เสียงแห่งศิษย์
ข้าแต่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้แสนหวานที่สุด ความบรมสุขของวิญญาณจิตผู้มีกิจศรัทธา ที่ได้ร่วมรับประทานอาหารกับพระองค์ในงานเลี้ยงของพระองค์นั้นช่างยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร ที่ซึ่งหามีอาหารอื่นใดจัดเตรียมไว้ให้เบื้องหน้า นอกเสียจากพระองค์เอง องค์ผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของวิญญาณจิตนั้น ผู้ซึ่งเป็นที่พึงปรารถนายิ่งกว่าความปรารถนาทั้งปวงแห่งดวงใจ? แลสำหรับข้าพระองค์ ย่อมเป็นความหวานชื่นอย่างแท้จริงที่จะหลั่งน้ำตาออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์จากก้นบึ้งแห่งดวงใจของข้าพระองค์ แลชำระล้างพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำตาของข้าพระองค์ ร่วมกับมารีย์ มักดาเลนา ผู้เปี่ยมด้วยกิจศรัทธา ทว่ากิจศรัทธาเช่นนี้อยู่ที่ใดเล่า? การหลั่งไหลอันอุดมสมบูรณ์แห่งหยาดน้ำตาอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใดเล่า? เป็นที่แน่แท้ว่า ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์แลต่อหน้าบรรดาทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ดวงใจทั้งดวงของข้าพระองค์สมควรที่จะลุกโชนแลร่ำไห้ด้วยความชื่นชมยินดี; เพราะข้าพระองค์มีพระองค์ประทับอยู่อย่างแท้จริงในศีลศักดิ์สิทธิ์ แม้จะซ่อนเร้นอยู่ภายใต้รูปปรากฏอื่นก็ตาม
2. เพราะในความสุกใสแห่งความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง ดวงตาของข้าพระองค์มิอาจทนที่จะเพ่งมองพระองค์ได้ แลโลกทั้งใบก็มิอาจยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าความเจิดจ้าแห่งสิริรุ่งโรจน์ในความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ เหตุฉะนี้ ในสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงพิจารณาถึงความอ่อนแอของข้าพระองค์ โดยทรงซ่อนเร้นพระองค์เองไว้ภายใต้ศีลศักดิ์สิทธิ์ ข้าพระองค์ได้ครอบครองแลนมัสการพระองค์ ผู้ซึ่งทูตสวรรค์ในสวรรค์นมัสการอย่างแท้จริง; ทว่าสำหรับข้าพระองค์ ในชั่วขณะนี้โดยทางความเชื่อ แต่สำหรับพวกเขานั้นโดยการมองเห็นแลปราศจากม่านบดบัง นับเป็นการดีสำหรับข้าพระองค์ที่จะพึงพอใจในแสงสว่างแห่งความเชื่ออันแท้จริง แลดำเนินไปในนั้น จนกว่ารุ่งอรุณแห่งความสุกใสนิรันดร์จะฉายแสง แลเงามืดแห่งรูปเปรียบทั้งหลายจะมลายหายไป(1) ทว่าเมื่อสิ่งที่สมบูรณ์มาถึง การใช้ศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ย่อมยุติลง เพราะผู้ที่ได้รับบรมสุขในสิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ย่อมหามีความจำเป็นใดต่อโอสถแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เพราะพวกเขาชื่นชมยินดีอย่างมิหยุดหย่อนต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า โดยการเพ่งมองสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์แบบหน้าต่อหน้า แลถูกเปลี่ยนแปลงจากสิริรุ่งโรจน์หนึ่งไปสู่อีกสิริรุ่งโรจน์หนึ่ง(2) แห่งพระเจ้าอันหาที่สุดมิได้ พวกเขาได้ลิ้มรสพระวาทะของพระเจ้าที่บังเกิดเป็นมนุษย์ ดั่งที่พระองค์ทรงเป็นมาตั้งแต่ปฐมกาลแลดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์
3. เมื่อข้าพระองค์ใคร่ครวญถึงสิ่งอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ แม้แต่ความปลอบประโลมฝ่ายวิญญาณจิตไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ก็กลายเป็นความเหนื่อยหน่ายอย่างแสนสาหัสสำหรับข้าพระองค์; เพราะตราบใดที่ข้าพระองค์ยังมิได้เห็นพระเจ้าของข้าพระองค์อย่างเปิดเผยในสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์เอง ข้าพระองค์ก็นับว่าสรรพสิ่งที่ข้าพระองค์พบเห็นแลได้ยินในโลกนี้ล้วนเป็นความว่างเปล่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นพยานของข้าพระองค์ว่า หามีสิ่งใดสามารถปลอบประโลมข้าพระองค์ได้ หามีสิ่งเนรมิตใดสามารถประทานการพักผ่อนให้แก่ข้าพระองค์ได้ นอกเสียจากพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งข้าพระองค์ปรารถนาที่จะเพ่งพินิจตลอดกาล