Skip to main content

คำแนะนำจากผู้แปล • ต้องอ่านวรรณกรรมนี้ แต่อย่างไร? 

หนังสือ “จำลองแบบพระคริสต์” เล่มนี้ แตกต่างจากหนังสือทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เร่งรีบอ่านรวดเดียวจนจบ ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณที่ต้องอาศัยเวลาในการค่อยๆ ซึมซับและย่อยอย่างช้าๆ

หากเป็นไปได้ ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านจัดสรรเวลาอันสงบ อ่านเพียง วันละหนึ่งบท เมื่ออ่านเนื้อหาจบแล้ว ลองหยุดพักเพื่อทบทวนตัวเอง ค่อยๆ คิดและไตร่ตรองมโนธรรมผ่าน “คำถาม” ประจำบท ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นได้ทำงานกับส่วนลึกของจิตใจ แล้วจึงปิดท้ายช่วงเวลาแห่งความสงบนี้ด้วย “บทภาวนา”

เมื่อท่านค่อยๆ ก้าวเดินไปตามจังหวะนี้อย่างสม่ำเสมอ ท่านจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ท่านจะเห็นว่าชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของท่านมีความก้าวหน้า มั่นคง และได้รับการชำระให้ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ... ความศักดิ์สิทธิ์ที่เบ่งบานขึ้นในใจนี้ ไม่ได้เกิดจากบุญกุศล ความพยายาม หรือความดีงามส่วนตัวของท่านเองเลย หากแต่เป็นความงดงามที่เกิดขึ้นจากการที่วิถีชีวิต ทัศนคติ และความประพฤติของท่าน กำลังถูกหล่อหลอมให้ก้าวเข้าไปใกล้เคียงกับแบบอย่างชีวิตของ องค์พระเยซูคริสต์ มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็นดั่งเพื่อนร่วมทาง ที่ช่วยนำพาท่านให้ก้าวเดินไปในมรรคาแห่งความเชื่อด้วยความชื่นชมยินดีครับ

Faith4thai.com

ประวัติ “โทมัส อา เคมปิส”

(Thomas à Kempis)

เกิดช่วงปี ค.ศ. 1379/80 ที่เมืองเคมเพน ใกล้กับเมืองดุสเซลดอร์ฟ แคว้นไรน์แลนด์ [ประเทศเยอรมนี เสียชีวิตวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1471 ที่อารามอักนีเทนแบร์ก ใกล้กับเมืองซโวลเลอ มุขมณฑลยูเทรกต์ (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์) เป็นนักเทววิทยาศาสนาคริสต์ และคาดว่าน่าจะเป็นผู้ประพันธ์หนังสือ Imitatio Christi (จำลองแบบพระคริสต์) ซึ่งเป็นหนังสือศรัทธาธรรมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวรรณกรรมคริสต์ศาสนา เป็นรองเพียงแค่คัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น

ราวปี ค.ศ. 1392 โทมัสได้เดินทางไปยังเมืองเดเวนเทอร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม ภราดรภาพแห่งชีวิตร่วม (Brethren of the Common Life) อันเป็นชุมชนนักปราชญ์ที่อุทิศตนเพื่อการศึกษาและการดูแลคนยากจน ที่นั่นเขาได้ศึกษาเรียนรู้ภายใต้การชี้แนะของนักเทววิทยา ฟลอเรนเชียส ราเดวินส์ (Florentius Radewyns) ผู้ซึ่งในปี ค.ศ. 1387 ได้ก่อตั้งคณะวินเดสไฮม์ (Congregation of Windesheim) ซึ่งเป็นคณะนักบวชแคนนอนประจำวินัยออกัสติเนียน (กล่าวคือ เป็นกลุ่มนักบวชที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและผูกพันตนด้วยคำปฏิญาณ) โทมัสเข้าร่วมกับคณะวินเดสไฮม์ที่อารามอักนีเทนแบร์ก และพำนักอยู่ที่นั่นเกือบจะตลอดเวลาเป็นเวลากว่า 70 ปี เขาปฏิญาณตนในปี ค.ศ. 1408 ได้รับการบวชเป็นบาทหลวงในปี ค.ศ. 1413 และอุทิศทั้งชีวิตให้กับการคัดลอกต้นฉบับเอกสารและการชี้แนะผู้ฝึกหัด (novices)

แม้ว่าผู้ประพันธ์ที่แท้จริงของหนังสือจะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่เชื่อกันว่าเขาน่าจะเป็นผู้เขียนหนังสือ จำลองแบบพระคริสต์ เล่มนี้ ผลงานชิ้นนี้มีความโดดเด่นด้วยภาษาและรูปแบบที่เรียบง่าย โดยเน้นย้ำถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณมากกว่าชีวิตทางวัตถุ ยืนยันถึงบำเหน็จรางวัลของการมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของชีวิต และสนับสนุนการรับศีลมหาสนิทเพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างศรัทธา งานเขียนของเขานับว่าเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของขบวนการ devotio moderna (ขบวนการทางศาสนาที่ริเริ่มโดย เคียร์ต โกรท (Geert Groote) ผู้ก่อตั้งกลุ่มภราดรภาพแห่งชีวิตร่วม) ซึ่งทำให้ศาสนากลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริงสำหรับทัศนคติแบบ "สมัยใหม่" ที่กำลังก่อตัวขึ้นในเนเธอร์แลนด์ช่วงปลายศตวรรษที่ 14 โทมัสเน้นย้ำถึงการบำเพ็ญพรตละทิ้งทางโลก (asceticism) มากกว่ารหัสยลัทธิหรือประสบการณ์ลี้ลับ (mysticism) รวมถึงสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างสมถะแบบพอดี—ไม่ใช่การทรมานตนแบบสุดโต่ง

 

source:
Britannica Editors. "Thomas à Kempis." Encyclopedia Britannica, August 4, 2026. https://www.britannica.com/biography/Thomas-a-Kempis.

