Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

 บรรพ 1 กฎเกณฑ์ทั่วไป

ลักษณะ 6 บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

หมวด 1 สถานภาพของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายพระศานจักร

มาตรา 96 โดยทางศีลล้างบาปผู้หนึ่งผู้ใดรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้า และได้รับสถาปนาให้เป็นบุคคลในพระศาสนจักร

มาตรา 97 วรรค 1 บุคคลผู้ซึ่งมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ใหญ่ ต่ำกว่าอายุนั้นให้ถือว่าเป็นผู้เยาว์

วรรค 2 ก่อนอายุครบ 7 ขวบเต็ม ผู้เยาว์ถือว่าเป็นทารก และให้ถือว่าไร้ความสามารถ เมื่ออายุครบ 7 ขวบเต็มให้ถือว่าเป็นผู้สามารถใช้เหตุผล

มาตรา 98 วรรค 1 ผู้ใหญ่สามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

วรรค 2 ผู้เยาว์ใช้สิทธิของตนได้โดยให้อยู่ในอำนาจของบิดามารดาหรือผู้ปกครองทั้งนี้มีข้อยกเว้นให้เมื่อเป็นเรื่องที่ผู้เยาว์ได้รับยกเว้นโดยกฎพระเจ้าหรือกฎหมายพระศาสนจักรให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดตัวผู้ปกครอง อำนาจของผู้ปกครองให้ถือตามกฎหมายบ้านเมืองเว้นไว้แต่ว่ากฎหมายพระศาสนจักรกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นหรือเมื่อมีเหตุผลสมควรในบางกรณีพระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถแต่งตั้งผู้ปกครองคนอื่นได้

มาตรา 99 ผู้ใดก็ตามที่ขาดการใช้เหตุผลเป็นนิจให้ถือเป็นผู้ไร้ความสามารถ และให้ถือเสมือนเป็นทารก

มาตรา 100 บุคคลที่เป็นผู้อยู่ประจำถิ่นคือผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ทีนมีภูมิลำเนาอยู่ ผู้พักอาศัยชั่วคราวคือผู้ที่อาศัยในสถานที่ที่ตนมีกึ่งภูมิลำเนาอยู่ผู้เดินทางคือผู้ที่อยู่นอกเขตภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาโดยที่ตนยังครอบครองภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาของตนอยู่ผู้เร่ร่อนคือผู้ที่ไม่มีทั้งภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาเลยไม่ว่าที่ใด

มาตรา 101 วรรค 1 ถิ่นกำเนิดของบุตร รวมทั้งผู้เข้าศาสนาใหม่ด้วยคือถิ่นที่บิดามารดาของบุตรมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะที่บุตรเกิดหรือในกรณีที่บิดามารดาไม่มีภูมิลำเนาก็ใช้กึ่งภูมิลำเนาแทนกันได้หากบิดามารดามิได้มีภูมิลำเนาหรือกึ่งูมิลำเนาเดียวกันก็ให้ใช้ภูมิลำเนาขอผู้เป็นมารดาของบุตรนั้น

วรรค 2 ในกรณีที่เป็นบุตรของผู้เร่ร่อนก็ให้ถือสถานที่บุตรเกิดเป็นถิ่นของบุตรในกรณีที่บุตรเกิดมาแล้วถูกทอดทิ้งก็ให้ถือสถานที่ที่พบบุตรคนนั้นเป็นถิ่นกำเนิด

มาตรา 102 วรรค 1 ภูมิลำเนาได้มาโดยที่บุคคลอาศัยอยู่ในเขตสังฆตำบลหรืออย่างน้อยในสังฆมณฑลโดยมีเจตนาจะอยู่ถาวร ถ้าไม่มีเหตุจำต้องออกไปหรืออยู่ต่อเนื่องกันเป็นเวลา ปีเต็ม

วรรค 2 กึ่งภูมิลำเนาได้มาโดยที่บุคคลอาศัยอยู่ในเขตสังฆตำบลหรืออย่างน้อยในเขตสังฆมณฑล โดยมีเจตนาจะอยู่อย่างน้อย 3 เดือน ถ้าไม่มีเหตุจำต้องออกไปหรืออยู่ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 เดือนเต็ม

วรรค 3 ภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาที่ตั้งอยู่ในเขตวัดใดเรียกว่าภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาสังฆตำบล เมื่อตั้งอยู่ในเขตสังฆมณฑลแม้ว่าจะมิได้อยู่ในเขตวัดโดยเฉพาะให้ถือว่าเป็นภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาสังฆมณฑล

มาตรา 103 สมาชิกของสถาบันนักพรต และสมาชิกคณะชีวิตธรรมทูตได้มาซึ่งภูมิลำเนาตามสถานที่ตั้งของบ้านที่เขาสังกัดอยู่ กึ่งภูมิลำเนาได้มาโดยการอาศัยอยู่ในบ้านทั้งนี้ตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 102 วรรค 2

มาตรา 104 คู่สามีภรรยามีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาร่วมกันได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจมีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาของตนได้เมื่อมีการแยกกันอยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือเมื่อมีเหตุอันควร

มาตรา 105 วรรค 1 ผู้เยาว์จำเป็นต้องถือภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาของผู้ที่ตนอยู่ใต้ปกครองเมื่อผู้เยาว์พ้นวัยทารกแล้ว สามารถมีกึ่งภูมิลำเนาของตนเองได้และผู้ใดที่เป็นอิสระตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายบ้านเมืองสามารถมีภูมิลำเนาของตนเองได้