ทว่าสิ่งนี้ย่อมเป็นไปมิได้ ตราบใดที่ข้าพระองค์ยังคงอยู่ในสภาวะที่ต้องตายนี้ เหตุฉะนี้ ข้าพระองค์จึงสมควรตั้งตนให้อยู่ในความพากเพียรอันยิ่งใหญ่ แลยอมจำนนตนเองต่อพระองค์ในทุกความปรารถนา เพราะแม้แต่บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังชื่นชมยินดีร่วมกับพระองค์ในอาณาจักรสวรรค์ ก็ได้รอคอยการมาถึงแห่งสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ในขณะที่พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ที่นี่ ด้วยความเชื่อแลสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ สิ่งใดที่พวกเขาเชื่อ ข้าพระองค์ก็เชื่อสิ่งนั้น; สิ่งใดที่พวกเขาหวัง ข้าพระองค์ก็หวังสิ่งนั้น; สถานที่ใดที่พวกเขาบรรลุถึงแล้ว ข้าพระองค์ก็หวังที่จะไปถึงที่นั่นโดยผ่านทางพระหรรษทานของพระองค์ ในระหว่างนี้ ข้าพระองค์จะดำเนินไปในความเชื่อ ซึ่งได้รับการเสริมกำลังโดยแบบอย่างของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพระองค์จะมีหนังสือศักดิ์สิทธิ์ไว้เพื่อเป็นความปลอบประโลมแลเป็นกระจกเงาส่องชีวิต แลเหนือสิ่งอื่นใด พระกายแลพระโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระองค์ จักเป็นโอสถรักษาแลที่ลี้ภัยพิเศษสำหรับข้าพระองค์
4. เพราะมีสองสิ่งที่ข้าพระองค์รู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับข้าพระองค์ในชีวิตนี้ ซึ่งหากปราศจากสองสิ่งนี้แล้ว ชีวิตอันน่าเวทนานี้คงจะกลายเป็นสิ่งที่ข้าพระองค์มิอาจทนรับได้; ในขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกแห่งร่างกายนี้ ข้าพระองค์ขอสารภาพว่าข้าพระองค์ต้องการสองสิ่ง นั่นคืออาหารแลแสงสว่าง เหตุฉะนี้ พระองค์จึงทรงประทานพระกายแลพระโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ให้แก่ข้าพระองค์ผู้ช่างอ่อนแอเสียเหลือเกิน เพื่อฟื้นฟูวิญญาณจิตแลร่างกายของข้าพระองค์ แลได้ทรงตั้งพระวจนะของพระองค์ไว้เพื่อเป็นโคมส่องทางเท้าของข้าพระองค์(3) หากปราศจากสองสิ่งนี้ ข้าพระองค์คงมิอาจดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม; เพราะพระวจนะของพระเจ้าคือแสงสว่างแห่งวิญญาณจิตของข้าพระองค์ แลศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์คือปังแห่งชีวิต สิ่งเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นโต๊ะสองตัว ที่ตั้งอยู่ทางด้านนี้แลด้านนั้น ในคลังสมบัติแห่งพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โต๊ะตัวหนึ่งคือพระแท่นบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งรองรับปังศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือพระกายแลพระโลหิตอันล้ำค่ายิ่งขององค์พระคริสต์; ส่วนโต๊ะอีกตัวหนึ่งคือโต๊ะแห่งธรรมบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งบรรจุหลักคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ สั่งสอนความเชื่อที่แท้จริง แลนำทางไปอย่างแน่วแน่จนถึงสิ่งที่อยู่หลังม่าน ที่ซึ่งห้องบริสุทธิ์ที่สุดตั้งอยู่
5. ขอขอบพระคุณแด่พระองค์ ข้าแต่พระเยซูเจ้า องค์แสงสว่างแห่งแสงสว่างนิรันดร์ สำหรับโต๊ะแห่งหลักคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้แก่พวกข้าพระองค์ ผ่านทางบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์คือ ผู้เผยพระวจนะ อัครสาวก แลครูบาอาจารย์อื่นๆ ขอขอบพระคุณแด่พระองค์ ข้าแต่พระผู้เนรมิตสร้างแลพระผู้ไถ่ของมนุษย์ ผู้ซึ่งเพื่อที่จะทำให้ความรักของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่โลกทั้งใบ ได้ทรงจัดเตรียมงานเลี้ยงมื้อใหญ่ ซึ่งในงานเลี้ยงนั้น พระองค์มิได้ทรงจัดเตรียมลูกแกะที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ ทว่าทรงจัดเตรียมพระกายแลพระโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระองค์เอง เพื่อให้เกิดผลดี; ทรงกระทำให้บรรดาผู้สัตย์ซื่อของพระองค์ทุกคนชื่นชมยินดีไปกับงานเลี้ยงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ แลประทานถ้วยแห่งความรอดพ้นให้พวกเขาดื่มกิน ซึ่งในนั้นมีความรื่นรมย์ทั้งปวงแห่งสรวงสวรรค์ แลบรรดาทูตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ก็ร่วมรับประทานอาหารกับพวกข้าพระองค์ ทว่าด้วยความหวานชื่นอันเป็นบรมสุขยิ่งกว่า
