต์เถิด พระเจ้าข้า พระเยซูเจ้าข้า โปรดสดับรับฟังคำวิงวอนของข้าพเจ้าโดยเห็นแก่พระบุญบารมีและพระมหาทรมานของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า 

ข้าแต่พระแม่มารีอา ผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง โปรดช่วยข้าพเจ้าให้ได้รับพระหรรษทานสำหรับนอบน้อมตามน้ำใจ่ของพระเป็นเจ้าเสมอ เพราะเป็นทางที่ข้าพเจ้าจะรอดแต่ทางเดียว นอกจากนี้ ข้าพเจ้าไม่ขออะไรอีกแล้ว

2. วิธีปฏิบัติฤทธิ์กุศลนี้

ชาวเราต้องยอมนอบน้อมตามน้ำใจของพระเป็นเจ้า ไม่ใช่แต่ เมื่อถูกความลำบาก ซึ่งมาจากพระเป็นเจ้าโดยตรงเท่านั้น เช่น ความป่วยไข้ ความเศร้าใจ การสูญเสียข้าวของ บิดามารดา หรือญาติพี่น้อง แต่ยังต้องนอบน้อมแม้เมื่อประสบความยากลำบากที่มาแต่พระเป็นเจ้าโดยทางอ้อม และมาแต่มนุษย์คนอื่นโดยทางตรง เช่น การถูกทำลายชื่อเสียง ถูกหมิ่นประมาท ถูกความอยุติธรรม ถูกเบียดเบียนข่มแหง ณ ที่นี้ พึงทราบได้ว่า เมื่อคนอื่นทำร้ายต่อเราในทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง หรือเกียรติยศ ไม่ใช่พระเจ้าทรงพอพระทัยในบาปของผู้ที่กระทำผิดต่อเรา แต่ทรงพอพระทัยในความยากจนในความยากลำบากอับอายขายหน้าของเราต่างหากแน่นอน ทุกสิ่งที่เป็นมาล้วนเป็นมาตามน้ำใจของพระเป็นเจ้า “ เราคือ พระสวามี ผู้สร้างความสว่าง และผู้บันดาลความมืด เราคือผู้ทำความสุขและทำให้เกิดความทุกข์” (อสย.45,7) ท่านปัญญาจารย์กล่าวไว่ก่อนแล้วว่า “ความดีและความชั่ว ชีวิตและความตาย มาจากพระเป็นเจ้า” (บสร.11,14) สรุปทุกสิ่งมาจากพระเป็นเจ้า ทั้งความดี ความชั่ว

