“บุตรของเราเอ๋ย จงสดับฟังถ้อยคำของเรา ด้วยว่าถ้อยคำของเรานั้นหวานชื่นยิ่งนัก เหนือกว่าความรู้ทั้งปวงของบรรดานักปราชญ์แลผู้มีปัญญาในโลกนี้ ถ้อยคำของเราคือจิตวิญญาณแลเป็นชีวิต(1) มิอาจชั่งตวงได้ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ถ้อยคำเหล่านั้นมิควรถูกนำมากล่าวอ้างเพียงเพื่อแสวงหาคำสรรเสริญอันว่างเปล่า ทว่าควรสดับฟังด้วยความนิ่งเงียบ แลน้อมรับด้วยความถ่อมใจทั้งมวลแลด้วยความรักอันลึกซึ้ง”
2. ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “เป็นบุญของมนุษย์ผู้ที่พระองค์ทรงสั่งสอน ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า แลทรงอบรมเขาในธรรมบัญญัติของพระองค์ เพื่อพระองค์จักประทานการพักผ่อนแก่เขาในยามทุกข์ยาก(2) แลเพื่อเขาจักมิถูกทอดทิ้งให้อ้างว้างบนแผ่นดินโลก”
3. “เรา” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส “ได้สั่งสอนบรรดาประกาศกมาตั้งแต่ต้น แลจนถึงทุกวันนี้เราก็มิได้หยุดที่จะตรัสแก่คนทั้งปวง ทว่าคนมากมายกลับหูหนวกแลใจแข็งกระด้างต่อเสียงของเรา คนมากมายรักที่จะเงี่ยฟังโลกมากกว่าฟังพระเจ้า พวกเขาติดตามความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนังอย่างเต็มใจยิ่งกว่าติดตามความพอพระทัยของพระเจ้า โลกให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่เป็นของชั่วคราวแลเล็กน้อย ทว่าผู้คนกลับปรนนิบัติโลกด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง แต่เราให้คำมั่นสัญญาในสิ่งที่ยิ่งใหญ่แลเป็นนิรันดร์ ทว่าดวงใจของมนุษย์กลับเชื่องช้าที่จะตื่นตัว ผู้ใดเล่าปรนนิบัติแลเชื่อฟังเราในทุกสิ่ง ด้วยความเอาใจใส่เช่นเดียวกับที่เขาปรนนิบัติโลกแลผู้ปกครองของโลก?
โอ เมืองไซดอนเอ๋ย จงละอายใจเถิด ทะเลได้กล่าวไว้(3)
แลหากเจ้าแสวงหาเหตุผล ก็จงฟังเราเถิด
ด้วยเห็นแก่รางวัลเพียงน้อยนิด มนุษย์ยอมเดินทางไกล ทว่าเพื่อชีวิตนิรันดร์ หลายคนกลับแทบมิยอมยกเท้าให้พ้นจากพื้นดิน รางวัลอันต่ำต้อยนั้นเป็นที่แสวงหา สำหรับเงินเพียงเหรียญเดียวบางครั้งมนุษย์ยอมดิ้นรนอย่างน่าละอาย ทว่าสำหรับสิ่งที่ว่างเปล่าแลคำมั่นสัญญาที่ไร้ค่า มนุษย์กลับมิได้ย่อท้อที่จะตรากตรำทั้งวันทั้งคืน”
4. “ทว่า น่าละอายยิ่งนัก! สำหรับความดีงามที่มิอาจเปลี่ยนแปลง สำหรับรางวัลที่ไม่อาจประมาณค่าได้ สำหรับเกียรติยศอันสูงสุดแลสิริรุ่งโรจน์ที่มิรู้จักเสื่อมสลาย กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับพวกเขาที่จะตรากตรำแม้เพียงน้อยนิด จงละอายใจเถิด ผู้รับใช้ที่เกียจคร้านแลไม่รู้จักพอ เพราะคนเหล่านั้นกลับพร้อมที่จะไปสู่ความพินาศยิ่งกว่าที่เจ้าพร้อมจะไปสู่ชีวิตเสียอีก พวกเขาชื่นชมยินดีในความว่างเปล่าอย่างเต็มใจยิ่งกว่าที่เจ้าชื่นชมยินดีในความจริง บางคราว พวกเขาอาจผิดหวังจากความหวังของตน แต่คำมั่นสัญญาของเรามิเคยทำให้ผู้ใดผิดหวัง แลมิเคยส่งผู้ที่วางใจในเราให้กลับไปมือเปล่า สิ่งที่เราสัญญาไว้เราจะให้ สิ่งที่เรากล่าวไว้เราจะทำให้สำเร็จ หากเพียงแต่มนุษย์ยังคงซื่อสัตย์ในความรักของเราจนถึงที่สุด เหตุฉะนี้เราจึงเป็นผู้ประทานรางวัลแก่บรรดาผู้ดีงามทั้งปวง แลเป็นผู้ยืนยันอันเข้มแข็งแก่ทุกคนที่ยำเกรงพระเจ้า”