6. โอ หน้าที่ของบรรดาสมณะนั้นยิ่งใหญ่แลควรค่าแก่เกียรติยศเพียงใดหนอ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เสกศีลศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งความยิ่งใหญ่ด้วยถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ อวยพรสิ่งนั้นด้วยริมฝีปาก ประคองสิ่งนั้นไว้ในมือของพวกเขา รับสิ่งนั้นด้วยปากของตนเอง แลแจกจ่ายสิ่งนั้นให้แก่ผู้อื่น! โอ มือคู่นั้นสมควรจะสะอาดหมดจดเพียงใดหนอ ปากนั้นสมควรจะบริสุทธิ์เพียงใด ร่างกายนั้นสมควรจะศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ดวงใจของสมณะสมควรจะไร้รอยด่างพร้อยเพียงใด ผู้ซึ่งองค์บ่อเกิดแห่งความบริสุทธิ์เสด็จเข้ามาหาบ่อยครั้งเพียงนั้น! จากปากของสมณะ มิสมควรมีสิ่งใดพรั่งพรูออกมา นอกเสียจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ซื่อสัตย์แลเป็นประโยชน์ เพราะเขารับศีลศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระคริสต์บ่อยครั้งเหลือเกิน
7. ดวงตาของเขาสมควรจะเป็นหนึ่งเดียวแลบริสุทธิ์ ด้วยเห็นว่ามันมักจะมองดูพระกายขององค์พระคริสต์อยู่เสมอ; มือของเขาที่มักจะประคองพระผู้เนรมิตสร้างสวรรค์แลแผ่นดินโลกไว้ภายใน สมควรจะบริสุทธิ์แลชูขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ในธรรมบัญญัติได้กล่าวไว้เป็นการเฉพาะเจาะจงแก่บรรดาสมณะว่า จงบริสุทธิ์เถิด เพราะเรา องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของพวกเจ้า เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์(4)
8. ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ ขอทรงช่วยเหลือพวกข้าพระองค์ด้วยพระหรรษทานของพระองค์ เพื่อพวกข้าพระองค์ผู้รับเอาหน้าที่แห่งสมณะ จักสามารถสนทนากับพระองค์อย่างคู่ควรแลด้วยกิจศรัทธา ในความบริสุทธิ์แลมโนธรรมอันดีงามทั้งปวง แลหากพวกข้าพระองค์มิอาจมีวิถีชีวิตในความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาดังที่พวกข้าพระองค์สมควรจะเป็น ถึงกระนั้น ขอทรงประทานให้พวกข้าพระองค์สามารถคร่ำครวญถึงบาปที่พวกข้าพระองค์ได้กระทำไปอย่างคู่ควร แลในวิญญาณจิตแห่งความถ่อมตนแลความมุ่งหมายอย่างเต็มเปี่ยมแห่งเจตจำนงอันดีงาม จักรับใช้พระองค์อย่างจริงจังยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า
(1) บทเพลงซาโลมอน 2:17 (2) 2 โครินธ์ 3:18 (3) สดุดี 119:105 (4) เลวีนิติ 19:2
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้าถือว่า "พระกายของพระคริสต์" (ศีลมหาสนิท) และ "พระวจนะของพระเจ้า" (พระคัมภีร์) เป็นอาหารและแสงสว่างที่จำเป็นที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้าหรือไม่?
2. ข้าพเจ้าปรารถนาสวรรค์ที่ซึ่งจะได้เห็นพระเจ้า "หน้าต่อหน้า" หรือข้าพเจ้ายังคงพึงพอใจและลุ่มหลงกับความสุขสบายของโลกนี้?
บทภาวนาประจำบทที่ 11
ข้าแต่พระเยซูเจ้า แสงสว่างแห่งแสงสว่างนิรันดร์ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณสำหรับโต๊ะสองตัวที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้เพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณจิตของข้าพระองค์ คือ พระแท่นบูชาแห่งศีลมหาสนิท และ โต๊ะแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์
ขอทรงประทานพระหรรษทานให้ข้าพระองค์กระหายในพระวจนะและพระกายของพระองค์อยู่เสมอ ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นความปลอบประโลม เป็นอาหาร และเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตของข้าพระองค์ เพื่อก้าวเดินทะลุผ่านความมืดมิดของโลกนี้ ไปสู่การเพ่งพินิจพระพักตร์ของพระองค์อย่างเปิดเผยในสิริรุ่งโรจน์
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 11 ว่าด้วย พระกายแลพระโลหิตขององค์พระคริสต์ ตลอดจนพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อวิญญาณจิตที่สัตย์ซื่อ