ที่มีชื่อว่า ความชั่ว ก็เพราะชาวเรามันดังนั้น และทำให้มันเป็นดังนั้น แต่ที่แท้ หากเรายินยอมรับมันด้วยคำนอบน้อม จากพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า ตามทางที่ดีที่ควรแล้ว มันหาใช่ความชั่วไม่ กลับเป็นความดีสำหรับเราต่างหาก ความทุกข์ยาก ที่เราสู้ทนเพราะเห็นแก่พระเป็นเจ้า กลับเป็นความยินดี และทำให้เราสมได้รางวัลของนักบุญมากขึ้น เมื่อโยบทราบว่า พวกซาเบปล้นทรัพย์ของท่านไป ท่านได้พูดว่า พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ และพวกซาเบเอาไป แต่ท่านว่า พระเป็นเจ้าทรงประทานให้และพระองค์ทรงเอาไป ดั้งนั้น ท่านจึงซร้องสาธุการถวายพระพรแด่พระเป็นเจ้าถือว่า ทุกสิ่งเป็นตามน้ำพระทัย จงฟังคำของท่านเถิด “พระสวามีเจ้าทรงประทานให้ และพระองค์ทรงเอาไป พระองค์ทรงพอพระทัยดังนี้ ขอถวายพระพรแด่พระนามของพระองค์” (โยบ. 1, 12) ขณะที่นักบุญเอบีเธโตและอาธอนมาร์ตีร์ ถูกเขาทรมานด้วยขาดเหล็ก และด้วยเอาไฟลน ท่านกล่าวเพียงว่าพระเจ้าข้า เขาทำแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง ตามน้ำพระทัยของพระองค์” คำสุดท้ายที่ท่านกล่าวก่อนตายคือ “โอ้พระเจ้าผผู้สถิตสภาพรตลอดนิรันดร ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้ทรงโปรดพระหรรษทานให้ข้าพเจ้าทั้งสอง สามารถปฏิบัติตามน้ำพระทัย” ท่านเชซารีดอ เล่า (ในหนังสือ เล่ม 1 บท 6 ) ว่า ฤษีองค์หนึ่ง ภายนอกไม่ปรากฏเลยว่าได้บำเพ็ญ่ตบะเคร่งครัดกว่าฤษีอื่น ๆ แต่ได้อัศจรรย์เป็นอันมาก จนท่านเจ้าอธิการรูสิกแปลกใจ วันหนึ่งจึงถามฤษีองค์นั้นว่า “เธอปฏิบัติตามศรัทธาอย่างไรบ้าง” ฤษีองค์นั้นตอบว่า “ผมไม่วิเศษกว่าฤษีองค์อื่นเลยผมเลวกว่าทุก ๆ คน ผมได้แต่ตั้งใจปฏิบัติอย่างเดียว คือ นอบน้อมตามน้ำใจของพระเป็นเจ้า ในทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น” ท่านอธิการจึงกล่าวสืบไปว่า “อย่างนั้นเมื่อไม่กี่วันมานี่ เราถูกโกงที่ดิน เธอก็ไม่รู้สึกเสียใจใช่ไหม” ถูกแล้วคุณพ่อ ผมยังไม่สมนาคุณพระเป็นเจ้า ผู้ได้ทรงโปรดกระทำ หรือทรงปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นมา เพื่อความดีของเรา” ได้ฟังดังนี้ท่านอธิการจึงเข้าใจแจ่มแจ้งในความศักดิ์สิทธิ์ของฤษีใจศรัทธาผู้นั้น

ชาวเราทั้งหลายก็จงปฏิบัติดังนี้ เมื่อประสบความทุกข์ยากเถิด จงรับเอาทุกสิ่งจากพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า มิใช่แต่ด้วยเพียรทนเฉย ๆ แต่ด้วยยินดีเถิด จงเอาอย่างพวกอัครสาวก ซึ่งปิติยินดีเมื่อถูกข่มเหงเพราะพระเยซูคริสต์ “ท่านออกจากศาล ต่างชื่นชมยินดี เพราะได้มีบูญถูกสบประมาทเพราะเห็นแก่พระนามพระเยซู” (กจ. 5,41) มีอำรหรือจะทำความยินดีแก่เรามากกว่าการแบกกางเขนในเมื่อรู้อยู่ว่า เมื่อรับแบกดังนี้ เราก็ทำความยินดีแด่พระเป็นเจ้า ฉะนั้น เมื่อเราอยากมีความสุขความยินดีอยู่เสมอ ก็จงพยายามต้อนรับน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าอยู่เสมอเถิด เมื่อเกิดมีอุปสรรคหรือ ความยุ่งยากชาวเราจงพูดเสมอว่า “พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยดังนี้ ก็ขอให้เป็นดังนี้เทอญ” (มธ. 11,26) ขณะรำพึง รับศีลมหาสนิท เฝ้าศีล หรือสวดภาวนา ชาวเราจงวิงวอนขอพระเป็นเจ้าเสมอ ๆ ให้ทรงโปรดให้น้ำใจของพระองค์กลายเป็นน้ำใจของเราเถิด และให้ถวายตัวเราแด่พระองค์เสมอ พลางทูลว่า นี่แนะข้าพเจ้า โปรดกระทำต่อข้าพเจ้า ตามแต่จะทรงชอบพระทัยเถิด นักบุญเทเรซา ได้ถวายตัวแด่พระเป็นเจ้า ขอให้ทรงกระทำต่อตัวเธอ ตามแต่ชอบพระทัยอย่างนี้ อย่างน้อย วันละ 50 ครั้ง 