วรรค 2 ผู้ใดก็ตาม นอกเหนือจากเหตุผลการเป็นผู้เยาว์แล้วยังมีเหตุผลอื่น ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ภายใต้การดูแลของผู้อื่นให้ถือเอาภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาของผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์

มาตรา 106 ภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาสูญเสียไปโดยการออกจากที่นั่นด้วยความตั้งใจจะไม่กลับมาอีก โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดมาตรา 105

มาตรา 107 วรรค 1 แต่ละบุคคลมีพระสงฆ์เจ้าอาวาส และผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจของตน ทั้งตามภูมิลำเนา และกึ่งภูมิลำเนาได้

วรรค 2 พระสงฆ์เจ้าอาวาสหรือผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจของผู้เร่ร่อนคืออำนาจของท้องที่ที่ผู้เร่ร่อนอาศัยอยู่ขณะนั้น

วรรค 3 พระสงฆ์เจ้าอาวาสของผู้ซึ่งมีเพียงแต่ภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาสังฆมณฑลคือพระสงฆ์เจ้าอาวาสของสถานที่ที่ผู้นั้นอาศัยอยู่ขณะนั้น

มาตรา 108 วรรค 1 การร่วมสายโลหิตนับจากสาย และระดับชั้น

วรรค 2 ในสายตรงมีจำนวนระดับชั้นได้มากเท่ากับจำนวนรุ่นหรือจำนวนคน โดยไม่นับผู้เป็นบรรพบุรุษร่วม

วรรค 3 ในสายขนานมีจำนวนระดับชั้นได้มากเท่ากับจำนวนคนทั้งหมดในสองสายรวมกัน โดยไม่นับผู้เป็นบรรพบุรุษร่วม

มาตรา 109 วรรค 1 ความเกี่ยวดองเกิดขึ้นจากการแต่งงานที่ถูกต้องแม้ยังมิได้มีเพศสัมพันธ์กันก็ตามความเกี่ยวดองมีอยู่ระหว่างชายกับญาติทางสายโลหิตฝ่ายหญิง และระหว่างหญิงนั้นกับญาติทางสายโลหิตของฝ่ายชาย

วรรค 2 ให้นับว่าผู้ที่เป็นญาติทางสายโลหิตของฝ่ายชายมีความเกี่ยวดองกับฝ่ายหญิงในสาย และระดับชั้นเดียวกันและโดยนัยกลับกัน

มาตรา 110 เด็กที่ได้รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายบ้านเมืองถือว่าเป็นบุตรของบุคคลผู้รับเขาเป็นบุตรบุญธรรม

มาตรา 111 วรรค 1 เด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่สังกัดในพระศาสนจักรลาตินให้นับเข้าอยู่ในพระศาสนจักรนั้นโดยการรับศีลล้างบาปหรือถ้าบิดาหรือมารดามิได้สังกัดในพระศาสนจักรลาติน และทั้งสองได้ตกลงเลือกให้เด็กนั้นรับศีลล้างบาปในพระศาสนจักรลาตินให้นับเด็กนั้นเข้าในพระศาสนจักรลาติน โดยทางศีลล้างบาป แต่ถ้าไม่มีการตกลงกันให้นับเด็กนั้นเข้าในพระ ศาสนจักรตามจารีตที่บิดาสังกัดอยู่

วรรค 2 ผู้ที่จะรับศีลล้างบาปซึ่งมีอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์สามารถเลือกอย่างอิสระที่จะรับศีลล้างบาปในพระศาสนจักรลาตินหรือในพระศาสนจักรอื่น ที่มีจารีตเป็นของตนเอง (Sui iuris) และในกรณีนี้บุคคลผู้นั้นสังกัดอยู่ในพระ ศาสนจักรที่ตนเลือก

มาตรา 112 วรรค 1 หลังจาการรับศีลล้างบาป บุคคลต่อไปนี้ เป็นสมาชิกในพระศาสนจักรที่มีจารีตเป็นของตนเอง

1. ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากสันตะสำนัก

2. คู่บ่าวสาวผู้ซึ่งประกาศในขณะแต่งงานหรือเมื่อแต่งงานแล้วว่าจะเปลี่ยนไปอยู่ในพระศาสนจักรที่มีจารีตเป็นของตน (Sui iuris) ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อการแต่งงานสิ้นสุดลงแล้วผู้นั้นก็มีอิสระสามารถกลับไปอยู่ในพระศาสนจักรลาตินได้ตามเดิม

3. บุตรของบิดามารดาตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปีบริบูรณ์และเช่นเดียวกันบุตรของฝ่ายคาทอลิกที่แต่งงานแบบต่างนิกายที่ได้โอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายไปสังกัดพระศาสนจักรจารีตอื่นแต่เมื่อบุคคลผู้นั้นมีอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์อาจกลับมาสังกัดพระศาสนจักรลาตินได้

วรรค 2 ประเพณีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ตามจารีตของพระศาสนจักรอื่นที่มีจารีตเป็นของตนเอง (Sui iuris) ไม่ว่าจะนานเท่าใดก็ตามมิทำให้บุคคลนั้นเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรนั้น

 

book

"สถานภาพของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายพระศานจักร" (มาตรา 96-112)

"นิติบุคคล" (มาตรา 113-123) >>