5. “จงจารึกถ้อยคำของเราไว้ในดวงใจของเจ้า แลไตร่ตรองถ้อยคำเหล่านั้นอย่างขยันหมั่นเพียร ด้วยว่าถ้อยคำเหล่านั้นจักจำเป็นยิ่งนักสำหรับเจ้าในยามแห่งการผจญล่อลวง สิ่งที่เจ้ามิเข้าใจในยามอ่าน เจ้าจักเข้าใจในยามที่พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนเจ้า เรามักจะเยี่ยมเยียนผู้ที่เราเลือกสรรในสองลักษณะ คือโดยการผจญล่อลวงแลโดยการให้ความปลอบประโลม แลเราสั่งสอนบทเรียนสองประการแก่พวกเขาในทุกๆ วัน ประการหนึ่งคือการตำหนิข้อบกพร่องของพวกเขา อีกประการหนึ่งคือการเตือนใจให้พวกเขาเจริญขึ้นในพระหรรษทาน ผู้ใดที่มีถ้อยคำของเราแต่ปฏิเสธถ้อยคำเหล่านั้น ผู้นั้นย่อมมีผู้ที่จะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย”
บทภาวนาเพื่อจิตแห่งกิจศรัทธา
6. โอ องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างอันดีงามของข้าพระองค์ แล้วข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่าที่ข้าพระองค์จะบังอาจกล่าวกับพระองค์ได้? ข้าพระองค์เป็นผู้รับใช้ที่ยากจนที่สุดของพระองค์ เป็นเพียงหนอนตัวน้อยที่ต้อยต่ำ ยิ่งยากจนแลน่าเหยียดหยามยิ่งกว่าที่ข้าพระองค์ล่วงรู้หรือกล้าจะกล่าวถึงเสียอีก ถึงกระนั้น ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดระลึกเถิดว่าข้าพระองค์มิได้เป็นสิ่งใด ข้าพระองค์มิได้มีสิ่งใด แลข้าพระองค์มิอาจกระทำสิ่งใดได้เลย มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงความดีงาม ทรงความเที่ยงธรรม แลทรงความศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ทรงสามารถกระทำสรรพสิ่ง ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง ทรงเติมเต็มสรรพสิ่ง โดยทรงทิ้งไว้เพียงคนบาปเท่านั้นที่ว่างเปล่า โปรดทรงระลึกถึงพระเมตตาอันอ่อนหวานของพระองค์ แลเติมเต็มดวงใจของข้าพระองค์ด้วยพระหรรษทานของพระองค์ เถิดพระองค์ผู้ทรงมิจำนงให้ผลงานของพระองค์ต้องกลับคืนสู่พระองค์โดยปราศจากผลประการใด
7. ข้าพระองค์จักทนรับชีวิตอันน่าเวทนานี้ได้อย่างไร หากพระเมตตาแลพระหรรษทานของพระองค์มิได้เสริมกำลังข้าพระองค์? ขออย่าทรงเบือนพระพักตร์ไปจากข้าพระองค์ ขออย่าทรงล่าช้าในการเสด็จมาเยี่ยมเยียนข้าพระองค์ ขออย่าทรงถอนความปลอบประโลมของพระองค์ไปจากข้าพระองค์เลย เกรงว่าดวงจิตของข้าพระองค์จัก “หอบเหนื่อยโหยหาพระองค์ประดุจแผ่นดินที่กระหายน้ำ” ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดสอนข้าพระองค์ให้กระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ สอนข้าพระองค์ให้ก้าวเดินด้วยความถ่อมใจแลความเที่ยงธรรมเบื้องพระพักตร์พระองค์ ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นปรีชาญาณของข้าพระองค์ ผู้ทรงรู้จักข้าพระองค์อย่างแท้จริง แลทรงรู้จักข้าพระองค์ก่อนที่โลกนี้จักถูกสร้างขึ้น แลก่อนที่ข้าพระองค์จะเกิดมาในโลกนี้
(1) ยอห์น 6:63 (2) สดุดี 94:13 (3) อิสยาห์ 23:4
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้าปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความเอาใจใส่กระตือรือร้นเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าปรนนิบัติทางโลกหรือไม่?
2. ข้าพเจ้าได้จารึกพระวาจาของพระเจ้าไว้ในดวงใจเพื่อใช้เป็นอาวุธในยามแห่งการผจญล่อลวง หรือข้าพเจ้าละเลยพระวาจานั้นจนทำให้จิตใจแห้งแล้ง?
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 3 ว่าด้วยการน้อมรับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ และผู้คนมากมายที่มิได้พิจารณาพระวาจาเหล่านั้น