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

ข้าแต่พระบรมราชา พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา โปรดเสด็จมาครองราชย์สมบัติในวิญญาณของข้าพเจ้า แต่บัดนี้ไปเถิด พระเจ้าข้า โปรดยึดกุมน้ำใจของข้าพเจ้าไว้ทั้งหมด อย่าให้มันปรารถนา อย่าให้มันแสวงหาสิ่งใดนอกจากน้ำพระทัยของพระองค์เลย พระเยซูเจ้าข้า ครั้งก่อนข้าพเจ้าได้ทำขุ่นหมองน้ำพระทัย เพราะการขัดขืนน้ำพระทัยอันศักดิ์ของพระองค์  ข้าพเจ้าเสียใจมาก มากกว่าเพราะภยันตราอื่นใดทั้งหลายข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตรอมใจอย่างที่สุด สมควรแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องรับพระอาชญา  ข้าพเจ้าเองก็ไม่ขอเบี่ยงบ่าย ขอรับโทษานุโทษทุกๆประการ ยกเว้นเฉพาะประการเดียว คือ อย่าให้ข้าพเจ้าถูกโทษโดยการอดรักพระองค์เลยพระเจ้าข้า นอกนั้น พระองค์ทรงประสงค์จะทำอย่างไรต่อข้าพเจ้าก็สุดแล้วแต่พอพระทัยเถิด พระมหาไถ่ที่สุดเสร่หาข้าพเจ้ารักพระองค์ พระผุ้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ และเพราะรักพระองค์ข้าพเจ้าจึงปรารถนาจะทำแต่สิ่งที่ชอบพระทัย ข้าแต่น้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าพระองค์ คือ สรณัที่พึ่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหวังว่า แต่บัดนี้ไปตัวของข้าพเจ้าจะแนบชิดอยูกับพระองค์เสมอนิตย์ พระองค์จะทรงเป็นผู้นำ เป็นความปรารถนา เป็นความรัก และเป็นความสุขของข้าพเจ้า “ข้าพเจ้ายินดีดำรงชีพและยินดีพักผ่อนอยู่ในนั้นเสมอ”  (สดด.4,8) แต่นี้ไป ไม่ว่าข้าพเจ้าจะประสบสิ่งใด ข้าพเจ้าจะทูลพระองค์เสมอว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ทรงพอพระทัยดังนี้ ข้าพเจ้าก็พอใจดังนี้ด้วย” “ขอให้สำเร็จแล้วตามพระราชหฤทัย” พระเยซูเจ้าข้าเดชะพระบุญญาบารมีของพระองค์ ขอโปรดให้ข้าพเจ้าสามารถทูลพระองค์ด้วยวาจาอันแสดงความรัก ต่อไปนี้เสมอ ๆ ว่า “ขอให้สำเร็จแล้วตามพระราชหฤทัย ขอให้สำเร็จแล้วตามพระราชหฤทัย” พระเจ้าข้า

โอ้พระนางมารีอา ท่านเป็นผู้มีบุญนักหนา เพราะได้นอบน้อมตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าทุกประการเสมอเป็นนิตย์ ขอโปรดให้ข้าพเจ้าทำตามอย่างท่าน แต่บัดนี้ไปเถิด พระบรมราชินี เจ้าข้า โปรดเห็นแก่ความรักของท่านต่อพระเยซูคริสต์ ประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้านอบน้อมตามน้ำพระทัยเสมอด้วยเถิด