เล่มที่ 1 โอวาทอันให้ประโยชน์ ต่อชีวิตภายใน
เล่มที่ 2 บทตักเตือน ว่าด้วยชีวิตภายใน
เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
เล่มที่ 4 ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา

บทเกริ่นนำ

หนังสือ “จำลองแบบพระคริสต์” (The Imitation of Christ) ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นครั้งแรกเป็นภาษาละตินในช่วงต้นศตวรรษที่สิบห้า วันที่ที่แน่ชัดและนามผู้แต่งยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ต้นฉบับภาษาละตินยังคงหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมากทั่วทั้งยุโรปตะวันตก และเมื่อรวมกับฉบับแปลและฉบับตีพิมพ์ที่มีรายชื่อยาวเหยียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความนิยมที่แทบจะหาใครเทียบได้ ผู้คัดลอกคนหนึ่งระบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ นักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โวซ์ (St. Bernard of Clairvaux) แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าในเนื้อหามีการอ้างอิงคำกล่าวของ นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (St. Francis of Assisi) ซึ่งเกิดหลังจากนักบุญเบอร์นาร์ดมรณภาพไปแล้วถึงสามสิบปี ได้ทำให้ทฤษฎีนี้ตกไป

ในประเทศอังกฤษ มีต้นฉบับมากมายของหนังสือสามเล่มแรก ซึ่งถูกเรียกว่า “Musica Ecclesiastica” โดยมักจะถูกระบุว่าเป็นผลงานของ วอลเตอร์ ฮิลตัน (Walter Hilton) ผู้ภาวนาแบบเพ่งพิศ (Mystic) ชาวอังกฤษ แต่ดูเหมือนว่าฮิลตันจะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1395 และไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่ามีผลงานชิ้นนี้ดำรงอยู่ก่อนปี ค.ศ. 1400 ต้นฉบับหลายฉบับที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรประบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ ฌอง เลอ ชาร์ลิเยร์ เดอ แฌร์ซง (Jean le Charlier de Gerson) อธิการบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยปารีส ผู้เป็นบุคคลชั้นนำในคริสตจักรช่วงต้นศตวรรษที่สิบห้า

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่น่าจะเป็นผู้แต่งมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานภายในเนื้อหา คือ โธมัส แฮมเมอร์ไลน์ (Thomas Haemmerlein) หรือที่รู้จักกันดีในนาม โธมัส อา เคมปิส (Thomas à Kempis) ตามชื่อเมืองเคมเพน (Kempen) บ้านเกิดของท่านซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำไรน์ ห่างจากเมืองโคโลญจน์ไปทางเหนือประมาณสี่สิบไมล์ แฮมเมอร์ไลน์เกิดในปี ค.ศ. 1379 หรือ 1380 ท่านเป็นสมาชิกของคณะภราดาแห่งชีวิตร่วมกัน (Brothers of Common Life) และใช้เวลาเจ็ดสิบปีสุดท้ายของชีวิตที่ เมานท์เซนต์แอกเนส (Mount St. Agnes) ซึ่งเป็นอารามของคณะนักบวชออกัสติเนียน (Augustinian canons) ในสังฆมณฑลอูเทรคต์ (Utrecht) ณ ที่แห่งนี้ ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1471 หลังจากใช้ชีวิตอันเรียบง่ายไปกับการคัดลอกต้นฉบับ อ่านหนังสือ ประพันธ์งานเขียน และดำเนินกิจวัตรอันสงบสุขตามวิถีความศรัทธาของนักบวช

หากไม่นับรวมพระคริสตธรรมคัมภีร์ (Bible) ไม่มีงานเขียนทางคริสต์ศาสนาชิ้นใดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หรือมีความนิยมยืนยงยาวนานเท่าหนังสือเล่มนี้ ถึงกระนั้น ในแง่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้ก็แทบจะไม่ใช่งานเขียนที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมด โครงสร้างของหนังสือส่วนใหญ่หยิบยืมมาจากงานเขียนของเหล่าผู้ภาวนาแบบเพ่งพิศในยุคกลาง ส่วนแนวคิดและถ้อยคำต่างๆ ก็เป็นการนำเนื้อหาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์ของคริสตจักรยุคแรก (Fathers of the early Church) มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการถักทอเข้าด้วยกันด้วยทักษะอันประณีตงดงาม ผสานกับความรู้สึกทางศาสนาที่ทั้งร้อนรนและหนักแน่น ทำให้มั่นใจได้ว่าหนังสือเล่มนี้จะยังคงดำรงอยู่ เป็นดั่งที่เคยเป็นมาตลอดห้าร้อยปี ในฐานะเสียงเพรียกสูงสุดและเครื่องนำทางสู่ความมุ่งมาดปรารถนาทางจิตวิญญาณ