ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเปล่งคำพิพากษาของพระองค์ต่อข้าพระองค์ แลทรงกระทำให้กระดูกทั้งสิ้นของข้าพระองค์สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวแลตัวสั่น แลวิญญาณจิตของข้าพระองค์ก็สั่นเทาอย่างยิ่งยวด ข้าพระองค์ยืนตะลึงงัน แลรำลึกได้ว่าสรวงสวรรค์นั้นก็ยังมิได้สะอาดบริสุทธิ์ในสายพระเนตรของพระองค์(1) หากพระองค์ทรงกล่าวโทษบรรดาทูตสวรรค์ของพระองค์ด้วยความโง่เขลา แลมิได้ทรงละเว้นพวกเขา แล้วข้าพระองค์เล่าจักเป็นเช่นไร? ดวงดาวทั้งหลายได้ร่วงหล่นจากฟากฟ้า แล้วข้าพระองค์ผู้เป็นเพียงธุลีดินจักกล้าโอ้อวดสิ่งใดได้? ผู้ซึ่งกิจการของเขาดูเหมือนจะน่ายกย่อง กลับร่วงหล่นลงสู่ห้วงลึกอันต่ำต้อยที่สุด แลผู้ที่เคยบริโภคอาหารของทูตสวรรค์ ข้าพระองค์กลับเห็นพวกเขาชื่นชมยินดีอยู่กับฝักถั่วที่สุกรกินเป็นอาหาร
2. เหตุฉะนี้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า หามีความศักดิ์สิทธิ์ใดไม่ หากพระองค์ทรงถอนพระหัตถ์ของพระองค์กลับไป หามีปรีชาญาณใดเป็นประโยชน์ไม่ หากพระองค์ทรงหยุดนำหางเสือ หามีกำลังใดเกิดผลไม่ หากพระองค์ทรงหยุดพิทักษ์รักษา หามีความบริสุทธิ์ใดปลอดภัยไม่ หากพระองค์มิได้ทรงปกป้องสิ่งนั้น หามีการพิทักษ์รักษาตนเองใดเกิดผลไม่ หากการเฝ้าระวังอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มิได้สถิตอยู่ที่นั่น ด้วยว่าเมื่อเราถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง เราย่อมถูกกลืนกินแลพินาศไป ทว่าเมื่อเราได้รับการเยี่ยมเยียนด้วยพระหรรษทาน เราย่อมถูกยกขึ้นแลมีชีวิตอยู่ แท้จริงแล้วเรานั้นไม่มั่นคง ทว่าถูกทำให้เข้มแข็งโดยพระองค์ เรานั้นเยือกเย็นลง ทว่าถูกจุดให้เร่าร้อนขึ้นใหม่โดยพระองค์
3. โอ ข้าพระองค์จำต้องประเมินตนเองด้วยความถ่อมใจแลต่ำต้อยเพียงใด ข้าพระองค์จำต้องชั่งน้ำหนักตนเองว่าเป็นดุจความว่างเปล่าเพียงใด หากข้าพระองค์ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดที่ดีงามเลย! โอ ข้าพระองค์สมควรจะน้อมตัวลงยอมจำนนต่อการพิพากษาอันมิอาจหยั่งรู้ได้ของพระองค์อย่างลึกซึ้งเพียงใด ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ในยามที่ข้าพระองค์พานพบว่าตนเองมิได้เป็นสิ่งใดเลยนอกเสียจากความว่างเปล่า แลความว่างเปล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า! โอ น้ำหนักอันมิอาจหยั่งวัดได้ โอ มหาสมุทรอันมิอาจข้ามผ่านได้ ณ ที่ซึ่งข้าพระองค์มิพานพบสิ่งใดในตนเองเลยนอกจากความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง! แล้วที่ซ่อนเร้นแห่งสิริรุ่งโรจน์อยู่ที่ใดเล่า ความเชื่อมั่นที่บังเกิดจากฤทธิ์กุศลอยู่ที่ใดเล่า? สิริรุ่งโรจน์อันว่างเปล่าทั้งปวง ล้วนถูกกลืนหายไปในห้วงลึกแห่งคำพิพากษาของพระองค์ที่ทรงมีต่อข้าพระองค์
4. เนื้อหนังทั้งมวลคือสิ่งใดเล่าในสายพระเนตรของพระองค์? ดินเหนียวจักโอ้อวดต่อองค์ผู้ทรงปั้นมันขึ้นมาได้อย่างไร?(2) ผู้ที่ดวงใจของเขายอมจำนนต่อพระเจ้าในความจริง จักถูกยกขึ้นด้วยคำพูดอันไร้สาระได้อย่างไร? โลกทั้งสิ้นจักมิอาจยกผู้ที่ถูกสัจธรรมสยบไว้แล้วขึ้นได้เลย แลผู้ที่ได้วางความหวังทั้งสิ้นของตนไว้ในพระเจ้า จักมิหวั่นไหวไปตามปากของคนทั้งปวงที่สรรเสริญเขา ด้วยว่าดูเถิด บรรดาผู้ที่กล่าวนั้น ตัวของพวกเขาเองล้วนเป็นความว่างเปล่า เพราะพวกเขาจักดับสูญไปพร้อมกับเสียงแห่งถ้อยคำของเขา ทว่าความจริงขององค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์(3)
(1) โยบ 15:15 (2) อิสยาห์ 29:16 (3) สดุดี 117:2
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้าหลงยกย่องตนเองในกิจการดีที่ได้กระทำ หรือตระหนักว่าข้าพเจ้าเป็นเพียงธุลีดินและความว่างเปล่าเบื้องหน้าการพิพากษาอันเร้นลับของพระเจ้า?
2. ข้าพเจ้ายังพึ่งพากำลังและสติปัญญาของตนเอง หรือตระหนักว่าหากปราศจากการพิทักษ์รักษาและพระหรรษทานของพระเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็มิอาจกระทำสิ่งใดได้เลย?
บทภาวนาประจำบทที่ 14
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ผู้ทรงพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรมและเร้นลับ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ด้วยดวงจิตที่สั่นเทาและถ่อมตนตระหนักในความอ่อนแอของตนเอง ขออย่าให้ข้าพระองค์ยกตนขึ้นหลงลำพองในกิจการใดๆ ที่ดูเหมือนจะดีงาม ทว่าขอให้ข้าพระองค์ระลึกเสมอว่าข้าพระองค์เป็นเพียงดินเหนียวในพระหัตถ์ของพระองค์
ขอทรงโปรดประทานพระหรรษทานเพื่อปกป้องรักษาและนำทางข้าพระองค์ในทุกขณะของชีวิต เพราะหากปราศจากพระองค์ ข้าพระองค์ก็เป็นเพียงความว่างเปล่าและย่อมพินาศไป ขอทรงจุดไฟแห่งความรักของพระองค์ในดวงใจที่เยือกเย็นของข้าพระองค์เสมอ และขอให้ความปลอบประโลมของพระองค์พยุงข้าพระองค์ไว้
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 14 การรำพึงถึงการพิพากษาอันเร้นลับของพระเจ้า เพื่อมิให้เรายกตนขึ้นเนื่องด้วยกิจการอันดีงามของเรา