3. รางวัลสนองฤทธิ์กุศลนี้

ผู้ใดมีน้ำใจหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า ผู้นั้นย่อมมีความสุขอยู่เสมอ แม้ขณะอยู่ในแผ่นดินนี้ “ผู้ใคร่ธรรมไม่รู้จักเสียใจ ไม่ว่าจะประสบเหตุการณ์ใดๆ” (สภษ. 12,21)  เป็นดังนี้ก็เพราะว่า ไม่มีสิ่งที่จะทำให้คนเรามากไปกว่าการได้สิ่งที่ตนชอบ ผู้ที่พอใจแต่ในสิ่งที่พระพอพระทัย จึงเป็นผู้พอใจในทุกสิ่งเพราะทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ท่านซัลวีอาโน กล่าวว่า “ผู้นอบน้อมตามน้ำพระทัย หากถูกหมิ่นประมาท เขาก็พอใจในการถูกหมิ่นประมาท หากยากจน เขาก็พอใจในความอยากจน เขาพอใจในทุกสิ่งที่เป็นมา ฉะนั้ จึงเป็นผู้มีความสุข” (1) อากาศจะหนาว จะร้อน ฝนจะตก ลมจะพัด ผู้มีน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระย่อมพูดว่า ฉันชอบหนาว ชอบร้อน ฯลฯ เพราะพระแป็นเจ้าทรงพอพระทัยเช่นนั้น จะมีความเสียหายถูกเขี่ยวเข็ญ ป่วยไข้ และแม้ตายเขาก็จะว่า ฉันพอใจเสียหาย ถูกข่มเหง ป่วยไข้ และแม้ตาย เพราะพระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยดังนี้ ผู้ใดวางตนไว้ในน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า และยินดีในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ผู้นั้นเปรียบกับผู้ที่ยืนอยู่เหนือกลีบเมฆ และเห็นพายุและฝนตั้งเค้าอยู่ใต้เมฆ เขาจึงไม่รู้สึกลำบาก หรือรู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใดนี่แหละ เป็นความสุขชนิดที่ท่านอัครสาวกกล่าวว่า “เป็นความสุข อันอยู่เหนือความสุขทั้งหลายของโลก” (ฟป. 4,7) และเป็นความสุขอันถาวรคงที่ไม่รู้จักหมุนเวียนตามเหตูการณ์ “คนศักดิ์สิทธิ์ ตั้งมั่นอยู่ในความปรีชาฉลาด เหมือนดวงอาทิตย์ แต่คนโง่เปลี่ยนไปมา เหมือนดวงจันทร์” (ปญจ. 27,12 ) คนโง่ (หมายถึงคนบาป) เปลี่ยนไปมาเหมือนดวงจันทร์ วันนี้ขึ้น พรุ่งนี้แรม วันนี้หัวเราะ พรุ่งนี้ร้องไห้ วันนี้ร่าเริง และอ่อนโยนน่ารัก พรุ่งนี้เศร้า และฉุนเฉียว เขาเปลี่ยนไปมาตามเหตุการณ์ดี และร้ายที่หมุนเวียนไปมา แต่ผู้ใคร่ธรรมเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ สม่ำเสมอเรื่อยไป อยู่ในความสุขระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเกิดเหตุดีเหตุร้าย เพราะว่าความสงบสุขของเขา อยู่ที่การเป็นน้ำใจเดียวกันกับพระเป็นเจ้า “สันติสุข จงมีแก่มนุษย์ผู้มีน้ำใจดีภายใต้หล้า” (ลก. 2,14)- นักบุญมารีอา มักดาเลนา แห่งปัสซี เมื่อได้ยินคำว่า “น้ำใจของพระ” เธอรู้สึกสบายใจ จนเข้าฌามไปเพราะรัต่อพระเป็นเจ้า จริงอยู่ ผู้มีน้ำใจหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า เมื่อยุคอุปสรรคหรือความยากลำบาก ความรู้สึกเบื้องต่ำของเขาจะถูกกระทบกระเทือนไปบ้าง แต่ความรู้สึกเบื้องสูงของเขา จะดำรงอยู่ในสันติสุขเสมอ “ไม่มีใครจะแย่งชิงความยินดีของท่านไปได้” (ยน. 16,22) ตรงข้าม คนที่สู้กับน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ต้องนับว่าเป็นคนไร้สติแท้ ๆ เพราะว่า พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยสิ่งใด สิ่งนั้นก็จำเป็นจะต้องเป็นไป “ใครหนอ จะขัดขืนน้ำพระทัยของพระองค์ได้” (รม.9,19) เป็นอันว่าผู้ใดขัดขืน ผู้นั้นเคราะห์ร้ายแท้ เพราะเขาต้องทนลำบาก โดยปราศจากคุณประโยชน์ ทั้งไม่มีความสุขใจแต่อย่างใดเลย “ผู้ต่อสู้พระ จะมีความสุขได้อย่างไร ?” (โยบ. 9,4) 

อนึ่ง พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัย ก็แต่ความดีของเราเท่านั้น “น้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า คือ ความศักดิ์สิทธิ์ของเรา” (1 ทส.4,3) พระองค์ทรงต้องการให้เราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นนักบุญ พระองค์ทรงต้องการให้เรายินดีในโลกนี้และเป็นสุขในโลกหน้า จงเข้าใจให้ดี กางเขนที่มมาแต่พระเป็นเจ้า “กลายเป็นของดีไปทั้งหมด” (รม. 8,28) แม้พระอาชญาโทษที่เราได้รับในโลกนี้ ก็เกิดขึ้น “ไม่ใช่เพื่อให้เราพินาศ แต่เพื่อให้เราสำนึกตัวดัดแปลงกิริยา” และได้ความบรมสุขตลอดนิรันดรด้วย (ยกธ. 8,27) พระเป็นเจ้าทรงรักเรา ใช่แต่เพียงทรงปรารถนาให้เรารอด แต่ทรงเอาใจใส่ตลอดความรอดของเราแต่ละคนด้วย (สดด. 39,18) พระเป็นเจ้า ผู้ได้ทรงพลี แม้พระบุตรของพระองค์เองเพื่อเรา จะทรงขยักอะไรไว้ ไม่ประทานให้เรา จะเป็นได้หรือ ? “พระเป็นเจ้าซึ่งแม้พระบุตรของพระองค์เอง ก็ได้ทรงพลีเพื่อเรา ให้สิ้นพระชนม์เพื่อเราทั้งหลาย เป็นต้นได้หรือ ที่พระองค์จะไม่ทรงประทานทุกสิ่ง พร้อมกับองค์พระบุตร ?” (รม. 8,32) ฉะนั้น เราทั้งหลายจงวางตนไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้าเสมอเถิด พระองค์ทรงมุ่งแต่จะทำความดีแก่เรา ตลอดชีวิตที่เรามีอยู่ในโลกนี้ “จงมอบความกระวนกระวายทุกอย่างไว้แก่พระองค์เถิด เพราะทรงเอาพระทัยใส่ต่อท่าน” (1 ปต. 5,7) วันหนึ่ง พระสวามีเจ้าตรัสแก่หนักบุญ กาธารีนาว่า “เจ้าจงคิดถึงเราเถิด และเราจะคิดถึงเจ้าเสมอ”ชาวเราทั้งหลาย จงทูลพระเป็นเจ้าอย่างภริยาผู้ศักดิ์สิทธิ์ในพระคัมภีร์ว่า “ที่รักของดิฉัน ใฝ่ใจหาแต่ความดีเพื่อดิฉัน ดิฉันไม่อยากคิดถึงสิ่งใดนอกจากทำให้เขาดีใจ นอกจากร่วมน้ำใจของดิฉันกับน้ำใจอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา” (กันต์. 2,16) นักบุญนีโอ เจ้าอธิการสอน “ชาวเราจงอย่าขอให้พระเป็นเจ้าทรงทำตามที่เราชอบ แต่จงขอให้เราทำตามที่พระเป็นเจ้าชอบนั้นเถิด” 

ผู้ใดปฏิบัติดังนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขและจะตายอย่างศักดิ์สิทธิ์ด้วย ผู้ใดตายโดยนอบน้อมตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าทุกอย่าง ก็เป็นสำคัญว่าได้เอาตัวรอดอย่างแน่ ๆ แต่ผู้ใดขณะมีชีวิตอยู่ ไม่ยอมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระเป็นเจ้า เมื่อตาย ก็จะไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระองค์ จึงจะเอาตัวไม่รอด ฉะนั้น ชาวเราทั้งหลายจงพยายามทำความคุ้นเคยกับวาจาในพระคัมภีร์ที่สามารถก่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระเป็นเจ้า เช่น “พระสวามีเจ้าข้า พระองค์ทรงประสงคืสิ่งใด” “นี่แน่ะ ดิฉันคือทาสของพระสวามี ขอจงเป็นไปแก่ตัวดิฉันตามวาทะของท่านเถิด” (ลก. 1,38) “ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดเถิด พระสวามีเจ้าข้าแล้วพระองค์จะทรงทำประการใดต่อข้าพเจ้า ก็สุดแล้วแต่จะทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าเป็นของของพระองค์ และไม่เป็นของของข้าพเจ้าแล้ว” (สดด. 118,94) และเมื่อไร เราถูกอุปสรรค์อันร้ายแรง เมื่อนั้น ให้เราเร่งกราบทูลพระเป็นเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงพอพระทัยดังนี้ ก็ขอจงเป็นดังเทอญ” (มธ.11,26) จงชอบสวดบท ข้าแต่พระบิดา ข้อสาม บ่อย ๆ ว่า “ขอให้สำเร็จแล้วตามน้ำพระทัย ในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์” จงทูลพระองค์ดังนี้ ด้วยความรัก และให้ซ้ำบ่อย ๆ เถิด เป็นความจริง เราจะเป็นผู้มีบุญ หากเราดำรงชีพ และจบชีพของเรา โดยทูลพระเป็นเจ้าเสมอ ๆ ว่า ขอให้สำเร็จ ขอให้สำเร็จตามพระราชหฤทัย”

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

ข้าแต่พระเยซู พระมหาไถ่ พระองค์ได้ทรงพลีพระชนม์ชีพ ทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน ก็เพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าทั้งหลายรอด ขอทรงพระเมตตาต่อข้าพเจ้าและช่วยให้ข้าพเจ้ารอดด้วยเถิด ขอเถิด อย่าทรงปล่อยให้วิญญาณที่พระองค์ได้ทรงไถ่ ด้วยการยอมเสียสละใหญ่หลวงมากมาย และด้วยความรักใหญ่ยิ่งนั้น ต้องไปเกลียดชังพระองค์ตลอดนิรันดร ในนรกเลย พระเจ้าข้า เมื่อจะสิ้นพระชนม์บนเนินกัลวารีโอ พระองค์ได้ตรัสว่า “จบครบบริบูรณ์แล้ว” ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงว่าพระองค์ไม่ทรงรู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อบังคับให้ข้าพเจ้ารักพระองคือีกแล้ว เมื่อเห็นพระองค์ทรงความรักต่อข้าพเจ้าถึงเพียงนี้แล้ว ข้าพเจ้าได้ทรงแสดงความรู้คูณต่อพระองค์อย่างไรบ้าง ในชีวิตที่ล่วงมา ข้าพเจ้าต้องพูดว่า ข้าพเจ้าได้เกลียดชังพระองค์ ได้ทำชอกช้ำน้ำพระทัยมากมายจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ให้มากกว่านั้นได้ ขอสมนาคุณที่ได้ทรงเพียรทนข้าพเจ้า โปรดทรงพระกรุณาประทานเวลาต่อไปอีกเถิด เพื่อข้าพเจ้าจำด้พยายามแก้ไขความใจดำ และเพื่อจะได้รักพระองค์ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะตายไป พระเจ้าข้า เป็นความจริง ข้าพเจ้ารักพระองค์ และใคร่จะชอบทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงชอบพระทัย ข้าพเจ้าขอยกถวายน้ำใจของข้าพเจ้าทั้งหมด เสรีภาพของข้าพเจ้าทั้งหมด แด่พระองค์นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอพลีถวายชีวิตแด่พระองค์ ยอมตายตามหน้าที่พระองค์จะทรงโปรดให้เป็นไปพร้อมทั้งขอน้อมรับความยากลำบาก และกรณีทุกอย่าง ที่จะตามความตายนั้นมาด้วย ข้าพเจ้าขอถวายบูชาตัวของข้าพเจ้าร่วมกับมหาบูชาที่พระองค์ พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา ได้ทรงประกอบเพื่อข้าพเจ้าบนไม้กางเขน ข้าพเจ้ายินดีตาย นอบน้อมตามน้ำพระทัยทุกประการ พระเจ้าข้าด้วยเดชะพระมหาทรมานของพระองค์ทุกอย่าง โปรดให้ข้าพเจ้านอบน้อมตามความเห็นดีเห็นควรของพระองค์ทุกอย่าง ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า และเมื่อจะถึงเวลาของข้าพเจ้าจะตาย ขอโปรดให้ข้าพเจ้ายินดีตาย นอบน้อมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพระองค์ด้วยเถิด พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าพอใจตายนอบน้อมตามน้ำพระทัย ข้าพเจ้าพอใจตาย พร้อมกับทูลพระองค์ว่า “ขอให้สำเร็จตามพระราชหฤทัย” พระเจ้าข้า

ข้าแต่พระนางมารีอา ท่านได้มรณะ นอบน้อมตามน้ำพระทัย โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าตาย โดยนอบน้อมตามน้ำพระทัยด้วยเถิด

(1) Humiles, hoc volunt ; paupertate dedectantur : itaque beati dicendi sunt